วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สามดอกเตอร์สอนลูก เรื่อง 'เงิน' ส่งต่อ 'ความรวย'

สามดอกเตอร์สอนลูก เรื่อง 'เงิน' ส่งต่อ 'ความรวย'

วันที่ 19 กรกฎาคม 2553

กูรูด้านการลงทุน แนะวิธีส่งต่อความมั่งคั่งสู่ทายาท พร้อมวิธีสอนลูกใช้เงินอย่างคุ้มค่าและเป็นสุข

คนฟุ่มเฟือยชอบทำอะไรเกินตัว แม้จะร่ำรวยสุดท้ายก็มักขัดสน คนนิสัยประหยัด แม้จะยากจนก็มักมีเหลือเก็บ ความสำคัญของ "เงิน" อยู่ที่คุณค่าการใช้ ไม่ใช่ "ปริมาณ" สามดอกเตอร์สอนลูกเรื่องเงิน ส่งต่อ "ความรวย" ด้วยศาสตร์และศิลป์ เพราะพวกเขามองว่า..ชีวิตของลูกอยู่ในกำมือของพ่อแม่ตลอดชีวิตการลงทุนที่ผ่านมา ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร จะเลือกเฟ้นแต่เฉพาะหุ้น "เฟิร์สคลาส" (ชั้นหนึ่ง) ตรงกันข้ามกับวิถีการใช้ชีวิตจะใช้แบบ Economy (คุ้มค่า) โดยมองทุกอย่างที่ความคุ้มค่าของเงิน และประโยชน์ที่ได้รับกลับมา โดยจะไม่จ่ายอะไรที่แพงเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้น "การใช้จ่าย" เพื่อซื้อความสุข สำหรับ Value Investor จึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงกูรูด้านการลงทุนหุ้นคุณค่าหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย เล่าว่า วิธีสอนเรื่องการใช้เงินกับ "น้องแจน" น.ส.พิสชา เหมวชิรวรากร (นักศึกษาหลักสูตรนานาชาติ สาขาการจัดการการสื่อสารคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ) ลูกสาวคนเดียว ในฐานะพ่อจะทำตัวให้เป็นตัวอย่างมากกว่าบอกว่าลูกต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ส่วนตัวคิดว่าเด็กสมัยใหม่บางคนไม่ถูกกดดันให้ต้องหาเงินเองทำให้มีคำถามกลับมาว่าทำไมต้องประหยัดด้วย อย่างเช่นน้องแจนไปเที่ยวบ้านเพื่อนก็จะกลับมาถามว่าทำไมเราไม่สร้างบ้านให้ใหญ่เหมือนเขา (ทั้งๆ ที่รู้ว่าพ่อรวย) คนเป็นพ่อแม่จะต้องอธิบายให้เขาฟังด้วยเหตุผลว่าอะไรที่จำเป็นอะไรไม่จำเป็นดร.นิเวศน์ เคยเล่าว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านของดอกเตอร์เป็นบ้านชั้นเดียวเล็กๆ บนเนื้อที่ไม่กี่ตารางวา ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิของแม่ยาย ทุกคนอยู่รวมกัน เห็นหน้ากันทุกวัน ไม่มีพื้นที่สำหรับความเป็นส่วนตัว ไม่มีคนรับใช้ แต่บ้านหลังนี้ไม่เคยปราศจากไออุ่นของทุกคน"บ้านผมมีห้องเดียวนะ เป็นบ้านที่อยู่ตั้งแต่สมัยที่ไม่มีตังค์เลย ตอนแต่งงานใหม่ๆ ชีวิตทำงานกินเงินเดือน ก็ไม่ได้มีตังค์มาก ทุกวันนี้ก็ยังอยู่บ้านหลังเดิม...