วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

คนไทยช้อปออนไลน์เป็นอันดับ 2 รองจากจีน


by Admin

17-02-2017




ไม่ใช่แค่ช้อปออนไลน์ในประเทศเท่านั้น แต่ตัวเลขคนไทยช้อปออนไลน์ข้ามประเทศ ที่ PayPal ผู้ให้บริการชำระเงิน ทำร่วมกับอิปซอสส์ ร่วมกันทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคกว่า 28,000 คนใน 32 ประเทศ รวมทั้งผู้บริโภคคนไทย 800 คน สะท้อนว่า การช้อปออนไลน์ข้ามประเทศของคนไทยก็กำลังเติบโต


ผลสำรวจพบว่า ยอดใช้จ่ายออนไลน์ของนักช้อปชาวไทย เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 16% จากปี 2559 หรือคิดเป็นมูลค่า 325,614 ล้านบาท คาดว่าในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นเป็น 376,753 ล้านบาท และในปี 2561 จะเพิ่มขึ้น 13% หรือคิดเป็นมูลค่า 426,655 ล้านบาท

คนไทยนิยมใช้จ่ายผ่านมือถือ

ผลสำรวจยังพบว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีคนไทย 71% ที่ช้อปออนไลน์ผ่านทั้งเว็บไซต์ช้อปิ้งออนไลน์จ แอปพลิเคชั่น และช่องทางโซเชียลมีเดีย




ที่น่าสนใจ ประเทศจีนและประเทศไทยเป็นนักช้อปข้ามประเทศที่นิยมซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์มือถือมากที่สุด ราว 50 ของนักช้อปชาวจีน และไทยที่ซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศเลือกช้อปผ่านแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน

ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด โดยเฉลี่ยจะมีนักช้อปข้ามประเทศที่ซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์มือถืออยู่ที่ 37% ซื่งเป็นผู้ใช้สมาร์ทโฟนถึง 27 เปอร์เซ็นต์





เป็นที่สังเกตได้ว่า ยอดการซื้อขายออนไลน์ผ่านมือถือ (mobile-commerce) ของคนไทย เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2558 มียอดใช้จ่าย 98,642 ล้านบาท ในปี 2559 เพิ่มเป็น 141,731 ล้านบาท เติบโตถึง 44% คาดว่าปี 2560 จะเติบโต 19 % หรือคิดเป็นมูลค่า 206,077 ล้านบาท





เพิ่มเป็นจาก 141.7 พันล้านบาทในปี 2559 เป็น 173.6 พันล้านบาท และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนอุปกรณ์มือถือที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจทั้งสำหรับผู้ซื้อและผู้ค้าออนไลน์

จับตาช้อปข้ามประเทศมาแรง


นอกจากนี้ ยอดการช้อปออนไลน์ข้ามประเทศของคนไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมื่อประเมินจากจำนวนผู้ใช้งานอีคอมเมิร์ซในไทยจะมีอยู่ราว 7.9 ล้านคน ในจำนวนนี้ 2 ล้านราย เคยซื้อสินค้าออนไลน์ข้ามประเทศ คิดเป็นมูลค่าราว 6.03 หมื่นล้านบาท และในปี 2560 คาดว่าจะมีโอกาสเติบโตถึง 84% เนื่องจากมีการทำสำรวจต่อว่า ในปีนี้จะมีการซื้อของจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดย 55% ซื้อเพิ่มขึ้นแน่นอน 23% ซื้อเท่าเดิม6% ซื้อลดลง





โดยที่คนไทยมียอดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของการซื้อของต่างประเทศอยู่ที่ 30,892 บาท/คน/ปี จากยอดอีคอมเมิร์ซต่อคนเฉลี่ยอยู่ที่ 41,215 บาท




5 ปัจจัยหนุนช้อปออนไลน์


ผลจากการสำรวจพบว่านักช้อปออนไลน์ในประเทศไทยจำนวน 55% มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้นในปี 2560 เนื่องจาก 82% เห็นว่า ความสะดวกสบายของการช้อปออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาหันมาช้อปด้วยวิธีนี้มากขึ้น


ในขณะที่ 37% มองว่าการส่งของที่รวดเร็วเป็นอีกปัจจัยหลัก และ 35% คิดว่าทำให้ประหยัดเงินได้มากกว่า 30% คาดว่าการจัดส่งสินค้าจะถูกลง 27% มาจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ




ช้อปของใช้ครัวเรือนนิยมแซงหน้าสินค้าแฟชั่น


ในส่วนของประเภทสินค้าที่นิยมช้อปออนไลน์ข้ามประเทศ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาพบว่าส่วนใหญ่จะนิยมซื้อเสื้อผ้ารองเท้าสินค้าแฟชั่นเครื่องสำอางท่องเที่ยวสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ดิจิตอลคอนเทนต์เครื่องใช้ไฟฟ้า





ส่วนในปี 2560 คาดว่า ผู้บริโภคชาวไทยจะหันมาซื้อสินค้าที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น โดยสินค้า 3 ประเภทที่คาดว่าจะมีการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นในปี 2560 ได้แก่ ของใช้ในครัวเรือน (เติบโต 24%) สินค้าบริโภค (เติบโต 20%) และสินค้าสำหรับเด็ก (เติบโต 16%)





สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย มอว่า นี่คือโอกาสของธุรกิจไทยในการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลก โดยผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงเหมือนกับการขยายสาขาแบบดั้งเดิม

ค่าขนส่ง-ภาษี ข้อจำกัด


แม้โอกาสจะมีอยู่มาก แต่อุปสรรคที่ทำให้คนไทยไม่กล้าช้อปออนไลน์ ยังกังวลค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้า และการเสียภาษี และกลัวว่าไม่ได้รับสินค้า


โดย 45% ของผู้สำรวจยังมองว่า ค่าขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำไม่สามารถซื้อของข้ามประเทศได้บ่อยครั้งเท่าที่ควร ปัจจัยรองลงมาคือ การจ่ายค่าภาษีศุลกากร 44% และความชัดเจนของอัตราภาษีศุลกากร 42%




โอกาสของ PayPal

ด้วยผลวิจัยดังกล่าว เป็นโอกาสทางธุรกิจ PayPal ในการผลักดันให้ธุรกิจส่งออกหันมาใช้บริการเพย์เม้นท์ ที่สะดวกปลอดภัย และใช้กันแพร่หลายทั่วโลก แทนที่จะเป็นการเก็บเงินสดปลายทาง โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว ขนส่ง จองตั๋วแพ็กเกจทัวร์สินค้าแฟชั่นเสื้อผ้ากระเป๋า

PayPal มองว่า คู่แข่งไม่ใช่ผู้ให้บริการเพย์เมนต์ แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนจากการชำระเงินสดปลายทาง ซึ่ง ธุรกิจส่วนใหญ่รู้จัก PayPal แต่ยังไม่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรดังนั้นจึงต้องเน้นไปที่การให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก

ปัจจุบัน PayPal ให้บริการออนไลน์เพย์เมนต์มา 18 ปี ใน 200 ประเทศทั่วโลก รองรับสกุลเงินมากกว่า 25 สกุลเงิน แต่ละวินาที จะธุรกรรมผ่าน PayPal 10,900 เหรียญสหรัฐ /วินาที โดยมีพนักงานรวมกันทั่วโลกกว่า1.7 หมื่นคน รองรับบริการหลังการขาย 20 ภาษา โดยมีผู้ใช้งานแล้ว 197 ล้านบัญชี ส่วนในไทย PayPal ได้เข้ามาเปิดสำนักงานเมื่อต้นปีที่แล้ว มีพนักงาน 4 คน


Source: https://positioningmag.com/1116556

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562

7-Eleven

ชื่อ “7-Eleven” มาจาก เปิด ๗ โมง ปิด ๕ ทุ่ม! สาขาในไทยมากเป็นที่ ๒ ของโลกแล้ว!!
เผยแพร่: 2 ก.ย. 2562 11:50 โดย: โรม บุนนาค




เซเวน อีเลฟเวนที่พัทยา โอ่อ่าเกินจะเป็นร้านสะดวกซื้อข้างถนน

ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “7-Eleven” ร้านสะดวกซื้อที่จำหน่ายสินค้าทั่วไปในชีวิตประจำวัน เปิดบริการตลอด ๒๔ ชั่วโมงไม่มีวันหยุด และมีสาขาแพร่กระจายเกือบทั่วทุกหัวระแหงในประเทศไทย เป็นแฟรนไชส์ที่มีสาขาในประเทศต่างๆมากที่สุดในโลก
เดิม “เซเวน อีเลฟเวน” เป็นลิขสิทธิ์ของ บริษัท เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี ๒๔๗๐ ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำแข็งที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ในปีเดียวกันนั้นก็ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Tote'm Store ต่อมาในปี ๒๔๘๙ ก็ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น 7-Eleven เพื่อรองรับการขยายกิจการ ซึ่งในระยะแรกเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐-๒๓.๐๐ น. ของทุกวัน อันเป็นที่มาของชื่อ เซเวน อีเลฟเวน นั่นเอง
ในช่วงปลายปี ๒๕๓๓ บริษัทเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน และได้รับความช่วยเหลือจาก อิโต-โยคะโด ซึ่งเป็นผู้ซื้อแฟรนไชส์รายใหญ่ที่สุด บริษัทญี่ปุ่นจึงเข้าควบคุมกิจการของบริษัทในปี ๒๕๓๔ ต่อมาในปี ๒๕๔๘ อิโต-โยคะโด ได้ก่อตั้งบริษัท “เซเวน แอนด์ ไอ โฮลดิงส์” เซเวน อีเลฟเวนจึงกลายเป็นบริษัทลูกของบริษัท เซเวน แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
สำหรับประเทศไทย เซเวน อีเลฟเวน บริหารโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อสิทธิ์ประกอบกิจการในประเทศไทยเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ และได้เปิดสาขาแรกขึ้นที่หัวมุมถนนพัฒน์พงศ์ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๒ จากนั้นก็เติบโตเพิ่มสาขาขึ้นไม่หยุด
ในปี ๒๕๔๕ ซีพี ออลล์ขยายสาขาเซเวน อีเลฟเวนไปตามสถานีบริการน้ำมัน ปตท.เพื่อให้ครอบคลุมได้ทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนเมษายน ๒๕๕๓ เซเวน อีเลฟเวนในประเทศไทยมีสาขาถึง ๕,๔๔๒ สาขา เฉพาะในกรุงเทพฯกว่า ๓,๐๐๐ สาขา และตัวเลขยังวิ่งขึ้นทุกวัน เป็นอันดับ ๔ รองจาก ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน มีลูกค้ากว่า ๔ ล้านคนต่อวัน โดยมียอดขายเฉลี่ยวันละ ๖๕,๐๑๙ ต่อสาขา
ในปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา เซเวน อีเลฟเวน มีสาขา ๑๐,๙๘๘ สาขา เป็นรองแค่ญี่ปุ่นซึ่งมี ๒๐,๐๓๓ สาขา แต่ญี่ปุ่นก็มีจำนวนประชากร ๑๒๗ ล้านคน มากกว่าไทยเท่าตัวเช่นกัน อันดับ ๓ เป็นเกาหลีใต้ มี ๙,๒๐๐ สาขา มีประชากร ๕๑ ล้านคน ส่วนอเมริกาผู้ให้กำเนิดเซเวน อีเลฟเวน เป็นอันดับ ๔ มี ๘,๔๒๑ สาขา มีประชากรถึง ๓๒๓ ล้านคน
ในด้านรายได้ ในปี ๒๕๖๑ เซเวน อีเลฟเวนในไทย มีรายได้ ๓๐๘,๘๔๘ ล้านบาท มีกำไรก่อนหักภาษี ๘๕,๖๙๗ ล้านบาท เฉลี่ยในหนึ่งวันมีลูกค้า ๑,๑๘๕ คนต่อสาขา ใช้จ่าย ๖๙ บาทต่อบิลล์ มีรายได้ ๘๑.๗๘๘ ต่อสาขา
ในปี ๒๕๖๒ นี้ ซีพี ออลตั้งเป้าจะขยายสาขาเซเวน อีเลฟเวนขึ้นอีก ๗๐๐ สาขา ทั้งจะสวมบทบาทเป็น “แบงกิ้งเอเยนต์” รับฝาก-ถอนเงินให้ธนาคารออมสินและ SCB ธุรกิจอาหารตามสั่ง บริการรับส่งพัสดุภายใต้แบรนด์ Speed D ขายกาแฟ ซัก อบ รีด จุดคืนภาษีนักท่องเที่ยว และร้านขายยา รวมถึงเตรียมทำธุรกิจดูแลสุขภาพ ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ดูแล

นอกจากนี้ เซเวน อีเลฟเวนยังพยายามอัพเกรดตัวเองให้เป็นมากกว่าร้านสะดวกซื้อ แต่เป็นศูนย์รวมทุกอย่างที่ผู้บริโภคต้องการใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างสาขาพัทยาก็มีขนาดใหญ่ มี ๒ ชั้น และมีห้องน้ำ มี Digital Aquarium และสื่อ Interactive เป็นต้น


                                      ห้องน้ำในเซเวน อีเลฟเวน ที่สาขาพัทยา

Source: https://mgronline.com/onlinesection/detail/9620000084059

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

Principles

Principles ของ Ray Dalio

โดย ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
สยามรัฐออนไลน์ 4 เมษายน 2561

โดยการสรุปส่วนที่สำคัญและเป็นหัวใจ ดังนี้

บทที่ 1 สิ่งสำคัญของหลักการ ทำไม จึงเชื่อว่า การมีหลักการนั้นสำคัญ และแต่ละคนจะตัดสินใจเลือกได้ว่า หลักการแบบไหน ที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด

1.อะไรคือหลักการ? คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะเชื่อมกับการกระทำของเรา ชี้นำในสิ่งที่เรากำลังจะทำ และช่วยให้ประสบความสำเร็จได้

2.ทำไมมันถึงสำคัญ? หลักการช่วยให้เราทำถูกทาง ไม่ออกนอกทาง และนำเราไปสู่ความสำเร็จ

3.แล้วหลักการนี้มาจากไหน? หลักการของเรา : มาจากค่านิยมถึงสิ่งที่เราเชื่อมั่นอย่างแท้จริง

