วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

NLP Neuro-linguistic Programming



NLP - เทคโนโลยีใหม่ทางจิตวิทยา ช่วยสร้างความสำเร็จได้อย่างไร

For English http://knowledgedim.blogspot.com/

NLP เชื่อว่า ปัญหาทางอารมณ์ของคนเรา เกิดจากการทำงานของ
ระบบประสาทและจิตใจ ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย เกิดจากการลง
โปรแกรม หรือปลูกฝัง หรือสั่งสมทางประสบการณ์ ผ่านจิตสำนึก
และจิตใต้สำนึก ด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นประโยชน์ แล้วถูกนำไปแปลความ
บนพื้นฐานความเชื่อที่ผิด ๆ แล้วจัดเก็บเป็นระบบความจำที่ไร้ระเบียบ

NLP พบว่า การทำงานของสมอง ความคิดหรือจิตใจ และการแสดง
ออกทางร่างกาย ล้วนเป็นเหตุเป็นผลและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
โดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสั่งการหรือคิด

หากมีการฝึกใช้ชุดคำสั่งทางภาษาที่ถูกวิธี ภาษา หรือถ้อยคำสั้น ๆ
จะเป็นตัวสับไกก่อให้เกิดการกระทำทุก ๆ อย่าง ให้เป็นผลสำเร็จได้
อย่างน่ามหัศจรรย์


มารู้จักกับ NLP กันก่อน

เทคโนโลยีนี้ ได้พัฒนาขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว โดย
ศาสตราจารย์ ริชาร์ด แบนด์เลอร์ และผู้ช่วย ดร. จอห์น กรินเดอร์
แห่งมหาวิทยาลัยซันตาครูซ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
และโด่งดังเป็นพลุแตกในสหรัฐอเมริกา และแพร่ไปทั่วโลกอย่าง
รวดเร็ว

เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในหมู่นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตบำบัด
จิตแพทย์ นักพัฒนาศักยภาพ นักเจรจาต่อรอง นักการตลาด
นักขาย และนักพูดโน้มน้าวใจ


NLP ย่อมาจากคำว่า Neuro - Linguistic Programming

Neuro หมายถึง ระบบประสาทหรือระบบสมอง
เทคโนโลยี NLP ถือว่า มนุษย์รับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ผ่าน ตา หู
จมูก ลิ้น และสัมผัส แล้วแปลความหมายผ่านกระบวนการคิด
โดยจิตสำนึก และจิตใต้สำนึก แล้วกระบวนการคิดนี้ จะไปกระตุ้น
ให้ระบบประสาทหรือสมองทำงาน ก่อให้เกิดการแสดงออก
ทางอารมณ์และพฤติกรรม

Linguistic หมายถึง วิธีการที่มนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือ
ในการตอบสนองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการใช้ภาษาไปแปล
ความ แล้วสื่อความไปยังตัวเองและบุคคลอื่น
เทคโนโลยี NLP พบว่า ถ้อยคำที่คุณคิดและพูด มีผลต่อ
พฤติกรรมของคุณโดยตรง

Programming หมายถึง กระบวนการปลูกฝังวิธีคิด วิธีใช้ภาษา
และการเคลื่อนไหวทางร่างกาย เพื่อสร้างสภาวะจิตและรูปแบบ
การคิดใหม่ที่ทรงพลัง อันจะส่งผลต่อการแสดงออกทาง
ร่างกายที่ดีเลิศ เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการคิดและอารมณ์
ในรูปแบบใหม่ ที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ยอดเยี่ยมในทุก ๆ ด้าน
ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การเรียนรู้
การประเมินค่า และเพิ่มประสิทธิภาพความจำ เปรียบเสมือน
การลบโปรแกรมตัวตนคนเดิมที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไป แล้ว
ลงโปรแกรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมลงในสมอง

หากจะนิยาม NLP เสียใหม่ ให้สั้น เป็นข้อ ๆ ได้แก่

1. ศิลปะและศาสตร์ในการติดต่อสื่อสารแบบหวังผลเลิศ
2. กุญแจแห่งการเรียนรู้ที่ทรงพลัง
3. เคล็ดลับสู่เป้าหมายสำหรับทุก ๆ สิ่งที่ต้องการในชีวิต
4. คู่มือสำหรับพัฒนาระบบการคิด ระบบประสาทและสมอง
5. เคล็ดลับสู่ความสำเร็จชั่วข้ามคืน
6. เทคโนโลยีผ่าตัดพฤติกรรมด้านลบ และสร้างตัวตนใหม่

เทคโนโลยี NLP จะกล่าวถึงหลัก ๆ ดังนี้

1. วิธีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

ระหว่างคุณกับคนรอบข้าง หรือเรียนรู้วิธีสร้างมิตรภาพ
กับกลุ่มคนที่คุณอยากจะเป็นพวกเดียวกัน และเรียนรู้วิธี
ปฏิเสธที่นิ่มนวลในทุกสถานการณ์ คุณจะเรียนรู้ภาษา
กาย เพื่อเข้าถึงจิตใจและอารมณ์ของคนที่ต้องการจะ
ติดต่อสัมพันธ์ด้วย

2. การใช้ประสาทสัมผัส

เพื่อล้วงรู้อารมณ์และจิตใจของบุคคลอื่น ทันทีที่คุณได้
เห็น สีบ้าน อาหารที่คนอื่นรับประทาน เสื้อผ้าที่สวมใส่
เสียงที่พูด หรือกลิ่นน้ำหอมที่ใช้ ก็สามารถเข้าใจคน ๆ
นั้นได้ทะลุปรุโปร่ง

3. วิธีการคิดแบบหวังผลลัพธ์

เป็นวิธีการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการวางแผน
ที่ไม่มีวันล้มเหลว

4. การยืดหยุ่นกับวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมาย

หากคุณทำบางสิ่งบางอย่างไม่ได้ผล หมายความว่า คุณ
ต้องเปลี่ยนวิธีการไปเรื่อย ๆ คุณจะเรียนรู้เทคนิคความสำเร็จ
โดยวิธีการถอดแบบอย่างเป็นขั้นตอน จากคนที่ประสบความ
สำเร็จในอดีต

5. การสะกดจิตตนเอง

เทคโนโลยี NLP มีความโดดเด่นในเรื่อง การสะกดจิต
ตนเอง เพื่อเป็นคนใหม่ เช่น การเลิกบุหรี่ เลิกติดสุรา
ลดความอ้วน เลิกนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง สามารถทำได้
สำเร็จภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ด้วยวิธีการง่าย ๆ และ
เป็นการเปลี่ยนอย่างถาวร

6. รูปแบบพฤติกรรม

ชุดปฏิกิริยาที่ระบบประสาทออกคำสั่งให้ร่างกายทุกส่วน
ทำงานให้สอดคล้องกับความคิด เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์
ทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่ง เช่น คนโกรธจะ
มีอารมณ์แบบหนึ่ง ก็จะมีชุดปฏิกิริยาเกิดขึ้นทางร่างกาย
เป็นการเฉพาะ เช่น หัวใจเต้นแรง กล้ามเนื้อเกร็ง
หายใจถี่ ความดันโลหิตสูง กระเพาะบีบรัด หายใจสั้น
ไม่ทั่วท้อง ขณะที่คนดีใจ หรือมีความสุข ก็จะมีชุด
ปฏิกิริยาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกัน NLP จะสอนให้
ควบคุม แก้ไข และพัฒนาอารมณ์ทุก ๆ อย่าง ให้ทำงาน
ตามที่ต้องการ


NLP ถูกนำไปใช้ในการรักษา ผู้ป่วยทางจิต หรือการบำบัด
ผู้มีอาการทางอารมณ์ในระดับต่าง ๆ ผู้สิ้นหวัง เด็กเรียน
หนังสือไม่เก่ง ผลการเรียนตกต่ำ นักกีฬาอาชีพที่มีผลงานไม่ดี
อาการนอนไม่หลับ เครียด ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ คน
ล้มเหลวทางธุรกิจ คนขาดเป้าหมายในชีวิต เป็นต้น และมีการ
นำไปใช้ในการประกอบธุรกิจ การตัดสินใจ การกีฬา การทำงาน
การเงิน การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผู้ที่ต้องการสร้างผลงานที่
โดดเด่นเป็นเลิศ และอื่น ๆ





ในที่นี้ จะขอยกตัวอย่างสัก 2 เรื่อง พอสังเขปเท่านั้น


1. เคล็ดลับสำคัญเรื่องความเชื่อ


เมื่อคุณไม่เชื่อว่าตัวเองมีความสามารถ ก็จะไม่มีความมั่นใจ
เมื่อไม่มีความมั่นใจ ก็อย่าหวังว่าจะมีพลังที่จะทำสิ่งใด

ความเชื่อ เป็นตัวกำหนดความคิด ความรู้สึก การกระทำทุกอย่าง
ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน กำหนดการกิน การเดิน การนั่ง การใช้ชีวิต
การออกกำลังกายทุก ๆ อย่าง

หากต้องการมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จมากขึ้น มีอิสระทางการเงิน
มากขึ้น และมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น มีวิธีง่าย ๆ วิธีเดียว คือ ต้องเปลี่ยน
ความเชื่อ เมื่อคุณเปลี่ยนความเชื่อ คุณก็จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง
นั่นเอง


ขั้นตอนการเปลี่ยนความเชื่อ

1. ระบุให้ชัดว่า ความเชื่ออะไรที่จำกัดชีวิตคุณไว้ และคุณต้อง
การจะเปลี่ยน
2. ค้นหาความเชื่อในระดับจิตวิญญาณภายใน
3. จดบันทึกการเชื่อมโยงความเชื่อ
4. ระบุลักษณะความรู้สึกสงสัย
5. เปรียบเทียบความเชื่อกับความสงสัย
6. ทดสอบลักษณะภาพฉากต่อฉาก
7. ริเริ่มความเชื่อใหม่
8. ตรวจสอบความเชื่อ