ความสะดวกสบายในบ้านจริงๆ มีน้อย บ้านหลังเล็กมาก แต่ผมไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้ เพราะมาคิดดูอีกทีถามว่าไปอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ โตๆ ได้มั้ย มันก็ได้ แต่บ้านใหญ่โตไม่ได้ให้ความสุขกับเรามากไปกว่าบ้านหลังเล็ก ทุกคนใกล้ชิดกัน เจอหน้ากันทั้งวัน"หลักการเรื่องความคุ้มค่าของเงินจะต้องมาพร้อมกับ "ความสุข" เสมอ เรื่องนี้ ดร.นิเวศน์ เชื่อว่า สิ่งใดที่ต้องจ่ายแพงๆ แล้วจะต้องกลายเป็น "ทาส" ของสิ่งนั้น ตัวเอง "จะไม่ทำ" ยกตัวอย่างการซื้อรถยนต์ หรือซื้อบ้านราคาแพงๆ แล้วต้องเป็นทุกข์กับการทำความสะอาดบ่อยๆ แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นความสุขจริงตรงกันข้ามกับของบางอย่างถ้าต้อง "จ่ายแพง" แลกกับประโยชน์ที่คุ้มค่าระยะยาวก็จำเป็น โดยเฉพาะเรื่อง "การศึกษาบุตร" สมัยเมื่อ 20 ปีก่อนยังไม่มีเงินมากเท่าตอนนี้ ตอนนั้นตัดสินใจส่งน้องแจนเรียนหลักสูตรอินเตอร์แม้ราคาจะแพงแต่มองว่านี่คือการลงทุน ที่จะออกดอกผลในอนาคต นอกจากนี้ยังมีเรื่องหนังสือดีๆ และอาหารการกินที่ไม่ควรจะประหยัดเกินไป แต่ถ้าของอย่างอื่นที่จำเป็นจริงๆ ก็ต้องซื้อ เช่น ล่าสุดเพิ่งซื้อมือถือ BlackBerry ให้ลูกไปเพราะอีกหน่อยไปเรียนเมืองนอกจะใช้คุยกับคนที่เมืองไทยได้ส่วนเรื่องของ "มรดก" ดร.นิเวศน์ เปิดเผยว่า น้องแจนเพิ่งจะรู้ไม่นานเองว่าพ่อมีพอร์ตหุ้นระดับ (เกิน) “พันล้านบาท” แล้วเขารู้จากเพื่อน ที่จริงไม่คิดที่จะปกปิดมีแผนที่จะค่อยๆ สอนเรื่องหุ้นให้กับลูกอยู่แล้ว แต่ขอแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะเด็กรุ่นใหม่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องหุ้น อาจจะตีความหมายผิดไปได้ว่าพ่อเป็น "คนรวย" (ไม่เห็นต้องดิ้นรน) ไม่อยากให้ลูกคิดแบบนี้
"อีกไม่นานเขาจะต้องเป็นผู้รับช่วงต่อพอร์ตหุ้นของผมทั้งหมดไปอย่างแน่นอน จากนี้ไปเป็นงานของผมที่ต้องค่อยๆ อธิบายแนวคิดการลงทุนให้เขารู้ ไม่ว่าในอนาคตเขาจะทำงานประจำหรือแต่งงานออกไปเป็นแม่บ้านอย่างเดียว"ในฐานะพ่อที่ทะนุถนอมพอร์ตหุ้นจนเติบใหญ่เลี้ยงมาไม่ต่างจากลูกรักอีกคน ดร.นิเวศน์ยังจะประคับประคองขอให้เป็นการตัดสินใจร่วมกันว่าควรจะขายหุ้นออกไปเมื่อไร คงไม่ให้ลูกตัดสินใจเพียงลำพัง แม้พ่อจะหาสมบัติไว้เป็นมรดกให้ลูกมากมายนับพันล้านบาท แต่พ่อคนนี้ก็ย้ำสอนกับลูกสาวคนเดียวของเขาว่า..."ลูกไม่จำเป็นต้องมี(หา)สามีรวยเพื่อให้ทัดเทียมกับเรา แต่ขอให้เลือกคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขเป็นอันดับแรก แม้เขาจะจนกว่าเรา ขอให้มีความขยันอยู่ในตัวก็พอ" นัยหนึ่งพ่อต้องการสอน...ลูกต้องเป็น "นาย" ของเงิน อย่าเป็น "ทาส" ของเงิน มองคนที่ "คุณค่า" ไม่ใช่มองคนที่ "ราคา" เช่นเดียวกับหุ้นที่พ่อซื้อ 