4.วิถีชีวิตของเราสามารถไปด้วยกันกับหลักการนั้นได้หรือไม่? แล้วมันคืออะไร? หลักการเป็นตัวกำหนดมาตรฐานของพฤติกรรมของเรา และความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่เราใช้ชีวิตประจำ

5.แค่ไหนที่เราคิดว่ามันใช้งานได้แล้ว? และทำไม? หลักการต่างๆ ล้วนมาจากจุดมุ่งหมายและประสบการณืที่แตกต่างกันของแต่ละละบุคคลเราต้องยึดหลักการของเราเป็นหลัก แต่อาจจะปรับให้สอดคล้องกับคนอื่นโดยไม่ผิดหลักการ และได้ผลลัพท์ที่ดี เราต้องตอบคำถามเหล่านี้ด้วยความซื่อตรง โดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะคิดอย่างไร ความซื่อตรงนั้นจะช่วยให้เราไม่รู้สึกอืดอัดไปกับหลักการณ์ของเรา


บทที่ 2 หลักการในการลงทุนทั้งชีวิตของเรย์

พื้นฐานทั้งหมดของหลักการของเรย์ ดังนั้นสรุปได้ว่า

1.)เราต้องทำงานที่เราอยากทำ สิ่งที่ชอบ ไม่ได้ทำเพราะคนอื่นอยากให้เราทำ

2.)เข้าถึงความคิดเห็นที่ไม่ฝักใฝ่ทางไหน มีความคิดเห็นที่เป็นอิสระ

3.ทดสอบความคิดเห็นของเรากับคนที่ฉลาดเท่าที่เราจะสามารถหาได้ ทำให้เรามีหลักการเหตุผลเพิ่มขึ้น

4.ระมัดระวังความมั่นใจสุดโต้งเกินไป และคิดเผื่อไว้ถึงสิ่งที่เราไม่รู้ด้วย

5.ต่อสู้ด้วยความเป็นจริง ตอบสนองกับผลลัพธ์ของการตัดสินใจ และเรียนรู้ที่จะปรับปรุงพัฒนาการต่อไป

“ผมต้องการให้คุณทำเพื่อตัวคุณเอง มีความคิดเห็นที่เป็นอิสระ แล้วทดสอบมัน ระมัดระวังความเห็นที่สุดโต่ง ตอบสนองกับผลลัพธ์ที่ได้จากสิ่งที่คุณตัดสนใจลงไป และพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ”

1. เขาเรียนรู้ว่า : ความล้มเหลว มาจากความไม่ยอมรับความจริง และความสำเร็จมาจากการยอมรับความจริง

ค้นหาว่า อะไร คือ ความจริง ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวจากการแสวงหาความจริง การเป็นคนซื่อตรง เป็นการเปิดกว้าง ให้เข้าสู่ความคิดอิสระ การเผชิญหน้ากับผู้คนที่จะบอกว่าเขาเชื่ออย่างไร ฟังความเห็นของเขา เพื่อหาคำตอบว่า ความจริงคืออะไรทุกคนมีข้อผิดพลาดและจุดอ่อน และนี่คือ สิ่งที่จะบอกถึงความแตกต่างของผู้คน ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่สวยงาม เมื่อแก้ข้อผิดพลาดได้ ทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น และนำไปสู่ความสำเร็จ เขามองตรงกันข้ามกับคนส่วนใหญ่ คือ

1) คนส่วนใหญ่คิดว่า ควรจะเรียนรู้อะไร จึงจะประสบความสำเร็จ การหาตัวเองว่า เราต้องการอะไร และจะได้มาอย่างไร

2) การมีคำตอบ ดีกว่าคำถาม การมีคำถาม ดีกว่ามีคำตอบ เพราะ เป็นหัวใจหลักของการเรียนรู้ และการได้มาซึ่งการแก้ปัญหา

3) ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่แย่ เป็นสิ่งที่ดี เพราะ การเรียนรู้ มาจากความผิดพลาด

4) การหาจุดอ่อนเป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นขั้นตอนแรกที่จะค้นหาว่า มันคืออะไร และทำอย่างไร จะไม่เกิดกับเราอีก

5) ความเจ็บปวด นั้นแย่ ดี เพราะเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่เราจะแข็งแกร่ง ( เหมือนการเล่นกล้าม )

6) ความแก่ชรา ไม่ดี ดี ทำให้เรา เห็นจุดอ่อน ข้อผิดพลาด ข้อดีจุดแข็ง ที่เราจะนำมาใช้กับตนเองและลูกหลาน

2. รากฐานของหลักการพื้นฐานของเรย์ ความเป็นจริง ความเที่ยงตรงและถูกต้อง ในการเข้าใจความเป็นจริง เป็นสิ่งที่จำเป็นพื้นฐาน สำหรับการผลิตผลลัพธ์ที่ดี ความเป็นจริง + ความฝัน + ความตั้งใจจริง = ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ การตัดสินใจที่สำคัญของเรา โดย 5 หัวข้อใหญ่ สำหรับตัวเลือกที่จะกำหนดอนาคตของเรา

1) ลำดับที่ 1

สิ่งที่ไม่ดี BAD : ให้ความเจ็บปวด ทำให้ยืนอยู่บนเส้นทางของความก้าวหน้าได้

สิ่งที่ดี GOOD : เข้าใจถึงการจัดการความเจ็บปวด ที่จะไปสู่ความก้าวหน้าได้อย่างไร

ความเจ็บปวด + การตอบสนอง = กระบวนการพัฒนา

2) ลำดับที่สอง

สิ่งที่ไม่ดี BAD หลีกเลี่ยงการพบกับ ความจริงอันโหดร้าย

สิ่งที่ดี GOOD เผชิญหน้าในการพบกับความจริงอันโหดร้าย

3) ลำดับที่สาม

สิ่งที่ไม่ดี BAD กังวล เกี่ยวกับ การทำให้ตัวเองดูดี

สิ่งที่ดี GOOD กังวล เกี่ยวกับ การทำให้บรรลุเป้าหมาย

4) ลำดับที่สี่

สิ่งที่ไม่ดี BAD : เน้นผลกระทบลำดับแรกของการตัดสินใจ

สิ่งที่ดี GOOD : เน้นการตัดสินใจ ในผลกระทบอันดับแรก ที่สอง ที่สาม ตามสภาพความเป็นจริง

5) ลำดับที่ห้า

สิ่งที่ไม่ดี BAD : กล่าวโทษคนอื่น ในงานที่ไม่บรรลุ

สิ่งที่ดี GOOD : เน้นความรับผิดชอบด้วยตนเอง

3. ตัวคุณทั้งสองคน และ เครื่องจักรของคุณ

Goals ( เป้าหมาย) > Machine ( เครื่องจักร) > Out-comes ( ผลลัพธ์ )

Design (ออกแบบ ) + People ( บุคคล ) วงจรนี้หมายความว่า : เป้าหมายของคุณจะเป็นตัวกำหนด “เครื่องจักร” ที่คุณสร้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เครื่องจักรจะสร้างผลลัพธ์ที่ควรเปรียบเทียบกับเป้าหมาย เพื่อตัดสินวิธีการทำงานของเครื่องจักร เครื่องจักร : ประกอบด้วยการออกแบบและบุคคลที่คัดเลือกเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