สรุปขั้นตอนการเปลี่ยนความเชื่อ

1. แปลงความเชื่อเดิมที่ต้องการขจัดทิ้ง ให้กลายเป็นความสงสัย
2. ปลูกฝังความเชื่อใหม่ทับลงไปในความเชื่อเดิมทันที
3. ทำลายความเชื่อเดิม ขยายภาพความเชื่อใหม่


2 วิธีขจัดภาพฝังใจที่ไม่พึงประสงค์

คุณเคยเป็นเช่นนี้ไหม เรื่องเลวร้ายในอดีต หรือเรื่องเยี่ยมยอด
ที่จำฝังใจ

เรื่องเลวร้ายในอดีตแล้วนำกลับมาคิดซ้ำ ๆ แม้เวลาจะล่วงเลย
มานับสิบ ๆ ปี แล้วก็ตาม ทั้ง ๆ ที่ เราไม่อยากจะคิดถึงมัน
เหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ เรายังไม่รู้จักวิธีการควบคุมระบบความคิด
นั่นเอง

ในทางกลับกัน เรารู้สึกถึงความเยี่ยมยอดของวันหยุดที่จะมาถึง
ในอีกไม่กี่วันนี้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงวันนั้น แม้ว่าเมื่อถึงวันหยุดจริง ๆ
อาจจะไม่เยี่ยมยอดขนาดนั้นเลยก็ได้

แต่ละคนมักจะมีพฤติกรรมขัดแย้งกันเองโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่สามารถ
เปล่งศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในได้อย่างเต็มที่ บางครั้งร่างกายบาง
ส่วนไม่ตอบสนองเอาดื้อ ๆ เช่น คนกลัวพูดในที่ประชุม ทันทีที่
ยืนหน้าไมโครโฟน อาการขาสั่นมือไม้เกะกะจะเกิดขึ้นทันที ขณะที่
บางคนเปล่งเสียงแปลก ๆ จนขำตัวเอง ก็มีให้เห็น หรือแม้กระทั่ง
นักกีฬามืออาชีพที่ผ่านสนามมานักต่อนักแล้ว อยู่ ๆ เมื่อถึงวันแข่งขัน
จริง บางครั้งเกิดความเครียดหมดเรี่ยวแรงจนต้องถอนตัวไปก็มีให้
เห็นอยู่เสมอ ๆ

อาการทำนองนี้ นักประสาทวิทยาและนักพัฒนาศักยภาพบุคคลได้
ร่วมกันศึกษาวิจัยมาไม่น้อยกว่า 3 ทศวรรษ พบว่า ส่วนใหญ่เกิด
จากพฤติกรรมความกลัว หรือกังวล ที่แฝงอยู่ในระบบความคิดที่
ขัดแย้งกับสิ่งที่ต้องการทำ ภาพแห่งความกลัวหรือวิตกกังวลเหล่านั้น
ซุกซ่อนในจิตใต้สำนึกรอวันเปิดเผยออกมาเมื่อเวลาสุกงอม และ
เรามักไม่รู้ตัวล่วงหน้า

หรืออาจจะเป็นการแสดงพฤติกรรมที่ขัดแย้งกันเอง เช่น ต้องการ
อ่านหนังสือสอบ ต้องการสอบผ่าน หรือสอบให้ได้คะแนนดี แต่
ขณะเดียวกันในใจก็วางแผนการทำกิจกรรมอื่นที่ทำให้โอกาสอ่าน
หนังสือลดน้อยลง หรือบางคนต้องการลดความอ้วน ขณะอยู่ใน
ขั้นตอนการลดอยู่นั้น ก็อดไม่ได้ที่จะกินอาหารเกินความต้องการ
ตามที่เคยปฏิบัติจนเป็นนิสัย เห็นได้ว่า แต่ละคนจะมีพฤติกรรม
ขัดแย้งกันเองตลอดเวลา ซึ่งพฤติกรรมที่ขัดขวางเป้าหมายเหล่านี้
เป็นภาพในอดีตที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกด้วยความเคยชิน และหลบ
ซ่อนอยู่ แม้ว่าบางคนจะตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ว่าจะไม่กลับไปมี
พฤติกรรมเช่นนั้นอีก แต่ทำได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

วิธีทำลายภาพในใจที่ไม่พึงประสงค์
1. ตรวจสอบพฤติกรรม ระบุ และจำแนกให้เด่นชัดว่า อะไรคือ
พฤติกรรมที่ขัดแย้งกัน
2. สร้างภาพพฤติกรรมที่ขัดขวางเป้าหมาย และแต่งเติมภาพ
เป้าหมายหลักขึ้นในใจให้ชัดเจน
3. นำภาพในฝ่ามือทั้งสองข้างมารวมกัน

หากใครฝึกฝนจนชำนาญ สามารถขจัดอารมณ์ด้านลบทุก ๆ อย่าง
ให้หายไป ภายในเวลาไม่กี่วินาที





การค้นพบบางอย่างของศาสตราจารย์ ริชาร์ด แบนด์เลอร์


ความสามารถในการเรียนรู้ของมนุษย์

ศาสตราจารย์ ริชาร์ด แบนด์เลอร์ ได้ใช้เวลาทั้งชีวิตค้นคว้าเรื่องนี้
จนพบว่า มนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้อย่างน่าอัศจรรย์
ไร้ขอบเขต ไม่มีขีดจำกัด ไม่ขึ้นอยู่กับอายุ และสามารถเรียนรู้ได้
รวดเร็วอย่างน่ากลัว มีสิ่งที่พึงระวังคือ ความสามารถนี้ครอบคลุม
ถึงการเรียนรู้ทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดี


วิธีควบคุมสมองตนเอง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่น

วิธีควบคุมสมองตนเอง มีขั้นตอนง่าย ๆ คือ หากต้องการความ
สำเร็จด้านใดก็ตาม คุณจะต้องขัดจังหวะพฤติกรรมเดิม ๆ เปลี่ยน
รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันเสียใหม่ แล้วทำสิ่งที่คุณสนใจอย่าง
หมกมุ่น ทุ่มเท ทำอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง ในที่สุดคุณจะสร้าง
ผลลัพธ์ที่โดดเด่นเหนือใคร ๆ นี่เป็นวิธีการแสนจะง่ายดาย
แต่ทรงพลัง


วิธีฝึกความจำสำหรับคนความจำแย่

ศาสตราจารย์ แบนด์เลอร์ เล่าให้ฟังว่า "หากคุณเป็นคนความจำ
แย่ หรือนึกอะไรไม่ค่อยออก คราวต่อไป หากต้องการจำสิ่งใด
ให้คิดถึงสิ่งนั้นแล้วตีกรอบไว้ด้วยเส้นหนาสีดำ ใช้เวลาสักสองสาม
วินาที นึกถึงเรื่องนั้นอยู่ในกรอบสีดำ แล้วจินตนาการว่า นำภาพ
ในกรอบสีดำนั้นไปใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ แล้วดึงภาพเข้า ๆ ออก ๆ
ทำซ้ำ ๆ สักห้าหรือหกครั้งในจินตนาการ ภายในเวลาเสี้ยววินาที
คุณก็จะจำสิ่งนั้นไม่มีวันลืม"


การปลูกฝังความเชื่อใหม่ สร้างกระบวนการคิดใหม่ และ
เรียนรู้ระบบความจำแบบใหม่

คุณสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเรียน สุขภาพ การเงิน และความ
สัมพันธ์กับคนอื่น ๆ

ทั้งหมดนี้ คือการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความคิด และความจำ
โดยการปลูกฝังความเชื่อใหม่ สร้างกระบวนการคิดใหม่ และ
เรียนรู้ระบบความจำแบบใหม่ ด้วยการเข้าควบคุมสมองของ
คุณเอง

การควบคุมสมองจะทำให้คุณสามารถเป็นคนใหม่ได้ ด้วยวิธีการ
ง่าย ๆ เพียงแต่คุณเปลี่ยนความเชื่อ ความคิด และการกระทำ
คุณก็จะเปลี่ยนทุกอย่างได้ แล้วคุณจะกลายเป็นคนมีพลังอย่าง
ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นที่ไม่คิดว่า
จะเป็นไปได้ มีชีวิตที่เหลือเชื่อ คุณจะสดใส มองเห็นอนาคต
ที่น่าตื่นเต้น มีคนรักมากขึ้น มีมิตรภาพที่ไม่มีวันหมดสิ้น แล้ว
ชีวิตก็จะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ความเครียด
ความกลัว วิตกกังวล หดหู่ หรือเศร้าหมอง ก็จะอยู่ภายใต้
การควบคุมของคุณและสามารถขจัดมันออกไปเมื่อไหร่ก็ได้


สรุป

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นการแนะนำในเบื้องต้นเท่านั้นว่า NLP
เทคโนโลยีใหม่ทางจิตวิทยานี้คืออะไร และจะช่วยสร้างความ
สำเร็จได้อย่างไร และหากท่านสนใจ ขอเชิญศึกษาค้นคว้าต่อ
ทั้งหนังสือภาษาไทย และต่างประเทศ เช่น สืบค้นจาก
www.google.co.th ก็มีชาวต่างประเทศเขียนหนังสือตำราไว้
หลายเล่มด้วยกัน และยังมีบทเรียนในเรื่องนี้ให้ได้ศึกษาฟรีก็มี
ก็จะสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปปฏิบัติให้ได้ผลดี เพื่อตัวท่านเอง
หรือบุตรหลานของท่านได้


บทความเสริมเกี่ยวกับ NLP ที่ควรทราบ
http://www.inboxstory.com/?p=222

------------

คัดย่อจาก : หนังสือ NLP ภาษา สมอง มหัศจรรย์ เทคโนโลยี
สร้างความสำเร็จชั่วข้ามคืน, วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์, สำนักพิมพ์ บานานา
สวีท, พิมพ์ครั้งที่ 3 กรกฎาคม 2551