ด้านคุณพ่อลูก(ชาย)สอง ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร แม้จะมีฐานะค่อนข้างมั่นคงมาตั้งแต่ลูกยังเล็ก มีรายได้จากค่าที่ปรึกษากฎหมายภาษีเป็นรายนาที แต่มักสอนให้ลูกใช้เงินอย่างประหยัด "จ่าย" ให้น้อยกว่า "รับ" เป็นวิธีเดียวที่จะเก็บความมั่งคั่งเอาไว้ได้
ดร.สุวรรณ เคยเล่าว่าได้ตกลงกับภรรยาตั้งกองทุนให้ลูกทั้ง 2 คนๆ ละ 10 ล้านบาท เพื่อเป็นทางเลือกว่าจะใช้สำหรับการไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือจะใช้เป็นทุนสำหรับเริ่มต้นชีวิต และสิ่งที่ครอบครัวนี้เลือกก็คือเก็บเงิน 10 ล้านบาท เป็นเงินก้นถุงของลูกแต่ละคน"ถ้าส่งลูกไปเรียนที่อังกฤษเสียค่าใช้จ่ายปีละ 1.6 ล้านบาท ส่งไปเรียนอเมริกาเสียปีละ 1.2 ล้านบาท ออสเตรเลียปีละ 8 แสนบาท นิวซีแลนด์ปีละ 6 แสนบาท  ถ้าเราส่งพวกเขาไปเรียน 10 ปี ก็ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าคนละ 10 ล้านบาท เราจึงตกลงกันว่าจะเก็บเงินส่วนนี้ให้พวกเขา"เหตุผล 3 ข้อของการไม่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกของครอบครัววลัยเสถียร หนึ่ง. ลูกโตขึ้นโดยที่เราไม่ได้ดูแล ไม่ได้อบรมบ่มนิสัยตั้งแต่เด็ก สอง. เรียนเมืองนอกเสียค่าใช้จ่ายมาก เงินส่วนนี้ควรเก็บเอาไว้ให้ลูกๆ ได้ตั้งตัว และสาม. ลูกกลับมาจะกลายเป็นคนที่ไม่มีเพื่อน ไม่มีรุ่น
ในช่วงวัยเรียน (วัยรุ่น) ขณะปิดภาคการศึกษา ดร.สุวรรณได้ส่งลูกชายไปฝึกงานเป็นพนักงานรับจองตั๋วที่โรงหนัง EGV เป็นการฝึกให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ตัดโอกาสเที่ยวเตร่ รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่งาน รู้คุณค่าและความยากลำบากของการหาเงิน และรู้รสชาติของการเป็นลูกจ้าง
ช่วงปิดภาคเรียนถัดๆ มา ได้ส่งลูกชายไปฝึกงานในแผนกบริการของอู่ซ่อมรถยนต์แห่งหนึ่ง เพราะลูกชายเป็นคนชอบรถยนต์ ประสบการณ์ที่ได้คือความอดทนต่อการถูกตำหนิของลูกค้า รู้จักแก้ปัญหาในสถานการณ์คับขัน เหล่านี้เป็นมหาวิทยาลัยชีวิตที่เป็น "วิชาเสริม" ให้ลูกได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเข้มแข็งประธานชมรมคนออมเงิน ในฐานะนักกฎหมายภาษีชั้นเซียน ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีแต่บุตรสาวและต้องการรักษาทรัพย์สินในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ไม่ให้ผู้ที่จะมาเป็น "ลูกเขย" ในอนาคตนำไปขาย ให้ใช้วิธี "จดสิทธิเก็บกิน" หรือผู้ทรงสิทธิอาศัยในชื่อพ่อแม่แทนที่จะใช้วิธีโอนที่ดินให้ลูกโดยตรง นอกจากมีค่าใช้จ่ายถูกเพียงแค่หลักร้อยบาทแล้วผลประโยชน์ในสินทรัพย์ยังตกอยู่กับผู้ทรงสิทธิคือพ่อแม่ไม่ตกกับเจ้าของ แต่พอเราเสียชีวิตอสังหาริมทรัพย์นั่นก็ยังเป็นมรดกตกทอดให้ลูกๆ อยู่ดี"ผมจะพูดกับลูกเสมอว่าเรียนไม่เก่งไม่เป็นไรแต่ขอให้เรียนจบขั้นต่ำต้องปริญญาตรี และสำคัญมากห้ามไปเซ็นค้ำประกันให้กับใคร แม้ส่วนตัวจะเป็นที่ปรึกษาภาษีให้เศรษฐีหลายคน แต่ก็สอนลูกๆ ทุกคนว่าโตขึ้นต้องไม่เลี่ยงภาษี"สำหรับแผนการถ่ายโอนมรดกให้ลูกจะไม่นิยมเก็บในรูปของเงินสด แต่นิยมซื้อที่ดินเก็บไว้ ปัจจุบันมีที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งเป็นบ้านพักในปัจจุบันอยู่ที่สุขุมวิทซอย 8  (ซอยปรีดา) พื้นที่ 100 ตารางวา ที่เตรียมจะส่งต่อให้กับลูก ส่วนตัวคิดต่างจาก ดร.นิเวศน์ตรงที่ ถ้ามีเงินมากพอก็ควรจะ "ซื้อความสุข" ให้กับชีวิต อย่างบ้านก็จะทำใหญ่ๆ เพราะชอบอยู่สบายกว่าหลังเล็กนอกจากนี้ ยังชอบเก็บ "ทองคำ" ในระยะยาวมีความมั่นคงสูงและให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล เห็นได้ว่า 10 ปีย้อนหลังทองคำให้ผลตอบแทน 10% ทุกปี นอกจากนี้ยังลงทุนหุ้น TISCO ในชื่อลูกชาย ชาลี วลัยเสถียร ถืออยู่ 3,937,220 หุ้น สัดส่วน 0.54% (ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท) รอรับเงินปันผลปีละ 2 บาทต่อหุ้น แค่นี้ก็พอใช้ทั้งปีแล้วจากการตรวจสอบของกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ยังพบว่า ดร.สุวรรณ ลงทุนหุ้น S&P ในชื่อชาลี  786,900 หุ้น ราคาตลาดเกือบ 32 ล้านบาท ลงทุนหุ้น TNDT ในชื่อ ดวงใจ วลัยเสถียร ภรรยา 600,000 หุ้น มูลค่า 3 ล้านบาท และลงทุนหุ้น SVI ในชื่อลูกชาย 10,087,284 หุ้น มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท และเก็บหุ้น SVI ในนามส่วนตัวอีกเกือบ 5.58 ล้านหุ้น เป็นต้นดร.สุวรรณ บอกด้วยว่า ช่วงที่ผ่านมาได้ซื้อหุ้น SVI จำนวน 4 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 2 บาท (ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริษัท) เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้ เพราะบริษัทยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ส่วนแนวโน้มราคาทองคำคาดว่าจะผันผวนสูงเพราะวิกฤติหนี้ที่ยุโรปยังไม่น่าไว้วางใจ แต่สิ้นปีน่าจะได้เห็นที่ระดับ 1,350 ดอลลาร์ต่ออออนซ์ ครึ่งปีหลังหุ้นกับอสังหาริมทรัพย์ยังน่าลงทุนกว่าพันธบัตร