4. 5 ขั้นตอน ( กระบวนการ ) สำคัญในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการในชีวิต

1) มีเป้าหมายที่ชัดเจน

2) ระบุปัญหาและไม่ปล่อยให้ปัญหานั้น เป็นอุปสรรคขัดขวางในการบรรลุเป้าหมาย

3) ทำการวินิจฉัยปัญหาอย่างถูกต้องแม่นยำ

4) ออกแบบแผนอย่างชัดเจน และจัดวางหน้าที่(งาน) ที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา และนำพาไปสู่เป้าหมาย

5) ดำเนินการตามแผน

จำเป็นต้องทำทุกขั้นตอนเหล่านี้ เพื่อให้บรรลุความสำเร็จ

• บทที่ 3 หลักการบริหารของเรย์

บทที่ 1 สิ่งสำคัญของหลักการ

ทำไม จึงเชื่อว่า การมีหลักการนั้นสำคัญ และแต่ละคนจะตัดสินใจเลือกได้ว่า หลักการแบบไหน ที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด บทที่ 2 หลักการในการลงทุนทั้งชีวิตของเรย์ พื้นฐานทั้งหมดของหลักการของเรย์ บทที่ 3 อธิบาย ถึงหลักการบริหารของเรย์ มีการบริหารหรือนำไปใช้ ซึ่งมาจากหลักการเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน 3 ส่วน

1) เรื่องของตนเอง ซึ่งต้องเริ่มต้นจาก การแสวงหา “ หลักการ “ ของตัวเองก่อน

2) เป็นเรื่องของบริษัท คนกลุ่มต่างๆ และ

3) เป็นเรื่องของสังคมหรือประเทศหนึ่งๆ ที่มีส่วนกำหนดเกี่ยวข้องกับ สองส่วนแรก ที่อยู่ในสังคม

หลักการต้องได้มาจากความเป็นจริง และนำไปใช้ได้ผลจริง โดยเป้าหมายต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงเมื่อเรามีหลักการของตนแล้ว การนำไปใช้กับคนอื่น ต้องมีคุณค่าและหลักการเดียวกันหรือร่วมกัน และ สอดคล้องกับหลักการของสังคมและประเทสที่เป็นเรื่องใหญ่ทั้งหมด จึงจักได้ผลสำเร็จ ที่สำคัญ คือ ต้องยึดจับแน่นเป้าหมาย อย่าให้ความปรารถนาอารมณ์หรืออุปสรรคมาเปลี่ยนแปลงเป้าหมายไป นี่เป็นเรื่องสำคัญ ที่มักเกิดขึ้นในชีวิต อันเกิดจาก ตัวเอง ที่ขาดหลักการที่ดี และ จากกระแสสังคมพัดพาไป ในปัจจุบันของสังคมไทย ที่คนขาดคุณภาพ ขาดความเป็นอิสระ ที่จะคิดและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง บนพื้นฐาน ของการมีความรู้ สติปัญญา ที่จะแสวงหาความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หากยังไม่เข้าใจ ก็ต้องไม่ตัดสินใจเราต้องมีการสรุปประเมินและพัฒนาตลอด: หลักการและคุณค่าวัฒนธรรมของเรา -องค์กรและสังคมประเทศ

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

Ray Dalio มองเศรษฐกิจโลก

23 July 2019

Ray Dalio มองเศรษฐกิจโลกจะแย่หลังจากนี้ และ Fed เหลือนโยบายทางการเงินอีกไม่มาก

Ray Dalio เจ้าของ Hedge Fund ใหญ่ที่สุดในโลกได้ให้มุมมองสำคัญในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน รวมไปถึงวิธีการสังเกตุว่าเศรษฐกิจโลกในขนาดนี้แย่หรือไม่


Ray Dalio เจ้าของ Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Bridgewater Associates ได้ให้สัมภาษณ์ลงในบทวิเคราะห์ของทาง Goldman Sachs ในเดือนกรกฏาคม ถึงมุมมองการลงทุน เรื่องของนโยบายธนาคารกลาง สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ หลายๆ ประเด็นเป็นเรื่องที่น่าจับตามองในขณะนี้อย่างมาก รวมไปถึงการอยู่ให้เป็นในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
Brand Inside รวบรวมประเด็นสำคัญจากบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs มาฝาก

นโยบายธนาคารกลางแต่ละที่เหลือไม่มาก

Ray เองมองว่าราคาหุ้นนั้นขึ้นมาเป็นอย่างมาก รวมไปถึงตราสารหนี้ด้วย สาเหตุเนื่องจากนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ได้ทำนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน โดยเราจะเห็นว่าปัจจุบันสภาพคล่องที่อัดเข้ามาจากธนาคารกลางทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวในโลกการเงินมีมากถึง 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากในช่วงวิกฤติการเงินเป็นต้นมา 
อย่างไรก็ดี Ray มองว่าในระยะสั้นๆ ผลตอบแทนสินทรัพย์เหล่านี้จะดี แต่ในระยะยาวแล้วจะลดลง เนื่องจากธนาคารกลางแต่ละที่จะเริ่มไม่เหลือนโยบายทางการเงิน เพราะว่าปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากๆ และถ้าหากนักลงทุนยังคาดหวังว่าธนาคารกลางยังคงนโยบายกดดอกเบี้ยต่ำและซื้อสินทรัพย์แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อแก้ปัญหา และถ้าแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจไม่ได้ มุมมองของตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน และ Ray มองว่าเวลาใกล้จะหมดไปทุกทีแล้ว
นอกจากนี้ Ray ยังมองว่าแต่เดิมอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำสูงถึง 5% ทำให้ Fed มีช่องว่างลดดอกเบี้ยลงมาได้มาก แต่ทุกวันนี้ถ้าหากเศรษฐกิจตกต่ำ Fed เหลืออัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 2% เท่านั้น และถ้ามองปัจจุบันนโยบายธนาคารกลางเริ่มอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ

Fed มองระยะสั้นไป ทำให้ตลาดพังในปีที่แล้ว

Ray ยังมองว่าการที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีที่ผ่านมาถือว่าได้ทำถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ดีเขาได้กล่าวว่าแต่ Fed ก็รู้ตัวว่าที่สุดแล้วได้ทำผิดพลาดเนื่องจากมองความเสี่ยงของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงเงินเฟ้อผิดพลาดไป รวมไปถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอื่นๆ 
เขายังมองว่า Fed กังวลเรื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากปี 2017 ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี หรือแม้แต่ตัวเลขการว่างงานที่ลดลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เลยทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยในปีที่ผ่านมา แต่สิ่งหนึ่งที่ Fed ลืมไปคือเรื่องของอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจากเรื่องของเทคโนโลยี รวมไปถึงการที่ Fed มองการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ มากไป ส่งผลให้ในปี 2018 ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ตกลงอย่างถ้วนหน้า