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

10 ธุรกิจยอดฮิตติดเทรนด์โลก

10 ธุรกิจยอดฮิตติดเทรนด์โลก
31 พฤษภาคม 2553 เวลา 13:13 น.
สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโตรอนโต ระบุถึง 10 เทรนด์โลก 10 ธุรกิจที่จะได้รับผลดีจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่
เรื่อง...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
ในภาวะที่บ้านเมืองและเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เตรียมบอกตัวเองไว้แต่เนิ่นๆ ว่าชีวิตจะต้องเปลี่ยนไปแน่ พร้อมกันนั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจรับกระทบครั้งใหญ่ที่จะมาถึง ได้ยินมามากเรื่องการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งถ้าทำได้จริงๆ มันก็ดี บางคนค้นพบตัวเองก็ตอนวิกฤตนี่แหละ จากที่เคยเป็นพนักงานกินเงินเดือน หันมาทำขนมปังหารายได้เสริม หลังๆ ต้องลาออกจากงานประจำ เนื่องจากลูกค้าเยอะแยะมากมาย สั่งขนมปังเสียจนทำขนมปังไม่ทัน นี่ไงตัวอย่างที่จับต้องได้ของโอกาสที่เกิดจากวิกฤต
สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำขนมปังหรือจะทำมาหากินด้านใดดี มีรายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโตรอนโต ระบุถึง 10 เทรนด์โลก 10 ธุรกิจที่จะได้รับผลดีจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่ ลองพิจารณาดูว่า คุณชอบ(ธุรกิจ)แบบไหน เพราะไหนๆ คนไทยทั้งประเทศก็ต้องตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว เปลี่ยนทั้งที เปลี่ยนใหม่ให้ตรงกับเทรนด์โลก!พลิกธุรกิจยอดฮิตติดเทรนด์โลก
1.ไม่ธรรมดาและไม่เห็นแก่ได้ (Unusual And Good Corporate Governor) สินค้าและบริการของธุรกิจธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ซึ่งปรับตัวตามความต้องการ (Preferences and Desire) ของผู้บริโภค มีความแปลกแตกต่าง (Diverse) มีความสับสนวุ่นวาย (Chaotic) และเป็นสังคมเครือข่าย (Network Society) ตัวอย่างธุรกิจไม่ธรรมดา เช่น Google, Amazons, Zappos, Wallmart Canada และธนาคาร CIBC เป็นต้น นอกจากนี้ต้องเป็นธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลที่ดี เป็นไปตามหลักสากล คือ มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่ดี มีความโปร่งใสซื่อสัตย์ สื่อสารหลายทางในอันที่จะสะท้อนภาพลักษณ์ว่าไม่ละโมบ ไม่เห็นแก่ได้
2.ธุรกิจที่อิงความเป็นเมือง (Urbany) ภายในปี 2555 จะมีประชากร 63% ของประชากรโลก หรือ 3,300 ล้านคนอาศัยในเมืองใหญ่ และภายใน 40 ปีข้างหน้า (2593) ประชากรโลก 70% หรือ 6,400 ล้านคน จะอาศัยในเขตเมือง ผู้บริโภคที่เป็นคนเมืองเหล่านี้ต้องการสินค้าบริการที่มีรายละเอียดปลีกย่อย (Sophisticated) ตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลาย (More Demanding) เป็นของแปลกใหม่ และสามารถซื้อขายผ่านเครือข่ายออนไลน์ได้
ในอนาคต เมืองหลายเมืองจะกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ มีแนวโน้มว่าสินค้าบริการหลายอย่างจะใช้ความเชื่อมโยงกับประเพณี ตราสัญลักษณ์ หรือวัฒนธรรมของเมือง เน้นความเป็นท้องถิ่น (Localization) เช่น เนื้อวัวจาก Ontario แบรนด์แฟชั่น DKNY ของนิวยอร์ก หรือเครื่อง ATM ของลอนดอนฝั่งตะวันออก ใช้สำเนียงเฉพาะถิ่น (Cockney) เป็นต้น
3.ธุรกิจเรียลไทม์ (Real-Time Reviews) สินค้าและบริการที่เปิดให้ติดต่อสื่อสารและตอบสนองความต้องการได้แบบเรียลไทม์ วางจำหน่ายแบบง่ายต่อการค้นหา-สั่งซื้อ-เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นในระหว่างกลุ่มเพื่อน (Peers) ที่มีขนาดใหญ่ (Mass) ในเวลาแบบเรียลไทม์ มีการชักชวนให้ซื้อผ่าน Social Media ได้แก่ Twitter Facebook และ Linkedln เชื่อมโยงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่มีความชอบในสิ่งเดียวกัน
4.สินค้าและบริการที่มีความหลากหลายตรงความต้องการผู้บริโภค มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีวางจำหน่ายเฉพาะที่ (Fluxury/Fragmented Luxury/Limited Location) สินค้าและบริการนั้นจะมีคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างผสมผสานกัน นอกจากนี้ยังต้องวางจำหน่ายเฉพาะที่เฉพาะเมือง เช่น Bape บางรุ่นวางจำหน่ายเฉพาะที่เมือง Kagoshima ในฮาราจูกุ นาโกยา หรือน้ำหอม Le Labo Fragrances บางกลิ่นมีวางขายเฉพาะที่นิวยอร์ก แอลเอ และโตเกียวเท่านั้น
5.สินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการขนาดใหญ่บนโลกออนไลน์ (Mass Mingling) สืบเนื่องจากการที่ Social Media แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว เมื่อเร็วๆ นี้สถานีโทรทัศน์ UK Network ช่อง 4 ของอังกฤษ ประกาศเชิญชวนผู้คนให้ออกมาทำกิจกรรมและทานอาหารร่วมกัน คนมาร่วมงานจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการตระเตรียมอาหารและอุปกรณ์ให้เพียงพอ
6.สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-Easy) จากแนวคิดทางรอดของโลก และการอนุรักษ์พลังงานที่จะเป็นกระแสคู่โลก ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้รับผลดี เช่น กรีนบิลดิง สินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้ารีไซเคิล ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ หรือที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก
7.สินค้าและบริการที่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปและมีบริการเตือนแจ้งภัย (Tracking & Alerting) ผู้บริโภคสามารถตรวจที่มาและวงจรของสินค้าบริการจาก Tracking Number หรือ Code รวมทั้งทราบว่าใครเป็นผู้ใช้สินค้าและบริการนั่นด้วย ผู้ซื้อสามารถค้นข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างละเอียด เช่น Kogi Korean BBQ วางจำหน่ายบนรถบรรทุก ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้ว่ารถบรรทุกที่จำหน่ายขณะนี้อยู่ที่ใดบ้าง MediClim ที่ให้บริการผู้ป่วยโรคไขข้อ หอบหืด และโรคหัวใจ ให้บริการผ่านทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กของร้านเพื่อเตือนคนไข้เรื่องอุณหภูมิและการกินยา
8.ธุรกิจที่อิงกับกระแสการเป็นผู้ให้ (Embeded Generosity) สินค้าและบริการที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คืนกำไรให้สังคม สร้างคุณค่าแบรนด์ด้วยการเป็นผู้ให้ หยิบยื่นโอกาสที่ดีกว่าแก่โลก เช่น Canadian Tire แจกคูปองให้ลูกค้านำไปบริจาคการกุศล Baby Teresa ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายเด็กที่บริจาคสินค้าของบริษัทให้ประเทศยากจน IKIA บริจาคเงินให้ยูนิเซฟ TOM Shoes บริจาครองเท้าให้เด็กทุกครั้งที่มีการขายเกิดขึ้น
9.สินค้าและบริการที่ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลลูกค้า (Profile Myning) ผู้บริโภคจะเลือกใช้สินค้าและบริการจากธุรกิจที่มีการเก็บรักษาข้อมูลลูกค้า มีการรักษาความปลอดภัย และการส่งผ่านข้อมูลของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ธนาคาร TD Canada และธนาคาร Swiss DNA Bank ซึ่งให้บริการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้บริการด้วยระบบ Reputation Defender และ ClaimID ให้บริการข้อมูลการสวอป (Swapp) หรือการใช้ข้อมูลร่วมกันกับเครือญาติ
10.สินค้าและบริการสำหรับผู้บริโภควัยผู้ใหญ่ที่ต้องการสิ่งแปลกใหม่ ท้าทายและร้อนแรง (Maturialism) เช่น อมยิ้มสำหรับผู้ใหญ่ เสื้อยืดสำหรับผู้หญิงผู้ชายที่สนับสนุนเพศที่ 3 ของ Legalize Gay ไอศกรีมรสชาติพรีเมียม X-rate Flavors วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าเฉพาะ อุปกรณ์นวดหรือของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ของ Phillips c]t เครื่องดื่ม Sorbets รสไวน์ผสมช็อกโกแลต เป็นต้น
http://www.posttoday.com/lifestyle/look-good/เทรนด์/31343/10-ธุรกิจยอดฮิตติดเทรนด์โลก