คนสุดท้ายนักลงทุนหุ้นคุณค่าพอร์ตระดับร้อยล้านบาท นพ.บำรุง ศรีงาน ประธานชมรมไทยวีไอ บอกว่า เงินเป็นทาสที่ดีของเรา แต่เป็นนายที่แย่ เท่ากับว่าเงินเป็นดาบสองคมมีทั้งคุณและโทษ ก่อนจะใช้ต้องระวังไว้เสมอ ปัจจุบันคุณหมอมีลูก 3 คนยังเล็กอยู่จะใช้วิธีสอนเรื่องเงินสามขั้นตอนคือ หนึ่ง ให้รู้จักว่าเงินสำคัญอย่างไร สอง สอนวิธีการหาเงิน และ สาม สอนวิธีการใช้เงิน ถ้าปลูกฝังแนวคิดนี้ลูกๆ จะเห็นว่าเงินหายากก็จะใช้ยากด้วยถ้าลูกๆ อยากจะได้สิ่งของอะไร จะต้องมีผลงานมาโชว์ด้วยเช่น ผลการสอบ เวลาที่จะซื้อของอะไรก็ตามจะสอนลูกด้วยว่าสิ่งที่ต้องจ่ายมากขึ้น “คุ้มค่า” หรือไม่ อย่างทุกวันนี้ยังขับรถโตโยต้า คัมรี่ และไม่มีการแต่งรถเลย เพราะมองว่าออปชั่นต่างๆ ที่ต้องซื้อเพิ่มมันแพงเกินควรตอนนี้ลูกๆ ทั้งสามของคุณหมอยังเล็กอยู่ แต่อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ เตรียมแผนการปลูกฝังเรื่องการลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือแวลูอินเวสเตอร์ให้ลูกๆ แล้ว คิดว่าจะเริ่มหลังจากมีวุฒิภาวะทางอารมณ์มากขึ้น อาจจะหลังจบปริญญาตรีสัก 2-3 ปีแต่ก่อนจะถึงตอนนั้น คุณหมอวางแผนจะลงทุนหุ้นให้กับลูกเพื่อรับประกันความมั่งคั่งในอนาคต ทำไมต้องเป็นหุ้น? เขาบอกว่าหุ้นเป็นสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญพอสมควร และยิ่งลงทุนนานจะให้ผลตอบแทนดีกว่าอย่างอื่น จะให้ลงทุนทองคำก็ไม่ค่อยมีความรู้มากนักส่วนตัวมองว่าการวิเคราะห์หุ้นมันลึกกว่าทองคำที่มีปัจจัยแค่ดีมานด์-ซัพพลาย แต่หุ้นต้องคำนึงถึงผู้บริหารด้วย เหมือนอย่างที่เข้าซื้อหุ้น SAT ตั้งแต่ราคา 5-6 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ 20 บาท นอกจากเห็นว่าตลาดรถยนต์ของไทยจะโตแล้วยังเชื่อว่าผู้บริหารมีความสามารถด้วย ก่อนจะมากำไรหุ้น SAT คุณหมอก็กำไรหุ้น STPI มาก่อน "หลายเท่าตัว" รวมถึงหุ้น STANLY ด้วยhttp://www.bangkokbiznews.com/