เศรษฐกิจโลกแย่หลังจากนี้ 4 เรื่องใหญ่ๆ

นอกจากนี้ตัวเขาเองยังมองว่าเศรษฐกิจโลกหลังจากนี้จะแย่ลง โดยมองจาก 4 เรื่องสำคัญได้แก่
  1. วัฏจักรของธุรกิจและการใช้จ่ายของประชาชน เขามองว่าวัฏจักรธุรกิจ (รวมไปถึง Debt Cycle ด้วย) รวมไปถึงเรื่องของวัฏจักรการใช้จ่ายเองไม่สัมพันธ์กัน โดยดูได้จากงบดุลของบริษัทต่างๆ ซึ่งเราจะเห็นในอนาคตการเจริญเติบโตจะลดลง
  2. วัฏจักรหนี้ระยะยาว (เช่น ตราสารหนี้ 10 ปี) อย่างที่เขาเองได้บอกไปตอนต้นว่าธนาคารกลางเริ่มที่จะหมดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
  3. การเมืองสหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้กันทางความคิดระหว่าง ทุนนิยม กับ สังคมนิยม เนื่องจากช่องว่างที่เพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นรายได้ โอกาสต่างๆ รวมไปถึงทรัพย์สิน ซึ่งถ้าหากมีการเปลี่ยนนโยบายต่างๆ ก็จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างรวมไปถึงตลาดหุ้น เช่น การลดภาษีนิติบุคคล แต่ไปเพิ่มภาษีอย่างอื่น ฯลฯ และเขามองว่าการปะทะกันทางความคิดหลังจากนี้จะย่ำแย่หนักกว่าเดิม
  4. เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ซึ่งในช่วงหลังประเทศจีนเริ่มท้าทายผู้นำอย่างสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ
ยังมีประเด็นอื่นๆ อีกที่เขามองว่ามีผลกระทบ เช่น การขึ้นมามีอำนาจมากขึ้นของเยอรมันและญี่ปุ่น แทนที่สหรัฐกับญี่ปุ่น การใช้นโยบายประชานิยม แรงกดดันเหล่านี้กดดันให้ธนาคารกลางแต่ละแห่งเหลือนโยบายทางการเงินไม่มาก และเรื่องดังกล่าวต่อไปนี้จะกดดันตลาดหุ้นในช่วงหลังจากนี้เป็นต้นไป

เราจะเห็นอะไรหลังจากนี้

Ray มองว่าด้วยปัจจัยหลังจากนี้ที่ได้กล่าวไป รวมไปถึงบริษัทต่างๆ ในตลาดหุ้นจะเริ่มมีการควบรวมกิจการกัน หรือแม้แต่การซื้อหุ้นกลับเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากนโยบายของธนาคารกลางแต่ละแห่ง นอกจากนี้เขายังได้ฉายภาพถึงการเติบโตของบริษัทเอกชนในช่วงที่ผ่านมาถึงอัตรกำไรสุทธิรวมไปถึงรายได้ต่างๆ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของทุนทำให้เกิดช่องว่างทางรายได้ที่ได้กล่าวไปข้างต้น
นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้ของประกันสังคมรวมไปถึงหนี้ของการรักษาสุขภาพของประชาชนที่มากขึ้น สอดคล้องกับภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น หรือนโยบายทางการคลังที่ทำให้งบประมาณขาดดุล ซึ่งหลังจากนี้เขามองว่าเศรษฐกิจกำลังจะเกิดความเสี่ยงครั้งใหญ่ แต่เขาไม่สามารถบอกได้ว่าเศรษฐกิจกำลังจะถดถอยได้ภายในกี่ปี
แต่เขามองว่าถ้าหากเรื่องราวต่างๆ ยังเป็นไปแบบนี้เขามองว่าเศรษฐกิจโลกจะเหมือนกับช่วงหลังปี 1930 ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำนานที่สุด
นอกจากนี้เขายังได้แนะนำให้นักลงทุนเริ่มทยอยลดความเสี่ยงลงมาบ้าง และการลงทุนในทองคำยังคงน่าสนใจ ขณะที่หุ้นจีนก็ควรมีลงทุนไว้บ้าง โดยเขายังเน้นเรื่องการกระจายความเสี่ยงและไม่กระจุกสินทรัพย์เสี่ยงไว้ในที่เดียว

Source: https://www.stock2morrow.com/

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ประชาธิปไตย - เสรีนิยม กำลังพ้นสมัย


โดย: ทับทิม พญาไท
เผยแพร่: 4 ก.ค. 2562 15:38 

Manager Online

ด้วยเหตุเพราะข่าวคราวความเคลื่อนไหวของโลก ของประเทศต่างๆ ช่วงวัน-สองวันมานี้...มันยังหนักไปทาง “ยักตื้นติดกึก-ยักลึกติดกัก” ไปตามธรรมชาติของมันอีกสักพัก ปิดท้ายสัปดาห์นี้...เลยขออนุญาตไปว่ากันถึงข่าวคราวที่ออกไปทาง “แนวคิด” ทางความเห็น ทางทัศนคติ อะไรทำนองนั้น ที่อาจน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าการไล่ฟัด ไล่บี้ ไล่ถีบ ไล่กระทืบ ระหว่างประเทศโน้น ประเทศนี้ เอาเลยก็ไม่แน่ แถมยังอาจนำมาใช้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ เป็นคติ เป็นสติ ให้กับใครต่อใครในบ้านเราได้ไม่น้อย โดยเฉพาะบรรดาประเภท “นักประชาธิปไตย” ทั้งหลาย ที่กำลังกระเหี้ยนกระหือรืออยากเล่นงาน “เผด็จการ” ผู้สืบทอดอำนาจกันชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร...

คือข่าวคราวที่ว่านี้...น่าจะมีอยู่ประมาณ 2 เรื่อง 2 กรณีด้วยกัน เรื่องแรกคือ กรณีที่ผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” ท่านได้เปิดปาก เปิดใจ ให้สัมภาษณ์ 2 นักข่าวแห่งหนังสือพิมพ์ “ไฟแนลเชียล ไทมส์” คือ “นายเฮนรี ฟอย” (Henry Foy) และ “ลีโอเนล บาร์เบอร์” (Lionel Barber) เมื่อช่วงวันพุธที่ 26 มิถุนายนเดือนที่แล้ว แบบชนิดยาวเหยียดอีเหลนเป๋น มีทั้งเรื่องปัญหาในตะวันออกกลาง ในละตินอเมริกา ความขัดแย้งทางการเมืองในซีเรีย ในเวเนซุเอลา ฯลฯ ฟังกันชนิดอิ่มไปข้าง แต่ที่น่าคิด น่าสะกิดใจเอามากๆ ก็คือการที่ท่านได้ “ฟันธง” ลงไปแบบชนิดเต็มผืน เต็มด้าม ว่า “แนวคิดแบบเสรีนิยม” อันเป็นพื้นฐานของความเป็นประชาธิปไตยไม่ว่าในอเมริกา หรือในยุโรปก็แล้วแต่ ได้พ้นสมัย หรือหมดสมัยลงไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว!!!