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

Pi

p -“พาย” อัศจรรย์การค้นหาตำแหน่งสุดท้ายร่วม 3,500 ปี

p - “พาย” เป็นค่าคงที่สำหรับหาความยาวเส้นรอบวงและพื้นที่วงกลม หรือในทางกลับกันเราหาค่าพายได้ด้วยอัตราส่วนของเส้นรอบวงต่อความยาวเส้นผ่านศูนย์กลาง ซึ่งควรจะได้ผลลัพธ์เป็น “ค่าคงที่” แต่ผ่านไปกว่า 3,500 ปี มนุษยชาติยังไม่อาจจุดสิ้นสุดทศนิยมของค่าพายได้ แม้ปัจจุบันเลขทศนิยมที่หาได้จะไปไกลถึงตำแหน่งที่ 2.7 ล้านล้านแล้วก็ตาม พายเป็นค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์ที่มีความสำคัญต่องานคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ หลายๆ สูตรในสาขาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมต่างมีค่าพายเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าวงกลมจะเล็กหรือใหญ่แต่อัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงต่อเส้นผ่านศูนย์กลางจะได้ค่าคงที่เท่ากันเสมอ ค่าคงที่ดังกล่าวคือค่าพาย ทั้งนี้ พายคือจำนวนอตรรกยะ (Irrational number) ซึ่งจำนวนอตรรกยะเป็นจำนวนจริงประเภทหนึ่งที่ไม่สามารถเขียนในรูปของเศษส่วน a/b ได้ เมื่อ a และ b เป็นจำนวนเต็ม โดย b ต้องไม่เป็น 0 และทศนิยมของจำนวนอตรรกยะสามารถเขียนได้ในรูปของทศนิยมไม่รู้จบหรือทศนิยมแบบไม่ซ้ำ และไม่มีการดำเนินการทางพีชคณิตกับตัวเลขจำนวนเต็มใดๆ ที่จะได้ค่าออกมาเท่ากับค่าพายที่แท้จริง ล่าตำแหน่งสุดท้ายของพาย อาร์คิมิดิส (Archimedes) นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าของคำอุทาน “ยูเรกา” อันเป็นตำนาน เสียชีวิตขณะพยายามหยุดทหารโรมันที่เข้าโจมตีไม่ให้ทำลายภาพวงกลม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการหาอัตราส่วนที่แท้จริงของวงกลม พร้อมคำพูดสุดท้ายว่า “อย่าทำลายวงกลมของข้า” แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันที่เชื่อถือได้ว่าเขาตะโกนคำดังกล่าวออกมาจริงหรือไม่ หากแต่ผลงานที่แลกด้วยชีวิตนั้นกลับมีทศนิยมเพียงไม่กี่จำนวนที่ถูกต้อง แม้แต่นักฟิสิกส์อย่าง เซอร์ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) ผู้มีบทบาทสำคัญต่อวิชาแคลคูลัสยังเป็นบุคคลหนึ่งที่พยายามค้นหาตัวเลขที่ใกล้เคียงกับค่าพาย แต่เขาสามารถหาทศนิยมที่ถูกต้องได้เพียง 15 ตำแหน่งเท่านั้น ความพยายามในการหาทศนิยมตัวสุดท้ายของค่าพายสืบทอดสู่นักคณิตศาสตร์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ลูดอล์ฟ ฟาน คอลเลน (Ludolph van Ceulen) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ผู้มีชีวิตอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ใช้เวลาของชีวิตนานหลายปีทำงานที่บางคนมองว่าน่าเบื่อหน่าย เพื่อหาทศนิยมของค่าพาย และสุดท้ายได้ค่าพายที่ถูกต้องเพียง 35 ตำแหน่งเท่านั้น ถึงปี 1706 จอห์น มาชิน (John Machin) นักคณิตศาสตร์อังกฤษสามารถหาตำแหน่งที่ 100 ของค่าพายได้สำเร็จ แต่การหาทศนิยมสุดท้ายของค่าพายยังดำเนินต่อไป โดย วิลเลียม แชงก์ส (William Shanks) นักคณิตศาสตร์สมัครเล่นชาวอังกฤษ ได้หาตำแหน่งทศนิยมที่อ้างว่าหาได้จากการคำนวณด้วยมือถึง 707 ตำแหน่ง แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าหลังตำแหน่งที่ 527 เป็นตัวเลขที่ผิดพลาดทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ถือว่าเขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในศตวรรษที่ 19 มาถึงยุคปัจจุบันการคำนวณหาค่าพายมีคอมพิวเตอร์และซูเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นผู้ช่วยสำคัญในการหาค่าพาย และนักคอมพิวเตอร์ผู้คิดค้นอัลกอลิทึมในการเขียนโปรแกรมคำนวณหาค่าพาย กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการหาตำแหน่งสุดท้ายของค่าคงที่แห่งวงกลมนี้ แม้ว่านักดาราศาสตร์ใช้ทศนิยมของค่าพายไม่เกิน 20 ตำแหน่ง เพื่อใช้ในงานด้านการค้นพบด้านดาราศาสตร์และทำความเข้าใจเอกภพ ล่าสุดการค้นหาค่าพายที่สร้างความฮือฮาที่สุดคงหนีไม่พ้นผลงานของ ฟาบรีซ แบลยาร์ (Fabrice Bellard) นักคอมพิวเตอร์ฝรั่งเศสจากสถาบันปารีสเทเลคอมเทค (Paris Telecom Tech) ผู้อาจหาญใช้คอมพิวเตอร์พีซีส่วนตัวเขียนโปรแกรมคำนวณหาค่าพายบนระบบปฏิบัติการลินุกซ์ “เรดแฮทเฟโดรา” (Red Hat Fedora) ซึ่งคำนวณค่าพายออกมาได้ 2.7 ล้านล้านตำแหน่ง เมื่อปลายปี 2009 ที่ผ่านมา ทำลายสถิติการคำนวณหาค่าพาย 2.6 ล้านล้านตำแหน่งที่อาศัยการทำงานของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีคนทำได้ก่อนหน้านั้น หากแต่แบลยาร์กลับให้ความสำคัญต่ออัลกอลิทึมที่เขาใช้เขียนโปรแกรมเพื่อหาค่าพาย มากกว่าสนใจตำแหน่งสุดท้ายของมัน โดยเขาใช้เวลาหาค่าพายทั้งสิ้น 131 วัน ทั้งนี้ แบลยาร์เป็นที่รู้จักในฐานะนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส (Open source) ซึ่งหลังจากสร้างสถิติโลกขึ้นมาใหม่ เขายังไม่มีแผนที่จะหาตำแหน่งทศนิยมของค่าพายเพิ่มในอนาคต แต่ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจและความพร้อมของหน่วยเก็บข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นและเร็วขึ้น ตอนนี้เขามีแนวโน้มที่จะเผยแพร่ซอฟต์แวร์ในเวอร์ชันสำหรับระบบลินุกซ์และวินโดวส์ เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ที่สนใจสร้างสถิติใหม่แข่งกับเขา ท่องๆ ไปให้ถึงทศนิยมสุดท้ายของพาย นอกจากการแข่งขันเพื่อหาตำแหน่งทศนิยมที่มากที่สุดของค่าพายแล้ว ยังมีการแข่งขันท่องจำค่าพายซึ่งนักศึกษาปริญญาตรีชาวจีน ลู่ เชา (Lu Chao) ได้สร้างสถิติโลกเมื่อปี 2005 โดยใช้เวลา 1 ปีเพื่อท่องจำทศนิยมค่าพาย 100,000 ตำแหน่ง และสามารถท่องจำได้ 67,890 ตำแหน่ง ก่อนจะเริ่มท่องตำแหน่งที่เหลือผิด ซึ่งการแข่งขันครั้งนั้นใช้เวลาทั้งสิ้น 24 ชั่วโมง แต่หากจะท่องจำทศนิยมค่าพายที่แบลยาร์คำนวณได้เพื่อสร้างสถิติโลก ต้องใช้เวลากว่า 1,284,000 ปีเลยทีเดียว ถัดมาในปี 2006 อากิระ ฮารากูจิ (Akira Haraguchi) วิศวกรวัยเกษียณชาวญี่ปุ่นท่องค่าพายได้ถึง 100,000 ตำแหน่ง และมีการบันทึกวิดีโอการทำลายสถิติดังกล่าวไว้ด้วย โดยเขาใช้เวลาในการท่องจำตัวทั้งหมด 16 ชั่วโมง และยังเป็นการท่องที่ทำลายสถิติตัวเองที่เคยทำไว้ได้ 83,431 ตำแหน่ง หากแต่สถิติที่ทำได้นั้นยังไม่ได้รับการบันทึกจากกินเนสส์เวิรลด์เรคอร์ดส (Guinness World Records) “พาย” นอกตำราคณิตศาสตร์ พายปรากฏอยู่ในทุกแห่ง ทางคณิตศาสตร์พายปรากฏตัวในสมการพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับวงกลม ในทางวิทยาศาสตร์พายคือสิ่งที่แยกไม่ออกจากการคำนวณในทุกสิ่งตั้งแต่คลื่นมหาสมุทรไปจนถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เรายังพบพายในในการวัดมหาพีระมิดกิซา (Giza) อันยิ่งใหญ่ แม้แต่ในพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์ยังมีผู้รู้ระบุว่า มีนัยว่าค่าพายเท่ากับ 3 ของการวัดวิหารโซโลมอน ในวงการบันเทิงเองยังมีพายเป็นวัตถุดิบสู่การดำเนินเรื่องของนิยายไซไฟ อย่างเรื่อง “คอนแท็กต์” (Contact) ใช้ค่าพายซ่อนสาส์นสำคัญจากผู้สร้างเอกภพ หรือนักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมอย่าง วิสลาวา ซิมบอร์สกา (Wislava Szymborska) ได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับพาย แม้แต่นักร้องเพลงป็อปอย่าง เคท บุช (Kate Bush) ยังมีเพลงชื่อ "พาย" ที่เธอขับร้องค่าพายถึง 100 ตำแหน่งในอัลบั้ม "แอเรียล" (Aerial) 14 มี.ค. ฉลอง “วันพาย” วันที่ 14 มี.ค.ถือเป็นวันสำคัญสำหรับคนรักคณิตศาสตร์โดยเฉพาะผู้หลงใหลในค่าพาย เพราะวันดังกล่าวถือเป็น “วันพาย” (Pi Day) ทั้งนี้หากนับวันเวลาในรูปแบบ เดือน/วัน/ปี แล้ว จะเขียนตัวเลขแทนวันดังกล่าวได้เป็น 3/14 ซึ่งตรงกับ 3 ตัวแรกของค่าพาย ผู้ริเริ่มการฉลองวันพายคนแรกคือ ลาร์รี ชอว์ (Larry Shaw) นักฟิสิกส์จากพิพิธภัณฑ์สำรวจซานฟรานซิสโก (San Francisco Exploratorium) สหรัฐฯ ที่ได้ฉลองวันพายตั้งแต่ปี 1988 และในวันนั้นมีการเดินขบวนภายในพื้นที่วงกลมของพิพิธภัณฑ์ พร้อมทั้งฉลองด้วยการกินขนมพายผลไม้ แม้ทุกวันนี้ชอว์จะเกษียณการทำงานแล้วก็ตาม แต่เขายังคงติดตามการฉลองวันพายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทศนิยม 7 ตำแหน่งแรกของพายคือ 3.1415926... ดังนั้นการฉลองวันพายมักถือฤกษ์เวลา 13:59:26 น. ที่เรียกว่า “วินาทีพาย” (pi second) ซึ่งเขียนในรูป am/pm ได้เป็น 1:59:26 pm หากแต่พิเศษสำหรับปี 2015 ซึ่งในปีนั้นวันพายจะตรงกับ 3/14/15 (ด/ว/ป) และการฉลองจะเริ่มในวินาทีพายที่ตรงกับ 09:26:53 น. เนื่องจากทศนิยมของค่าพาย 9 ตำแหน่งเขียนได้เป็น 3.141592653... อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายวันที่สามารถร่วมฉลองวันพายและวันประมาณค่าพายได้ และสำหรับตัวเลขประมาณค่าพายซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ 22/7 จึงมีวันประมาณค่าพายตรงกับวันที่ 22 ก.ค. ซ่งเหมาะกับประเทศที่มีรูปแบบวันเวลา ว/ด/ป ซึ่งไม่มีวันที่ 31 เม.ย.ให้ฉลองในรูป 31/4 ได้ สำหรับการฉลองวันพายมีอยู่หลากหลายวิธี แต่ที่นิยมมากคือการฉลองด้วยขนมพายในถาดวงกลม เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างค่าพายกับวงกลม บางคำแนะนำเสนอว่าในวันนั้นควรแต่งกายด้วยเครื่องประดับทรงกลมและสวมเสื้อที่มีสัญลักษณ์ของพาย และบางคำแนะนำเสนอให้ท่องค่าพายในวันฉลอง วันนี้ทศนิยมของค่าพายวิ่งไปถึงตำแหน่งที่ล้านล้านและยังไม่มีทีท่าว่าตำแหน่งสุดท้ายของค่าพายจะหยุดอยู่ที่ใด หากแต่ระหว่างทางของการค้นหาที่ไม่จบสิ้นเสียทีนี้ได้ก่อเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่นำไปต่อยอดสู่วงการอื่นๆ ได้