ซูเปอร์สตาร์ 'ฮาร์วาร์ด'­ กับ ชีวิตที่พลิกผัน

ซูเปอร์สตาร์ 'ฮาร์วาร์ด'­ กับ ชีวิตที่พลิกผัน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม

เมื่อปี พ.ศ.2540 มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้รับนักศึกษาอเมริกันคนหนึ่ง เข้าเรียนในหลักสูตร MBA ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีชื่อเสียงลือลั่นไปทั่วโลก
เขาเป็นชายหนุ่มอเมริกันเชื้อชาติอินเดีย ผู้มีชื่อว่า ซาเมอร์ บาไร (Samir Barai)
ซาเมอร์ เป็นบุคคลพิเศษ และเป็นนักศึกษาที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง เหตุเพราะเขามีความพิการทางหูตั้งแต่กำเนิด โดยหูของเขาหนวกเกือบสนิท ความสามารถในการรับฟังหายไปถึง 96% แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเขาเอง และด้วยสังคมอเมริกันเปิดโอกาสให้แก่คนพิการ เขาจึงได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้โดยตลอด จนได้เข้าเรียนและสำเร็จระดับปริญญาตรีทางบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง คือมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

สำหรับการเรียนในหลักสูตรเอ็ม บี เอ ที่ฮาร์วาร์ด นั้น ใครๆ ก็ทราบว่านักศึกษาจะต้อง อภิปรายถกเถียงปัญหากันในชั้นเรียนอย่างหนัก และมีคะแนนการอภิปรายปัญหา สูงถึง 50% ดังนั้นการที่ซาเมอร์หูพิการ แล้วเขาจะเรียนได้อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นที่กังวลของฮาร์วาร์ด เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนเขาเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด นั้น ซาเมอร์ ได้เข้าทำการผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งช่วยให้เขาได้ยินเสียงเพิ่มขึ้นบ้าง และในห้องเรียน เขาก็พยายามทำความเข้าใจคำสอนของอาจารย์ รวมทั้งคำอภิปรายของเพื่อนๆ โดยดูการเคลื่อนไหวของริมฝีปาก และยังมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่งนั่งเคียงข้างเขา ตลอดเวลา เพื่อคอยอธิบายให้เขาเข้าใจอย่างถูกต้อง

เมื่อเป็นนักศึกษาพิการ และต้องต่อสู้ถึงเพียงนี้ ผู้คนและเพื่อนฝูงรอบข้าง จึงให้ความสนใจและเอาใจใส่เขาเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าเขาเป็น ซูเปอร์สตาร์ คนหนึ่งของรุ่น นั่นแหละ และอีกสองปีต่อมา ในปี พ.ศ.2542 ซาเมอร์ก็สำเร็จการศึกษา ได้รับปริญญาโท เอ็ม บี เอ จากฮาร์วาร์ด จึงกล่าวได้ว่า เขาเป็นสุดยอดของตัวอย่างการต่อสู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจ และจากนั้นเขาก็เติบโตอย่างต่อเนื่องในการทำงานจนได้ดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ ที่ซิตี้แบงก์ ก่อนที่จะลาออกมา ตั้งบริษัทจัดการลงทุนเป็นของตนเองที่นครนิวยอร์ก  โดยให้ชื่อว่า “Barai Capital”
 ชีวิตของซาเมอร์ เหมือนฝันที่เป็นจริง  และชีวิตของเขาก็น่าที่จะดำเนินต่อไปอย่างน่าประทับใจ ถ้าหากไม่เกิดเหตุพลิกผันเสียก่อน คือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554  หนุ่มใหญ่วัย 39 ปี ซาเมอร์ ซูเปอร์สตาร์ จากฮาร์วาร์ด ได้ถูกจับดำเนินคดี ที่นครนิวยอร์ก ในข้อหาลงทุนโดยใช้ข้อมูลภายใน