ส่วนเรื่องที่ 2 อาจไม่ออกไปทางข่าวคราวโดยทั่วไปสักเท่าไหร่ เพราะเป็นการแสดงความคิด ความเห็น ผ่านข้อเขียน หรือบทความของนักคิด นักเขียน คอลัมนิสต์แห่งหนังสือพิมพ์ “เดอะ การ์เดียน” ผู้เคยมีฐานะเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานประเทศอเมริกา เป็นศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และเคยเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Saving Capitalism : For the Many, Not the Few” ที่ขายดิบ ขายดี อยู่พอสมควร ชื่อว่า “นายโรเบิร์ต ไรช์” (Robert Reich) ที่ได้สรุปความคิด ความเห็นเอาไว้ในบทความว่าด้วยความพังพินาศของเศรษฐกิจอเมริกา อันมีเหตุปัจจัยเนื่องมาจาก “ตัวของตัวเอง” นั่นแหละ ไม่ใช่เป็นเพราะ “จีน” หรือเพราะประเทศคู่แข่ง คู่กัดไหนๆ ก็แล้วแต่ อันถือเป็นบทความที่น่าคิด น่าสะกิดใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเว็บไซต์ “ผู้จัดการ ออนไลน์” ของเราเอง ก็ได้นำมาถ่ายทอดเรียบเรียงให้อ่านกันได้สบายๆ เมื่อช่วงวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา และอาจถือเป็นบทความที่ “ต้องอ่าน” หรือ “อ่านแล้วบ้านท่านไฟไม่ไหม้” อะไรทำนองนั้น...

คือทั้งศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน และผู้นำชาวรัสเซียที่อยู่กันคนละโลก คนละซีก คนละประเทศ คนละระบบ แต่ดูจะมีความคิด ความเห็นตรงกันในเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องที่ “ความเป็นประชาธิปไตย” อันมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเสรีนิยมทั้งหลายนั้น เอาไป-เอามาแล้ว มันไม่ได้เป็นตัวตอบคำถาม หรือเป็นตัวแก้ปัญหา ไม่ว่าในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ให้กับแต่ละประเทศได้แบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ไม่สามารถนำไปอม-ดม-หยอด-สอด-เสียบ ได้ในทุกเรื่อง ทุกกรณี อย่างที่เคยคิดๆ กันมาก่อนหน้านั้น ชนิดสามารถเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือ “ช่องว่างทางผลประโยชน์” ระหว่าง “ชนชั้นนำ” กับบรรดา “ประชาชน” คนส่วนใหญ่โดยทั่วไป หรืออย่างที่ “ศาสตราจารย์โรเบิร์ต ไรช์” ท่านได้ให้ข้อสรุปเอาไว้นั่นแหละว่า ด้วยเหตุเพราะ “ระบบเศรษฐกิจ” ของประเทศประชาธิปไตยอย่างอเมริกานั้น มุ่งที่จะเน้นการเพิ่มผลตอบแทนให้กับบรรดาเจ้าของกิจการ หรือผู้ถือหุ้น ในบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำประมาณ 500 บริษัท เศรษฐกิจอเมริกาก็จึงบรรลุเป้าหมายไปตามแนวทางทุนนิยมดังที่ตัวเองต้องการ นั่นก็คือก่อให้เกิดผลกำไร ผลประโยชน์ตกอยู่บรรดาบริษัทเหล่านี้แบบชนิดอุ่นหนาฝาคั่ง อันสามารถดูได้จากผลประกอบการของบรรดาบริษัทใน “S&P 500” ที่อู้ฟู่ อูมฟูม มาโดยตลอด...

แต่ในขณะที่ “ระบบเศรษฐกิจ” ของประเทศเผด็จการอย่างจีนนั้น กลับมุ่งที่จะบรรลุเป้าหมายในทิศทางตรงกันข้าม คือมุ่งที่จะเพิ่มประโยชน์สูงสุดให้กับบรรดาประชาชนชาวจีนโดยทั่วไป จนสามารถบรรลุเป้าหมายภายในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา นั่นคือสามารถทำให้ชาวจีนไม่น้อยกว่า 100 ล้านคน หลุดพ้นไปจากความยากจนได้สำเร็จ ภายใต้ความพยายามบรรลุจุดมุ่งหมายในลักษณะที่แตกต่างกันไปเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้ผลพวงของ “ความเป็นประชาธิปไตย” และ “ความเป็นเผด็จการ” มันเลยย่อมแตกต่างกันไปด้วย ดังที่ศาสตราจารย์รายนี้ท่านอดไม่ได้ที่ต้องสรุปไว้ว่า... “อเมริกาเป็นประชาธิปไตย และจีนเผด็จการใช่ไหม...ใช่!!! แต่นับวันคนอเมริกันส่วนใหญ่มีอิทธิพลต่อนโยบายสาธารณะน้อยเอามากๆ หรือแทบไม่มีเลย...” 

และด้วยการหยิบยกตัวอย่าง มาเป็นเครื่องพิสูจน์ รองรับเหตุผลให้เห็นกันแบบจะจะแจ้งๆ ก็ออกจะเป็นอะไรที่แทบมิอาจปฏิเสธได้อย่างที่ท่านว่าเอาจริงๆ นั่นแหละ เช่นกรณีบริษัท “Walmart” ที่ถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำของอเมริกา และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกันยุค “ทรัมป์บ้า” ลดภาษีนิติบุคคลให้ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ แต่ด้วยจุดมุ่งเพื่อที่จะทำผลประโยชน์สูงสุดให้กับบริษัท ให้กับเจ้าของผู้ถือหุ้น ขณะบริษัทพยายามลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วยการปิดสาขา ลอยแพพนักงานไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่กลับยอมเจียดเงินจำนวนถึง 20,000 ล้านดอลลาร์มาซื้อคืนหุ้นตัวเอง เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง ฯลฯ ตลอดไปจนอีกหลายๆ ตัวอย่าง หลายๆ เหตุผล ที่ยากจะปฏิเสธ ใครสนใจรายละเอียด คงต้องไปหาอ่านกันเอาเองก็แล้วกัน...

แต่โดยสรุปรวมความแล้ว...ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากผู้นำรัสเซีย อย่างประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” นั่นแหละ ที่สรุปเอาไว้ว่า “ปัญหาที่เด่นชัดของอเมริกา” (รวมทั้งอีกหลายประเทศในยุโรป) ก็คือ “ช่องว่างระหว่างผลประโยชน์ของชนชั้นนำกับผลประโยชน์ของบรรดาชาวอเมริกันส่วนใหญ่ทั้งหลาย” หรือ “การที่ผู้ปกครองอันประกอบด้วยบรรดาชนชั้นนำ ได้ถูกตัดขาดไปจากประชาชนส่วนใหญ่แบบแทบจะโดยสิ้นเชิง” ความเป็นเสรีนิยมอันเป็นถือเป็นรากฐานของประชาธิปไตยในอเมริกาหรือในยุโรปแต่ละประเทศ มันจึงได้เกิดอาการ “Liberal Idea has become obsolete” หรือเกิดอาการพ้นยุค พ้นสมัย ไปด้วยประการละฉะนี้...