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
12 มีนาคม 2553 11:49 น.

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552




อาร์ดิพิเธคัส เรมิดัส (Ardipithecus ramidus)

นักวิทย์พบโครงกระดูกต้นตระกูลคนที่เก่าแก่ที่สุด 4.4 ล้านปี ในเอธิโอเปียบ้านเดียวกันกับ "ลูซี" แย้งความเชื่อคนมาจากลิง นักวิจัยเผยไม่ใช่ทั้งคนและชิมแปนซี แต่มีลักษณะเข้าใกล้บรรพบุรุษร่วมคนกับลิงมากยิ่งขึ้นทุกที สอดคล้องทฤษฎีดาร์วิน

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 10 ประเทศ เปิดเผยการค้นพบฟอสซิลโครงกระดูกสิ่งมีชีวิตในตระกูลคน (hominid) ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา โดยได้ตีพิมพ์รายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 11 ฉบับลงในวารสารไซน์ (Science) ฉบับพิเศษ เมื่อวันที่ 1 ต.ค.52 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความตื่นเต้นอย่างมากแก่วงการนักวิทยาศาสตร์ทางด้านวิวัฒนาการของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมาก

เอเอฟพีระบุว่า ฟอสซิลดังกล่าวถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2535 ในเขตประเทศเอธิโอเปีย และอีก 2 ปีต่อมานักวิจัยจึงสามารถจำแนกได้ว่า เป็นสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ในตระกูลคน โดยให้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า อาร์ดิพิเธคัส เรมิดัส (Ardipithecus ramidus) และมีชื่อเล่นว่า "อาร์ดี" (Ardi)

โครงกระดูกดังกล่าว เป็นของสิ่งมีชีวิตเพศเมียที่คาดว่าเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ มีน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม สูงราว 1.2 เมตร และมีอายุเก่าแก่มากถึง 4.4 ล้านปี นับว่าเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบ

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ฟอสซิลสิ่งมีชีวิตตระกูลคนที่เก่าแก่ที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุดคือ "ลูซี" (Lucy) ซึ่งจัดอยู่ในสปีชีส์ ออสเตรโลพิเธคัส อะฟาเรนซิส (Australopithecus afarensis) มีอายุ 3.2 ล้านปี พบครั้งแรกเมื่อปี 2517 ในเอธิโอเปียเช่นเดียวกัน แต่อยู่ห่างจากบริเวณที่พบ "อาร์ดี" ออกไปทางตอนเหนือ 72 กิโลเมตร

ซี โอเวน เลิฟจอย (C. Owen Lovejoy) นักมานุษยวิทยาจากเคนท์สเตทยูนิเวอร์ซิตี (Kent State University) มลรัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ หนึ่งในทีมวิจัย ระบุในเอพีว่า ฟอสซิล "อาร์ดี" พลิกทฤษฎีวิวัฒนาการมนุษย์ที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ ที่ว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษที่คล้ายชิมแปนซี แต่จากฟอสซิลของอาร์ดีบ่งชี้ว่า มนุษย์และชิมแปนซีแยกสายวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน

ด้านทิม ไวท์ (Tim White) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยวิวัฒนาการมนุษย์ (Human Evolution Research Center) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley) และนักวิจัยอีกคนในทีม เปิดเผยว่า อาร์ดีไม่ใช่บรรพบุรุษร่วมที่ว่านั่น แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความใกล้ชิดกันมากที่สุด ซึ่งสายวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคใหม่และลิงไม่มีหางในปัจจุบัน น่าจะแยกมาจากบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อราว 6-7 ล้านปีก่อน

ทว่าอาร์ดีมีลักษณะพิเศษหลายอย่าง ที่ไม่พบในลิงไม่มีหางที่พบในแอฟริกาปัจจุบันนี้ ทำให้สรุปได้ว่าลิงไม่มีหางมีการวิวัฒนาการที่กว้างออกไป นับตั้งแต่เราได้มีบรรพบุรุษร่วมกันครั้งสุดท้าย และจากการศึกษาฟอสซิลอาร์ดีพบว่า สิ่งมีชีวิตดังกล่าวอาศัยอยู่ในป่า และปีนต้นไม้ด้วยแขนขาทั้ง 4 ข้าง แต่พัฒนาการของแขนและขาบ่งชี้ว่า พวกเขาไม่ได้ใช้เวลาอาศัยอยู่บนต้นไม้มากนัก และยังสามารถเดินบนพื้นดินด้วย 2 ขา และลำตัวตั้งตรงได้

"ในฟอสซิลของอาร์ดิพิเธคัสไม่มีลักษณะพิเศษ ที่วิวัฒนาการไปไกลจากเส้นทางของออสเตรโลพิเธคัส ดังนั้นเมื่อเราพินิจจากหัวจรดเท้า เราจะเห็นภาพสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ทั้งชิมแปนซีหรือคน แต่เป็นอาร์ดิพิเธคัส" ไวท์ กล่าว ซึ่งชิมแปนซีมีฟันหน้าหยาบมากเพราะเป็นสัตว์กินพืช ขณะที่อาร์ดิพิเธคัสกินทั้งพืชและสัตว์ โดยมีฟันตัดและเขี้ยวเล็กกว่า และยังมีขนาดสมองใกล้เคียงชิมแปนซีแม้ว่าจะมีใบหน้าเล็กกว่า

"ดาร์วินเคยกล่าวไว้ เราต้องมีความละเอียดถี่ถ้วน เป็นทางเดียวที่เราจะรู้ได้จริงๆ ว่าบรรพบุรุษร่วมสุดท้ายระหว่างคนกับลิงมีลักษณะอะไร และหาให้เจอ และฟอสซิลอายุ 4.4 ล้านปีที่เราพบ ก็เข้าใกล้สิ่งที่เราค้นหามากขึ้นทุกที และต้องขอบคุณดาร์วิน ที่เคยบอกไว้ว่า สายวิวัฒนาการของลิงและคนเป็นอิสระจากกัน ตั้งแต่แยกสายออกจากบรรพบุรุษร่วมสุดท้าย" ไวท์กล่าว

"นี่เป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่งของการศึกษาเรื่องวิวัฒนาการมนุษย์ ซึ่งส่วนของโครงกระดูกที่สำคัญและสัมพันธุ์กันถูกรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ ทั้งกะโหลก มือ เท้า และส่วนสำคัญอื่นๆ ซึ่งมันอาจเป็นบรรพบุรุษของสกุลออสเตรโลพิเธคัส ที่เป็นบรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตสกุลโฮโมก็เป็นได้" เดวิด พิลบีม (David Pilbeam) ภัณฑารักษ์ส่วนบรรพชีวินวิทยาของพิพิธภัณฑ์โบราณคดีและชาติพันธุ์วิทยา (Peabody Museum of Archaeology and Ethnology) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) กล่าวแสดงความเห็น ซึ่งเขามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในงานวิจัยโครงกระดูกอาร์ดี.










วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

พอล ครุกแมน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุด

October 14, 2008
โดย CATHERINE RAMPELL ตีพิมพ์ใน The New York Times เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551

พอล ครุกแมน เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพรินเซตัน และเป็นคอลัมนิสต์บทความกึ่งวิชาการ ให้กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ เขาได้รับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2551

คณะกรรมการตัดสินรางวัลกล่าวถึงครุกแมนว่า “สำหรับการวิเคราะห์รูปแบบทางการค้า และตำแหน่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ” ครุกแมนในวัย 55 ปี เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางผ่านทางคอลัมน์กึ่งวิชาการของเขาในฐานะ “ขาประจำ” ของประธานาธิบดีบุช (และตอนนี้เป็น จอห์น แมคเคน) คอลัมน์ของเขามีแฟนๆติดตามอย่างหนาแน่น แถมยังเป็นบทวิพากษ์วิจารณ์ชนิดแสบร้อน

รางวัลโนเบลนั้นไม่ได้ให้เพราะผลงานด้านการเมือง แต่ให้กับผลงานด้านวิชาการ ซึ่งก็เป็นงานวิจัยที่เขาได้ค้นคว้าก่อนหน้าที่เขาจะเริ่มเขียนคอลัมน์ประจำให้กับนิวยอร์คไทมส์

“ด้วยความสัตย์จริงอย่างที่สุด ผมคิดว่าวันนี้จะมาถึงสักวัน แต่ผมไม่คิดจริงๆว่ามันจะเป็นวันนี้” ครุกแมนให้สัมภาษณ์เมื่อวาน “ผมรู้จักคนที่รอคอยชั่วชีวิตเพื่อรับโทรศัพท์ (เสนอรางวัลโนเบล – ผู้แปล) แบบนี้ พอรู้อย่างนี้มันก็ทำให้ผมรู้สึกไม่ดี ดังนั้นผมจึงสลัดความคิดนั้นทิ้งไป แล้วพยายามหยุดคิดเรื่องนี้เสีย”




ภาพ พอล ครุกแมน จาก The New York Times


ครุกแมนได้รับรางวัลสำหรับงานวิจัยที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1979 เขาได้อธิบายรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ สินค้าอะไรจะถูกผลิตขึ้นที่ใด และเพื่ออะไร

ทฤษฎีการค้าดั้งเดิมมองว่าประเทศแตกต่างกัน และจะแลกเปลี่ยนสินค้าที่ดีกว่าโดยเปรียบเทียบ เช่น ไวน์จากฝรั่งเศส และข้าวจากจีน

แบบจำลองนี้ มีที่มาจากข้อเขียนที่มาจากงานของเดวิด ริคาร์โดเมื่อศตวรรษที่ 19 ซึ่งไม่ได้สะท้อนการหมุนเวียนของสินค้าและการบริการที่ครุกแมนพบในโลกความเป็นจริง เขาจึงค้นหาคำอธิบายว่าเหตุใดการค้าในโลกจึงถูกครอบงำโดยประเทศเพียงสองสามประเทศ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และเหตุใดประเทศจึงนำเข้าสินค้าชนิดเดียวกับที่ส่งออกไป

ในแบบจำลองของครุกแมน หลายบริษัทจำหน่ายสินค้าชนิดเดียวกันที่มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เมื่อบริษัทเหล่านี้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้นบริษัทก็ยิ่งผลิตสินค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้บริษัทพวกนี้เติบโตขึ้น ผู้บริโภคนั้นชอบความหลากหลาย จึงจับจ่ายและเลือกใช้สินค้าจากผู้ผลิตหลายประเทศ ทำให้แต่ละประเทศสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าที่คล้ายคลึงกันได้ นั่นคือคนอเมริกันอาจจะซื้อโฟล์คสวาเกน ในขณะที่คนเยอรมันอาจจะซื้อฟอร์ด

ครุกแมนพัฒนางานของเขาเพิ่มเติมด้วยการอธิบายถึงผลของต้นทุนการขนส่งว่าทำไมผู้คนจึงอาศัยอยู่ในที่ๆเขาอาศัยอยู่ แบบจำลองของเขาอธิบายว่าภายใต้เงื่อนไขทางการค้าเช่นไร จึงจะดึงดูดให้ผู้คนหรือบริษัทย้ายเข้ามา หรือย้ายออกไปจากบางภูมิภาคได้

งานของครุกแมนได้รับความชื่นชมในแง่ความเรียบง่ายและใช้งานได้จริง นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เพียงเพื่อไม่ต้องใส่ใจเท่านั้น

“บางคนอาจคิดว่า ของดีต้องมาจากอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนมากๆ” มัวริส อ็อปสฟิลด์ ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย ที่เบิร์กเลย์ ซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือ “ตำราเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ” กับครุกแมน ว่าไว้อย่างนั้น “จุดแข็งเลยของพอลคือทำสิ่งต่างๆให้ดูเรียบง่าย แล้วนำมาขัดเกลาใหม่และดูลึกซึ้ง”






ตำราเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ทฤษฎีและนโยบาย ฉบับที่ 7 ของ พอล ครุกแมน และ มัวริซ อ็อปสฟิลด์, นิยมใช้ในการเรียนการสอนในหลักสูตรด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย


ครุกแมนใช้ทักษะของเขาในการถ่ายทอดความคิดที่ซับซ้อนให้เป็นเรื่องสนุกและดูเข้าใจง่ายกับคอลัมน์ของเขาในนิวยอร์คไทมส์ ซึ่งเขาได้เริ่มเขียนเมื่อปี 2000 ข้อเขียนของเขาส่วนใหญ่ในคอลัมน์และในบล็อกที่ nytimes.com เมื่อไม่กี่ปีมานี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบการปกครองของบุช ตั้งแต่นโยบายดูแลสุขภาพไปจนถึงอิรักไปจนกระทั่ง “การขาดความสามารถทั่วไป” — เรื่องเหล่านี้เป็นเป้าหมายการเสียดสีของเขา

แต่อย่างไรก็ตามครุกแมนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งนักอ่านและนักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันด้วย

“งานเขียนสมัยนิยมของเขาเป็นเรื่องน่าขายหน้า” ดาเนียล ไคลน์ ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จเมสันกล่าว ปีนี้เขาเขียนบทวิจารณ์รอบด้าน ต่อคอลัมน์ของครุกแมนในนิวยอร์คไทมส์ “เขาละเลยเรื่องใหญ่ๆ บางอย่างที่เศรษฐศาสตร์ให้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกับกลุ่มคนในพรรคเดโมแครตที่ดูดี ซึ่งผมคิดว่าเขาชักจะกลายเป็นพวกเชียร์แขกไป โดยเฉพาะตั้งแต่เมื่อเริ่มเขียนให้กับนิวยอร์คไทมส์”

แต่ครุกแมนก็มีแฟนๆที่ศรัทธางานเขียนตามสมัยนิยมเขาพอๆกัน

“ผมยกย่องการให้รางวัลในวันนี้ ในฐานะที่เป็นรางวัลที่เหมาะสม และล่าช้าไปสักนิด แต่ผมต้องขอตำหนิคณะกรรมการพูลิตเซอร์ ซึ่งเป็นหนี้ครุกแมนตั้งแต่การมอบรางวัลสองสามครั้งก่อนโน้น” พอล เอ แซมมวลสัน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคนก่อนกล่าว “พอล ครุกแมน เป็นคอลัมนิสต์คนเดียวในสหรัฐอเมริกาที่มองอะไรถูกเกือบทั้งหมดตั้งแต่เริ่มทีเดียว”

ครุกแมนกล่าวว่าเขาไม่คิดว่ารางวัลที่ได้รับจะมีผลต่อเพื่อนร่วมงาน และจำนวนผู้อ่านที่นิยมตัวเขามากนัก — ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือฝ่ายตรงข้าม — ต่างก็ให้ความนับถือเขา

“สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ นี่เป็นการรับรอง ไม่ใช่ข่าวใหม่อะไร” เขาเอ่ยขึ้น “เราต่างก็รู้ว่าแต่ละคนกำลังทำอะไรกันอยู่”

“สำหรับคนอ่านคอลัมน์ผม” เขากล่าวเพิ่ม “บางทีพวกเขาอาจจะใช้ความระมัดระวังในการอ่านลดลงบ้างถ้าบางทีผมกลายเป็นพวกบ้าเศรษฐศาสตร์ หรือบางทีอาจจะอดทนได้น้อยลงบ้างถ้าผมเขียนอะไรน่าเบื่อออกไป”

เขากล่าวว่าเขาไม่คิดว่าการได้รับรางวัลจะทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ของเขาเงียบเสียงลง เมื่อเทียบกับผู้ซึ่งได้รับรางวัลเกียรติยศที่พูดจาขวานผ่าซากอีกคนหนึ่ง, คือ โจเซฟ อี สติกลิตส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2001 ซึ่งสติกลิตซ์ถูกยกย่องและถูกวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับงานเขียนของเขาที่เกี่ยวกับว่า โลกาภิวัฒน์ในรูปแบบปัจจุบันจะมีประโยชน์หรือไม่

“ผมไม่คิดว่าเขาจะมีเวลาสบายๆ” ครุกแมนเล่า “ผู้คนก็พากันพูดว่า ‘ก็แหงล่ะ เขาเป็นผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศโนเบล และเขาก็ฉลาดมาก แต่บางทีเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรในสถานการณ์นี้ดี’ ผมมั่นใจว่า ผมก็เป็นแบบเดียวกันนั่นแหละ”