 ซาเมอร์ จึงเป็น ฮาร์วาร์ด เอ็มบีเอ คนล่าสุด ที่เข้าไปมีรายชื่อร่วมกับรุ่นพี่ ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ ฮาร์วาร์ด อีกจำนวนหนึ่ง ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาต่างๆ เช่น เจฟฟรี่ สกิลลิ่ง อดีตซีอีโอ ของเอนรอน บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ล่มสลายไปแล้ว เป็นต้น แต่ถ้าจะให้เป็นการยุติธรรม กับฮาร์วาร์ดแล้ว ผมก็ต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ ด้วยว่า ซูเปอร์สตาร์ เอ็มบีเอ จากสถาบันอื่นที่โด่งดัง เช่น  Kellogg หรือ Wharton ฯลฯ ก็มีผู้ถูกจับดำเนินคดีเพราะทุจริตต่อหน้าที่ มาแล้ว เช่นกัน

 คนเราเวลาเก่งมากๆ ถ้าหากนำความเก่งไปใช้ในทางที่ผิด ก็นับว่าเป็นอันตราย และสร้างความเสียหายต่อสังคมได้มาก เรื่องราวของ ซูเปอร์สตาร์เหล่านี้ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ดังนั้น มหาวิทยาลัยที่สอนวิชาบริหารธุรกิจจึงมีความวิตกกังวลกันอย่างยิ่งว่า ทำอย่างไร จึงจะสอนคนให้ออกมาเป็นนักบริหารที่ทั้งเก่ง และดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักสูตรที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง ฮาร์วาร์ด เคลล็อก วาร์ตัน สแตนฟอร์ด ฯลฯ ซึ่งรับนักศึกษาที่ “เก่งมากๆ” จากทั่วโลก ก็ถูกจับตามองว่าสถาบันเหล่านี้ จะเผชิญกับความท้าทายนี้ อย่างไร

 วิชาจริยธรรมธุรกิจ กลายเป็นวิชาหลัก ซึ่งทุกสถาบัน ต่างบรรจุไว้ในหลักสูตร แต่ก็ไม่มีใครคาดหวังได้ว่าจะได้ผลเต็มที่ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทุกสังคม ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ปะปนกันไป ดังนั้น เมื่อมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเข้าเรียน ปีละเป็นพันคน จึงไม่น่าประหลาดใจอะไร ถ้าหากจะมีสักคนหรือสองคน ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
 เดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ เป็นช่วงเวลาที่ มหาวิทยาลัยระดับสุดยอด เอ็มบีเอ ของอเมริกา ประกาศรายชื่อผู้ที่ ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็น นักศึกษาใหม่ จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ลุ้น” ของผู้สมัครจากทั่วโลก (ซึ่งทุกคนต่างมีคะแนนการเรียนและการสอบที่ สูงมากๆ ทั้งนั้น) สำหรับคนที่ผ่านเข้าไปในรอบสอบสัมภาษณ์ ก็ดีใจกันทั่วหน้า แต่เมื่อผลการสอบสัมภาษณ์ ออกมา ปรากฏเป็นข่าวว่า ผู้สมัครซึ่งมีคะแนนสอบข้อเขียนดี และมีประสบการณ์ รวมทั้งผลการทำงาน ในระดับสุดยอด จากบริษัทลงทุน และ บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่วอลล์สตรีท นั้น ฮาร์วาร์ด รับเข้าเรียนในสัดส่วนที่น้อยกว่าปีก่อนๆ ค่อนข้างมาก กล่าวคือมีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติระดับซูเปอร์สตาร์ ที่ได้รับจดหมายปฏิเสธ หรือ แจ้งว่ารับเป็นตัวสำรอง เท่านั้น จำนวนสูงขึ้นอย่างชัดเจน นับว่าเป็นที่ฮือฮากันในวงการทีเดียว และต่างถามกันให้แซดว่า ฮาร์วาร์ด กำลังคิดอะไรอยู่?