พูดง่ายๆ ว่า...ไม่ว่าประชาธิปไตย เผด็จการ หรือระบอบระบบชนิดไหนๆ ก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญเอามากๆ หรือต้องเรียกว่าสำคัญที่สุดเอาเลยก็ว่าได้ มันก็น่าจะอยู่ที่ “จุดมุ่งหมาย” หรือความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายของระบบและระบอบนั้นๆ นั่นแล ไม่ได้เกี่ยวกับว่าใครจะลิเบอร่าน ไม่ลิเบอร่าน ใครจะก้าวหน้า ใครจะอนุรักษ์ ใครอยากจะนับญาติ นับลุง-ป้า-น้า-อา หรือไม่คิดจะนับลุง-ป้า-น้า-อา ไปจนถึงใครยิ้ม-ใครไม่ยิ้ม เพราะมีอะไร หรือไม่มีอะไรอยู่ในสมอง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ...มันอยู่ที่คุณธรรม อยู่ที่ศีลธรรมของ “ผู้ปกครอง” นั่นเอง ว่าจะสูง จะต่ำกันไปในระดับไหน อันนี้นี่เอง...ที่อาจนำมาใช้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ นำมาเป็นคติ เป็นสติให้กับบรรดา “นักประชาธิปไตยวันละ 3 เวลาหลังอาหาร” ในบ้านเราได้มั่ง แต่แม้แต่เล็กๆ-น้อยๆ ก็ยังดี...

Source: https://mgronline.com/daily/detail/9620000063704

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562

กฎ 10,000 ชั่วโมง

มัลลคอล์ม แกลดเวลล์ (Malcolm Gladwell) เป็นคนหนึ่งที่ได้ดีจากความช่างสงสัย เขาเป็นคอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร เดอะนิวยอร์กเกอร์ และมีงานเขียนห้าเล่ม คือ The Tipping Point: How Little Things Can Make a Big Difference (2000),  Blink: The Power of Thinking without Thinking (2005), Outliers: The Story of Success (2008), What the Dog Saw: And Other Adventures (2009) หนังสือรวบรวมบทความ, และ David and Goliath: Underdogs, Misfits, and the Art of Battling Giants (2013) ซึ่งทั้งหมดล้วนขายดีติดอันดับ The New York Times Best Seller นอกจากนี้เขายังมีพอดแคสชื่อว่า Revisionist History อีกด้วย กฎ 10,000 ชั่วโมง


ในปี 2005 นิตยสารไทม์ยกย่องมัลคอล์มให้เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลร้อยคนแรกของโลก

กฎ 10,000 ชั่วโมง


มัลคอล์มเล่าว่า จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้มาจากความสงสัยของเขาเอง เขาอยากรู้ว่าทำไมคนบางคนถึงได้ประสบความสำเร็จเหนือกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เขาจึงหาคำตอบด้วยการศึกษาชีวประวัติของเหล่าคนดังอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานครอบครัว สถานที่เกิด วันเกิด และเหตุการณ์พลิกผันต่างๆ

เมื่อศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ มัลคอล์มก็พบข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย เช่น นักกฎหมายที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลในนิวยอร์กมักจะมีภูมิหลังที่ใกล้เคียงกันอย่างเหลือเชื่อ ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนล้วนเกิดในช่วงกลางทศวรรษ 1930

มัลคอล์มเล่าว่า เหตุผลของความเหลือเชื่อเหล่านั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เขาอธิบายว่า ทศวรรษ 1930 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตสูงมากเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับเป็นช่วงที่มีอัตราการเกิดต่ำ ทำให้มีจำนวนนักเรียนน้อย ครูจึงมีเวลาเหลือเฟือในการดูแลเด็กๆ และเมื่อถึงคราวที่เด็กๆ เหล่านั้นต้องก้าวเข้าสู่สังคมการทำงาน พวกเขาก็จะเจอคู่แข่งในวัยเดียวกันค่อนข้างน้อยเช่นเดียวกัน บริษัทจึงทุ่มเทให้พนักงานแต่ละคนได้มากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้คนที่เกิดในช่วงทศวรรษ 1930 จึงได้เปรียบกว่าคนทั่วไป

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าการมีภูมิหลังที่ได้เปรียบจะเป็นเครื่องรับประกันความสำเร็จ เพราะมัลคอล์มพบว่า “ไอคิว” หรือความฉลาดทางปัญญานั้นแทบจะไม่มีผลต่อการประสบความสำเร็จเลย เห็นได้จากการที่ ไอน์สไตน์ มีไอคิวเพียง 150 เท่านั้น ซึ่งคนที่มีไอคิวระดับนี้มีอยู่มากมายดาษดื่น อันที่จริงแล้ว “อีคิว” หรือความฉลาดทางอารมณ์ต่างหากที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินโชคชะตาของคนแต่ละคน เพราะความสำเร็จมักจะต้องอาศัยความสามารถในการปรับตัวและการสร้างมนุษยสัมพันธ์ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอย่างแรงกล้าจากคนรอบข้าง

อีกสิ่งหนึ่งที่มัลคอล์มค้นพบซึ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ แม้คุณจะเลือกปีเกิดหรือเพิ่มไอคิวให้ตัวเองไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจของความสำเร็จ ซึ่งทุกคนสามารถทำได้เท่าเทียมกันก็คือ การลงมือทำอย่างต่อเนื่องให้ได้นาน 10,000 ชั่วโมง

ผู้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็น ไทเกอร์ วู้ดส์, บิล เกตส์ หรือวงดนตรี เดอะบีเทิลส์ นั้น ล้วนแล้วแต่ผ่านการลงมือทำตามกฎนี้มาแล้วทั้งสิ้น

ไทเกอร์ลงสนามซ้อมตีกอล์ฟกับบิดาวันละหลายชั่วโมงตั้งแต่สองขวบ บิลหมกมุ่นอยู่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อายุ 13 ส่วนหนุ่มๆ แห่งวงสี่เต่าทองก็ตะลุยแสดงคอนเสิร์ตในประเทศเยอรมนีมากกว่า 1,000 รอบ ก่อนจะกลับมาบันทึกแผ่นเสียงที่อังกฤษและโด่งดังไปทั่วโลก

นอกจากการทุ่มเทอย่างยาวนานแล้ว ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่ามหัศจรรย์มักจะคิดเสมอว่า “วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวานและชั่วโมงนี้ต้องดีกว่าชั่วโมงที่ผ่านมา” ดังที่ เอ็ดสเกอร์ ไวบ์ ดิจก์สตรา (Edsger Wybe Dijkstra) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวเนเธอร์แลนด์เคยกล่าวไว้ว่า “พยายามตั้งมาตรฐานของตัวเองให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงการผลาญเวลาไปกับการแก้ปัญหาเก่าๆ และตั้งใจทำงานให้มากที่สุดเท่าที่ขีดความสามารถของคุณจะอำนวย”

“จงทำตามนี้ เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะได้รู้ว่า คุณจะสามารถขยายขีดความสามารถของตัวเองออกไปได้มากแค่ไหน”

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร และไม่ว่าความฝันของคุณจะเป็นอะไร อย่าได้กล่าวคำว่า “ทำไม่ได้” หากยังไม่ได้ลงมือทำสิ่งนั้นครบ 10,000 ชั่วโมง

Source: Secret Magazine (Thailand)

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562

Exponential Transformation

Salim Ismail กูรูด้าน Exponential Transformation เผยเคล็ดลับในการปรับองค์กรเพื่อรองรับ Accelerating Technologies

วันที่ 11 มี.ค. คณะบัญชีๆ จุฬาฯ ร่วมกับ SET จัดงานสัมมนา "How to Transform Your Business to Become an Exponential Company in a Digital Era" มีประเด็นน่าสนใจดังนี้