ครุกแมนได้รับความนิยมหลังจากเขียนบทความด้านเศรษฐศาสตร์ให้กับ Slate แม็กกาซีน และฟอร์ปส์ในช่วงทศวรรษ 1990 ความเห็นของเขามักจะมีน้ำหนักเกี่ยวกับข้อถกเถียงร่วมสมัยเรื่องการค้าเสรีที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของเขา

“เขาถูกหลอนจากปีศาจที่เขาสร้างขึ้น” ไมเคิล คินสเลย์ บรรณาธิการผู้ก่อตั้ง Slate และเป็นคนว่าจ้างครุกแมนกล่าว “เขาใช้ทฤษฎีของเขาอธิบายว่าทำไมบ้างครั้งการค้าเสรีไม่ใช่นโยบายที่ดีที่สุด และทันใดทุกคนก็ใช้ข้อโต้แย้งของเขาเป็นข้ออ้างในการต่อต้านการค้าเสรี ในขณะที่เขาไม่คิดว่าข้อยกเว้นนี้จะใช้ได้บ่อยๆ”

ในขณะที่งานเขียนสมัยนิยมของเขาเน้นเรื่องการเมือง ส่วนงานวิจัยเน้นการเงินระหว่างประเทศ แต่บางครั้งเขาจะหวนคืนกลับมาให้ความสนใจในเรื่องการค้า เมื่อปีก่อนเขาได้เขียนผลด้านลบของการค้าเสรีหลายครั้ง ทั้งในคอลัมน์ของเขาและบทความทางวิชาการที่เขียนให้กับสถาบันบรูคกิ้งส์ ว่าการค้ากับประเทศยากจนจะเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันเช่นเดียวกับในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาหรือไม่

ในปี 1991 ครุกแมนได้รับรางวัล เหรียญ John Bates Clark ซึ่งมีการมอบให้ทุกๆสองปี กับนักเศรษฐศาสตร์อายุน้อยกว่า 40 ที่ได้สร้างผลงานให้กับวงการเศรษฐศาสตร์ เขาตามรอยผู้ที่ได้รับเหรียญ Clark แล้วมารับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์หลายๆ คน อย่างเช่น สติกลิตส์และแซมมวลสัน

ครุกแมนเติบโตในลองไอซ์แลนด์ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเยล และสำเร็จการศึกษาชั้นดุษฎีบัณฑิตจากเอ็มไอที สอนอยู๋ที่พรินเซตันตั้งแต่ปี 2000 ในเทอมนี้เขาสอนหลักสูตรสูงกว่าระดับปริญญาตรีเกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีและนโยบายการเงินระหว่างประเทศ เขายังคงสอนการสัมมนาที่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์ให้กับนักศึกษาใหม่ทุกคนด้วย

ที่พรินเซตัน ครุกแมนร่วมงานกับนักเศรษฐศาสตร์อีกคนคนหนึ่งที่แม้ว่าจะมีอุดมการณ์แตกต่างกัน ซึ่งก็คือคนที่เป็นข่าวในปัจจุบัน คือ เบน เอส เบอร์นังเค ประธานธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเบอร์นังเคก็ได้เสนอตำแหน่งของครุกแมนให้ที่พรินเซตันโดยบังเอิญด้วย ทั้งครุกแมนและเบอร์นังเคเป็นเพื่อนร่วมสถาบันเอ็มไอทีในช่วงทศวรรษ 1970

เอ็มไอทีในยุคสมัยของพวกเขาได้ผลิตนักเศรษฐศาสตร์ในแวดวงการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ได้รับการยอมรับนับถือหลายคน ดังเช่น โอลิเวียร์ แบล๊งเชิร์ด และ เคนเนธ โรจอฟฟ์ ซึ่งคนแรกเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และคนหลังเป็นอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ในสถาบันเดียวกัน

การมอบรางวัลโนเบลเมื่อวันจันทร์ เป็นรางวัลชิ้นสุดท้ายจากทั้งหมด 6 รางวัล รางวัลโนเบลถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1968 โดยธนาคารกลางสวีเดนเพื่อเป็นที่ระลึกแด่ อัลเฟรด โนเบล ครุกแมนได้รับรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์เพียงคนเดียวในปีนี้ และเขาได้รับรางวัลเป็นมูลค่า 1.4 ล้านเหรียญ


เพื่อนคู่คิดและที่ปรึกษาในงานวิจัยเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งบางคนมองว่าเป็นคู่ชิงรางวัลในครั้งนี้ด้วย ยังให้การยกย่องเพิ่มขึ้นไปอีก

“หลายคนบอกผมว่า ‘ทำไมคุณถึงไม่เป็นคนได้รับรางวัลล่ะ’” จักดิช ภัควตี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าว เขาเป็นคนช่วยให้ครุกแมนได้รับการตีพิมพ์งานวิชาการในขณะที่นักวิชาการคนอื่นมองว่ามันง่ายเกินกว่าที่จะเป็นไปได้จริง “หากมองจากพื้นฐานว่าผมไม่ได้รับรางวัลนี้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอีกสิ่งหนึ่งที่ได้เกิดขึ้น”.

แปลและเรียบเรียงจาก The New York Times : Krugman Wins Economics Nobel

http://www.siamintelligence.com/krugman-wins-economics-nobel/

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

Experience VS Year of Service

หลายๆ คนคงอาจจะมีความเข้าใจในคำว่า "ประสบการณ์-Experience กับ อายุงาน-Year of Service" บ้างแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจหรือไม่เคยได้ยิน อาจจะงงๆ ว่ามันคืออะไร สำคัญอย่างไร ถ้าจะพูดไปแล้ว คำแรกคือ ประสบการณ์ น่าจะถูกใช้อย่างแพร่หลายมากกว่า เพราะอะไรที่เราเคยทำ หรือเคยผ่านตา เคยเห็นบ้าง ก็อาจจะถือว่าเป็นประสบการณ์ทั้งหมดในแง่ของความเข้าใจโดยทั่วไป แต่ถ้าพูดถึงในเชิงของการทำงานแล้ว มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะนัยยะสำคัญมันมีแยกย่อยต่างออกไป ดังนั้น คำที่ถูกหยิบยกมาใช้เพื่อแบ่งแยกความชัดเจนในวงการคนทำงาน จึงมีอีกคำหนึ่งคือ อายุงาน อายุงาน (Year of Service-YOS, Service Year) คือ ช่วงระยะเวลาทั้งหมดที่เราได้ทำงานกับองค์กร หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง (โดยจะต่อเนื่องหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าจะนับต่อเนื่องกันได้นั้นมันก็จะมีผลในทางกฎหมาย พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541) เช่น นาย ก. ทำงานกับบริษัท A มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 จนถึงปัจจุบัน ก็นับอายุงานได้ 2 ปีกับ 7 เดือนกว่าๆ เป็นต้น ประสบการณ์ (Experience) ก็คือ ประสบการณ์การทำงาน หรือระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในตำแหน่ง (Time in Position) หรือในงานด้านใดด้านหนึ่ง อาจจะจากหลายๆ องค์กรก็ได้ แต่ถ้าในองค์กรเดิมอาจจะใช้คำว่า ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งเลยก็ได้ เช่น นาย ข. เคยทำงานในบริษัท A ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดซื้อ โดยเริ่มทำงานในวันที่ 1 มกราคม 2547 และได้ลาออกเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2547 มาทำงานกับบริษัท B ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่จัดซื้ออาวุโส เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548 ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการแผนกจัดซื้อ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2549 แต่ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม 2550 ได้ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแผนกวางแผนการผลิต มาจนถึงปัจจุบัน...
เรามาลองแยกแยะ YOS กับ Experience ดูกัน

YOS กับบริษัท A = 1 ปี (1 มกราคม 2547 - 31 ธันวาคม 2547)
YOS กับบริษัท B = 2 ปี 7 เดือนกว่า (1 มกราคม 2548 - 13 สิงหาคม 2550)
Experience ในงานจัดซื้อ = 2 ปี (1 มกราคม 2547 - 31 ธันวาคม 2549)
Experience ในงานวางแผนการผลิต = 7 เดือนกว่า (1 มกราคม 2550 - 13 สิงหาคม 2550)
Experience ในตำแหน่งงานเจ้าหน้าที่จัดซื้อ= 1 ปี (1 มกราคม 2547 - 31 ธันวาคม 2547)
Experience ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดซื้ออาวุโส = 1 ปี 6 เดือน (1 มกราคม 2548 - 31 มิถุนายน 2549) Experience ในตำแหน่งงานผู้ช่วยผู้จัดการแผนกจัดซื้อ = 6 เดือน (1 กรกฎาคม 2549 - 31 ธันวาคม 2549)