ผู้เชี่ยวชาญหลายคน คาดว่าคงเป็นเพราะ ฮาร์วาร์ด เพิ่งจะได้คณบดีคนใหม่ ซึ่งเน้นย้ำในเรื่องจริยธรรมธุรกิจ และมีนโยบายส่งเสริมให้มีนักบริหารเก่งๆ เพิ่มมากขึ้นในวงการอื่นๆ นอกเหนือจาก วอลล์สตรีท เช่น ในวงการสุขภาพ หรือ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือองค์กรพัฒนาสังคม และสถาบันทหาร เป็นต้น ดังนั้นปีนี้ จึงเริ่มเห็น การรับนักศึกษาที่มาจากบริษัทลงทุน หรือบริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่ มีสัดส่วนน้อยลงจากเดิม

 การที่ซูเปอร์สตาร์ ประพฤติผิดนั้น ผมว่าเราจะไปโทษสถาบันการศึกษาเสียทั้งหมด ก็คงไม่ได้ เพราะนักศึกษา เข้าไปใช้ชีวิตที่นั่นเพียงสองปีเท่านั้น ต่อให้มีอาจารย์ระดับโลกสักกี่คน ก็คงไม่สามารถขัดเกลา พวกเขาให้เป็นคนดี ได้ทุกคน นอกจากนั้นทุกวงการ ก็ย่อมมีคนไม่ดี แทรกอยู่เสมอ ดังนั้น ซาเมอร์ จึงเป็นเพียงซูเปอร์สตาร์ อีกคนหนึ่ง ที่ผ่านมา และ ก็จะผ่านไป เพื่อรอวันเวลาที่ ซูเปอร์สตาร์ คนใหม่ ที่จะตกเป็นข่าวในทำนองเดียวกันอีก เท่านั้น

 ก่อนจบ ก็อยากจะบอกคุณผู้อ่านไว้อีกสักนิดว่า ความจริงแล้ว นอกจาก ฮาร์วาร์ด จะมี เอ็ม บี เอ ซูเปอร์สตาร์ ที่ชีวิตพลิกผันจนถูกจับดำเนินคดี อย่าง เจฟ สกิลลิ่ง หรือ ซาเมอร์ บาร์ไร แล้ว ฮาร์วาร์ด ก็ยังเคยมีนักศึกษาอีกสองคน ซึ่งเป็นนักศึกษาที่มีปัญหา ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ จนทำให้เรียนไม่สำเร็จ ต้องลาออกจากฮาร์วาร์ด กลางคัน เป็นพวก “ดร็อปเอาท์” นั่นแหละครับ
คนแรกมีชื่อว่า บิล เกตส์  และอีกคนชื่อ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