## Accelerating Technologies เป็นอย่างไร ##

Accelerating Technologies ทำให้ธุรกิจสามารถโตได้แบบก้าวกระโดด เช่น AI, robotics, biotech เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่มขีดความสามารถได้แบบทวีคูณ เหมือนใน Moore’s law ที่บอกว่าจำนวน transistor ในแผงวงจรเพิ่มจำนวนขึ้นได้ทุกๆ 2 ปี การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ในช่วงเริ่มต้นอาจช้า แต่พอถึงจุดก็สามารถพุ่งทะยานแต่ได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น drone ที่ในอดีตไม่สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มาก แต่ปัจจุบันสามารถบรรทุกของหนัก 600 กิโลกรัมได้ไกลถึง 10 กิโลเมตร การลดลงของต้นทุนของการผลิตแสงสว่าง ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ หรือรายได้จากการโฆษณาของสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นต้น ซึ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จะเกิดอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ค่อยเป็นค่อยไปเหมือนธุรกิจในอดีต

เทคโนโลยีเหล่านี้ก่อให้เกิด 4D ซึ่งประกอบด้วย Digitize, Disrupt, Demonetize และ Democratize

## 1. Digitize ##
เมื่อกิจกรรมต่างๆ เป็น digital มากขึ้นผ่าน Internet of Things (IOT) ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะมีอุปกรณ์ถึง 1 ล้านล้านตัวในปี 2030 ที่สามารถเชื่อมต่อ Internet ได้ ทำให้มีข้อมูลที่ทำประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น มีบริษัท startup ใน Israel สามารถใช้คลิปเสียงเพียง 10 วินาทีวิเคราะห์อารมณ์ของผู้พูดได้ด้วยความแม่นยำถึง 85%

## 2. Disrupt ##
เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน รูปแบบการทำธุรกิจก็เปลี่ยน

สมัยก่อนกล้องต้องใช้ฟิล์ม ทำให้เวลาถ่ายภาพต้องระมัดระวังเนื่องจากความจุมีจำกัด คอร์สสอนถ่ายรูปจึงมีความจำเป็น แต่พอมีกล้องดิจิตัล ไม่มีข้อจำกัดเรื่องความจุอีกต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องมีคอร์สสอนแล้ว ปัญหาของคนกลายเป็นทำอย่างไรให้ค้นหาและจัดการรูปถ่ายจำนวนมากที่มีอยู่ในอุปกรณ์หลายรูปแบบ เป็นต้น

จาก scarcity กลายเป็น abundance ต้นทุน marginal cost กลายเป็น 0 ทำให้เนื้อของธุรกิจ (เช่นจำนวนรูปถ่าย ปริมาณพลังงาน) เพิ่มอย่างมหาศาล โจทย์ของธุรกิจก็เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น ตอนนี้ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ถูกลงมาก ทำให้ปัญหาไม่ใช่เรื่องการผลิต แต่เป็นการเก็บ จุดพลิกเหล่านี้เรียกว่า Gutenberg moment (ตามชื่อผู้คิดค้นแท่นพิมพ์เครื่องแรกของโลก) ซึ่งเกิดมากขึ้นและบ่อยขึ้นในโลกปัจจุบัน

## 3. Demonetize ##
เมื่อต้นทุนถูกลงเรื่อยๆ คู่แข่งที่มา Disrupt ก็มากขึ้นเรื่อยๆ รายได้ก็ลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น บริษัทรถยนต์ที่ผ่านมาไม่สนใจเรี่อง self-driving car เนื่องจากต้นทุนเทคโนโลยีสูง เป็นแสนเหรียญต่อคัน ทำให้สร้างแล้วขายไม่คุ้ม แต่เมื่อต้นทุนเทคโนโลยีลดลงแบบ exponential เหลือแค่หลักพัน ตอนนี้กลับต้องมาพัฒนาบ้างตามหลัง Google หรือ Uber ซึ่งได้ลงทุนวิจัยนำมานานแล้ว ตัวอย่างที่สอง ธุรกิจล้างรถใน Buenos Aires ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจดี คนมีรถมากขึ้น แต่รายได้กลับลดลง ต้นเหตุที่แท้จริงกลับเป็นเพราะเทคโนโลยีในการพยากรณ์อากาศดีขึ้น ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่เมื่อพยากรณ์ว่าฝนตกแล้วฝนมักจะตกจริงๆ คนจึงมาล้างรถน้อยลง

ตัวอย่างแรกแสดงให้เห็นถึงการคิดแบบ linear กับการคิดแบบ exponential หากเราไม่คิดแบบ exponential เราจะพลาดโอกาสในอนาคตได้ ส่วนตัวอย่างหลังแสดงให้เห็นว่า disruption มาได้จากทุกที่ ทำให้เราควรมีความหวาดระแวงไว้บ้าง ให้คิดไว้เลยว่าเราจะถูก disrupt ได้เสมอ

## 4. Democratize ##
เมื่อทุกอย่างต้นทุนลดลง ก็ทำให้เปิดกว้างมากขึ้น

เมื่อเรานำเทคโนโลยีไปให้กลุ่มชายขอบใช้ สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ได้อย่างทันที เช่น หลังเหตุการณ์สึนามิที่ Indonesia ชาวประมงมีรายได้มากขึ้นถึง 30% จากการใช้ SMS ส่งข่าวราคารับซื้อปลาที่ท่าเรือให้กัน ทำให้ชาวประมงตัดสินใจได้ดีขึ้น การเปิดกว้างนี้ทำให้ใครก็ได้ที่มีไอเดียสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้กับธุรกิจเดิมๆ แล้วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

Elon Musk ไม่ได้คิดค้นอะไรใหม่ แต่กลยุทธ์ของเขาคือหาเทคโนโลยีก้าวกระโดดเหล่านี้และสร้างบริษัทมาเพื่อจะได้ทันใช้ประโยชน์จากการเติบโตใน 10 ปีข้างหน้า

## คำแนะนำจาก Salim สำหรับการปรับตัว ##
องค์กรที่เรียกได้ว่าเป็น Exponential Organization ต่างมีจุดร่วมดังนี้
1. ใช้ MTP (massive transformative purpose) ซึ่งเหมือนเป็น mantra ประจำองค์กร เช่น Ideas worth spreading (TED), Organize the world’s information (Alphabet/Google), Open happiness (Coca-Cola) ในการสร้าง culture

2. ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต แต่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าด้วยหลักการ SCALE (Staff on demand, Community & crowd, Algorithms, Leveraged assets, Engagement)

ซึ่งองค์กรที่ต้องการเตรียมพร้อม ควรจะ
1. ให้ผู้นำรับทราบถึงสภาวะปัจจุบันของโลก เช่น Accelerating Technologies และ Exponential Growth และเปลี่ยนแนวคิด

2. เริ่มนวัตกรรม disruptive จากชายขอบ (edges) ไม่ใช่จากศูนย์กลางขององค์กร (core) เพราะมิเช่นนั้นระบบภูมิคุ้มกัน (ต่อความเปลี่ยนแปลงขององค์กร) จะทำงาน ให้สร้างทีมพิเศษขึ้นมาที่ตามชายขอบโดยที่เก็บศูนย์กลางไว้ เมื่อเวลาผ่านไป ทีมพิเศษนี้อาจจะใหญ่กว่าตัวองค์กรดั้งเดิมเองก็ได้