พอจะมองภาพออกหรือยังครับว่า มันมีความแตกต่างกันอย่างไร ในคำทั้งสองคำข้างต้น...แต่ในทัศนะของผมแล้ว YOS นั่นไม่ค่อยน่าสนใจสักเท่าไหร่ ประสบการณ์หรือ Experience นั้นน่าสนใจกว่าเยอะเลย เพระมีหลายๆ คนใช้วิธีการนับและแยกแยะอย่างที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น ซึ่งก็ถูกต้อง ไม่น่าจะผิดแผกผิดเพี้ยนไปแต่ประการใด และไม่เห้นจะน่าสนใจตรงไหนเลย... ความน่าสนใจของมันอยู่ที่ การที่คนเราได้ทำงานในหน้าที่ หรือตำแหน่งงานใดงานหนึ่งโดยนับเอาว่าวาระ ระยะเวลา หรือจำนวนปีผ่านไปนั้น เป็นประสบการณ์ทำงานของตนเอง มันดูแล้วไม่น่าจะถูกต้องหรือเป็นจริงทั้งหมด...ทำไม? ผมมองว่า ประสบการณ์เป็นสิ่งมีค่าและคุณค่ามาก จะเพิ่มมูลค่าประสบการณ์เพียงแค่ใช้มิติระยะเวลาเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะถูกต้องหรือพอเพียง...องค์ประกอบอื่น เช่น การเรียนรู้ กลยุทธ์ วิธีการ รูปแบบการทำงาน ฯ ที่มีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง น่าจะนำมาเป็นแต้มบวกให้กับคำว่า ประสบการณ์ได้...บางคนอาจจะทำงานในงาน/ตำแหน่งหนึ่งมา 3 ปี แต่ไม่ได้พัฒนาปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้นเลย ทำแบบเดิมๆ ไปเรื่อยๆ อาจจะนับได้แค่อายุงาน 3 ปี แต่ประสบการณ์อาจจะไม่ถึง 3 ปีก็ได้..แต่ในขณะที่คนหนึ่งได้ทำงานมา 2 ปีกว่าโดยได้ปรับปรุงเปลี่ยนรูปแบบกรรมวิธีการทำงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา อย่างนี้นับอายุงานได้ 2 ปีกว่า แต่ประสบการณ์ อาจจะวิ่งเลยมากกว่า 2 ปีกว่านี้ก็เป็นได้.. ดังนั้น ความน่าสนใจของคำว่า ประสบการณ์ นอกเหนือมิติของเวลาแล้ว น่าจะเป็นรูปแบบวิธีการทำงานในเชิงรุกและพัฒนา มุ่งสู่ความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นเอง...ลองย้อนกลับมาดูและถามเราเองสิว่า..การทำงานที่ผ่านมาเป็น "ประสบการณ์" หรือแค่ "อายุงาน" เท่านั้น...
(http://weblog.manager.co.th/publichome/preecha)

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รู้จัก "ปฏิสสาร" ให้มากขึ้นจาก "เทวากับซาตาน"

แม้จะเคยชี้แจงแถลงไขผ่านเว็บไซต์ของ "เซิร์น" ไปแล้วนับแต่นวนิยาย "เทวากับซาตาน" ของ "แดน บราวน์" ออกมาโลดแล่นผ่านหน้าหนังสือสู่สายตาผู้อ่าน แต่เมื่อเรื่องราวดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งในแผ่นฟิล์ม ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องออกมาชี้แจงอีกครั้ง ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "ปฏิสสาร" ที่ในเรื่อง ถูกนำเสนอให้เป็นอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง

ในภาพยนตร์ "เทวากับซาตาน" (Angels & Demons) ที่สร้างขึ้นโดยอิงจากนิยายแนวระทึกขวัญของ "แดน บราวน์" (Dan Brown) ที่ล้วงลึกข้อมูลภายในของ "วาติกัน" ผู้นำแห่งคริสตจักร และ "เซิร์น" (องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ - European Center for Nuclear Research : CERN) ผู้นำแห่งโลกวิทยาศาสตร์ ซึ่งทั้ง 2 องค์กร มีความเชื่อในจุดกำเนิดจักรวาลที่ต่างกันคนละขั้ว

สิ่งที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ได้สร้างขึ้น เพื่อค้นหาต้นตอแห่งจุดกำเนิดของจักรวาลนั่นก็คือ "ปฏิสสาร" (antimatter) โดยห้องแล็บของเซิร์นในภาพยนตร์ได้สร้างปฎิสสารมากถึง 1 กรัม ซึ่งมีความร้ายแรงเทียบเท่าระเบิดไดนาไมต์ 5,000 ตัน นับว่ามากเพียงพอที่จะทำให้กลุ่มองค์กรลับนามว่า "อิลูมิเนติ" (Illuminati) นำมาใช้ข่มขู่ระหว่างการเลือกตั้งพระสันตปาปาองค์ใหม่ เพื่อทำลายล้างให้นครวาติกันหายไปในพริบตา

บอริส เคย์เซอร์ (Boris Kayser) นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคเฟอร์มิแห่งสหรัฐฯ (Fermi National Accelerator Laboratory) หรือเฟอร์มิแล็บ (Fermi Lab) ในบาตาเวีย มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ตัวเลขที่อ้างในภาพยนตร์นั้นถูกต้อง แต่คงต้องใช้เวลาอีกหลายพันล้านปี กว่าที่มนุษย์จะผลิตปฏิสสารได้มากเท่าที่ปรากฎในภาพยนตร์

รอล์ฟ ลันดัว (Rolf Landua) ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิสสารจากเซิร์น และยังเป็นที่ปรึกษาทางด้านฟิสิกส์แก่รอน โฮวาร์ด (Ron Howard) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ให้ความเห็นกับยูเอสเอทูเดย์ว่า งานของพวกเขานั้น พุ่งเป้าไปที่การทำความเข้าใจในความลึกลับของเอกภพ และไม่ได้สนใจการสร้างอาวุธเลย อีกทั้งที่เซิร์นยังเป็นห้องปฏิบัติการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ผลิตปฏิสสารในจำนวนน้อยนิด คงไม่มากพอที่จะกลายเป็นระเบิดได้ในที่สุด

แท้จริงแล้วปฏิสสารคืออะไรกันแน่?

บทความจากนิตยสารป็อปปูลาร์มาแคนิก (Popular Machenic) อธิบายโดยอาศัยคำสัมภาษณ์ของลันดัวว่า ทฤษฎีเรื่องปฏิสสารเริ่มพูดถึงเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2471 ปฏิสสารเป็นภาพสะท้อนกลับด้านของสสารที่พบทุกวันนี้ภายในอะตอม เรียกได้ว่าเมื่อมีสสารก็ย่อมต้องมีปฎิสสาร เป็นการสร้างความสมดุลของธรรมชาติ

ต่อมาเมื่อนักวิทยาศาสตร์สร้าง "แอนติอิเล็กตรอน" (anti-electron) คู่ตรงข้ามกับอิเล็กตรอนในปี พ.ศ.2475 และ "แอนติโปรตอน" (anti-proton) ได้ในปี 2498 ก็เท่ากับยืนยันทฤษฎีดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ปฏิสสารเพิ่งจะถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2538 แต่ไม่ใช่ที่ห้องปฏิบัติการของเซิร์นตามแบบในภาพยนตร์ ซึ่งเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ที่เป็นห้องทดลองสำคัญ ที่ทำให้อนุภาคชนกัน จนได้ปฏิสสารออกมาอย่างที่เห็นในภาพยนตร์นั้น ณ ปัจจุบันยังไม่ได้มีการทดลองจริงแต่อย่างใด มีแค่เพียงการทดสอบเดินเครื่องไปเมื่อช่วงเดือน ก.ย.ของปีที่ผ่านมา

อีกทั้ง ในทางทฤษฎีแล้ว ควรมีปริมาณปฏิสสารพอๆ กับสสารที่เกิดจากระเบิด "บิกแบง" (Big Bang) เมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีมาแล้ว และที่น่าสนใจ คือ สสารกับปฏิสสารต่างทำลายล้างซึ่งกันและกัน แต่เหตุใดจึงมีสสารออกมาในรูปของดวงดาว ดาวเคราะห์และผู้คนอยู่เต็มไปหมดในเอกภพ นั่นคือหนึ่งในความลึกลับของจักรวาลวิทยา

ในชีวิตจริง เราพบปฏิสสารได้เพียงในห้องปฏิบัติการ และกรณีที่รังสีคอสมิคพุ่งเข้าชนชั้นบรรยากาศ แล้วปลดปล่อยปรากฏการณ์แปลกประหลาดทางฟิสิกส์ในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งพบเห็นได้ยาก

ส่วนที่เซิร์นนั้น ลำรังสีพลังงานสูงของอนุภาคโปรตอนจะถูกยิงเข้าไปยังกำแพงโลหะเพื่อผลิตปฏิสสาร ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 1 ในล้านครั้งของการชน แม่เหล็กอันสลับซับซ้อนจะดักจับสิ่งที่ยากจะพบในสภาพสุญญากาศ เพื่อป้องกันการสัมผัสกับสสารจริง

สำหรับการเก็บปฏิสสารไว้ภายในอุปกรณ์ เหมือนขวดแม่เหล็กรักษาอุณหภูมิตามที่เห็นในภาพยนตร์นั้น นักวิทยาศาสตร์จากเซิร์นเปิดเผยว่า พวกเขามีอุปกรณ์หน้าตาคล้ายๆ กันนี้เรียกว่า "กับดักเพนนิง" (Penning Trap) เพื่อเก็บแอนตีโปรตอนไว้ศึกษา 57 วัน แต่การขนย้ายปฏิสสารนั้น แม้ว่าในทางทฤษฎีจะเป็นไปได้ แต่ยังไม่มีการขนย้ายในโลกแห่งความจริง

ที่สำคัญ บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังคาดหวังว่า เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ที่ขดเป็นวงกลมยาว 27 กิโลเมตรอยู่ใต้ดินบริเวณชายแดนสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสนั้น จะเป็นเครื่องมือที่ยืนยันการมีอยู่จริงของอนุภาค "ฮิกก์โบซอน" (Higgs Boson) หรือ "อนุภาคพระเจ้า" (God particle) ซึ่งเป็นอนุภาคที่จะอธิบายว่าสสารมีมวลได้อย่างไร ซึ่ง ลีออน เลเดอร์แมน (Leon Lederman) อดีตผู้อำนวยการของเฟอร์มิแล็บและผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เมื่อปี 2531 เป็นผู้หนึ่งที่มีความหวังต่อเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี

"อนุภาคพระเจ้า (ในบทภาพยนตร์ของไทยแปลว่า "เถ้าธุลีพระเจ้า") จะให้คำอธิบายได้ถึงการไม่ปรากฏของปฏิสสารในเอกภพนี้" เลเดอร์แมนกล่าว

*สนใจติดตามไขประเด็นทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องปฏิสสารที่ปรากฎในเทวากับซาตาน เซิร์นได้ทำเว็บไซต์อธิบายไว้ที่ angelsanddemons.cern.ch
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000058089