เห็นชื่อแล้ว ใครอยากเป็นนักศึกษาฮาร์วาร์ด ที่เรียนไม่จบ บ้างครับ

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558


The Regent Chalet Cha-Am
เดอะ รีเจ้นท์ ชาเล่ต์ รีเจ้นท์ บีช ชะอำ 

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

พลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้น ความลับของบัฟเฟท

พลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้น

ความลับของบัฟเฟทผมได้อ่านบทความของบัฟเฟทแล้ว มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การลงทุนแบบ Passive investor ที่เราเข้าใจว่าจะทำให้เรารวยเป็นเศรษฐีเหมือนเต่านั้น แท้ที่จริงแล้ว ยิ่งหยุดนิ่ง ยิ่งก้าวหน้ารวดเร็วมากยิ่งขึ้นเพราะทุกย่างก้าวที่เราลงทุนแบบหยุดนิ่งนั้น กลับมีพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ ที่ผลักดันให้ผลตอบแทนของเราก้าวกระโดดผลตอบแทนที่มากนั้น มาจากพลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้นนั้นเองด้วยความเชื่อในพลังของดอกเบี้ยทบต้นนี้เองที่เป็นเคล็ดลับที่สำคัญที่ทำให้บัฟเฟทให้ความสำคัญในการคัดเลือกหุ้นที่มีการบริหารผลตอบแทนการลงทุนให้กับผุ้ถือหุ้นโดยเฉลี่ยที่สูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนทางเลือกอื่น ๆ บัฟเฟทให้ความสำคัญของผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นพลังที่ซ่อนเร้นในการขับเคลื่อนผลตอบแทนเพียงแต่พลังงานซ่อนเร้นนั้นต้องไม่ตก และอาศัยเงินปันผลจากการลงทุนในแต่ละปีที่สมทบเข้าไปเพิ่มอีกในแต่ละปี หรือพลังดอกเบี้ยทบต้น รวมกับพลังของอัตราผลตอบแทนในแต่ละปีที่บริษัททำได้เรามาดูกันว่า หากเราสามารถคัดเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทน ROE สุดยอด กล่าวคือ สามารถให้ผลตอบแทนสูงประมาณ 25% โดยเฉลี่ยในช่วง 30 ปี อะไรจะเกิดขึ้น หากเราค้นพบขุมทรัพย์ของหุ้นดังกล่าว และหลับไป 30 ปี แล้วตื่นขึ้นมาเมื่อครบ 30 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องสนใจกับการซื้อขายในแต่ละวัน แต่ละเดือน หรือแต่ละปีครับจากเครื่องคำนวณhttp://www.moneychimp.com/articles/valuation/stockvalue.htmเพียงคุณกดเครื่องคำนวณใน website นี้ แล้ว ใส่ข้อมูลตามข้างล่างนี้Current Principal: $ 1,000,000Annual Addition: $ 0Years to Grow: 30Growth Rate: % 25แล้วกดคำนวณดูครับFuture Value: $ 807,793,566.95จะเห็นตัวเลขที่มหัศจรรย์ 1 ตัวขึ้นมาก็คือ คุณจะตกใจทันทีเหมือนถูกล้อตเตอรี่รางวัลยิ่งใหญ่ในชีวิต คือจะรวยเป็นเศรษฐีทันทีจากเงินเริ่มต้นเพียง 1 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนรวมกับเงินต้น ณ ปีที่ 30 จะอยู่ที่ 807 ล้านบาทครับ ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมครับ อยู่นิ่ง ๆ แต่กลับเพิ่มผลตอบแทนที่สูงมาก ๆ เพียงแต่เราต้องสามารถเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสม่ำเสมอในแต่ละปีโดยเฉลี่ยให้ได้ปีละไม่น้อยกว่า 25% ครับดังนั้น เมื่อเราสามารถเลือกหุ้นที่สุดยอดได้แล้ว ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนเริ่มแรกของเราในแต่ละปีได้ปีละ 25% ครับเพียงอดทนและปล่อยให้ผลการดำเนินงานในแต่ละปีของบริษัที่เราลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ ในไม่ช้า เต่าที่ก้าวช้า ๆ ก็จะก้าวใหญ่ขึ้น เป็นก้าวแบบไดโนเสาร์ไม่รู้ตัวเลยครับลองไปกดเครื่องคำนวณดูนะครับดังนั้น ก้าวย่างช้า ๆ มั่นคง คัดเลือกหุ้นที่สุดยอดที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของการลงทุนทั่วไป และใช้จังหวะการเข้าซื้อในราคาที่ต่ำ เมื่อมีเหตุการณ์บางเหตุการณ์ระยะสั้นเข้ามามีผลกระทบกับหุ้นสุดยอดของเรา เมื่อซื้อได้แล้ว ก็เหมือนกันเราได้กำหนดผลตอบแทนได้เริ่มแรกแล้วครับต่อจากนั้น ก็เฝ้าดุการบริหารผลตอบแทนของการลงทุนของหุ้นที่เราเลือกแล้วว่าเป็นหุ้นสุดยอดของเรา เพื่อดุว่า ผลตอบแทน ROE นั้นยังทำได้ดีและยั่งยืนหรือไม่ในระยะยาวครับเลือกยากตอนแรก แต่ง่ายตอนหลังคือ อยู่นิ่ง ๆ ไม่ว่าภาวะของหุ้นจะผันผวนอย่างไรก็ตามครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=shareidea&month=09-2007&date=18&group=2&gblog=4

อัตราดอกเบี้ยทบต้น

ออมเพิ่มค่า ด้วยอัตราดอกเบี้ยทบต้น
โดย : เมธา ปิงสุทธิวงศ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

หากเราลงทุนจำนวน 1 บาท ในทุกๆ ปี ผลตอบแทน 10% ต่อปี ระยะเวลาลงทุน 20 ปี เงินลงทุนของเราในปีที่ 20 จะมีมูลค่าสูงถึง 57.28 บาทหรือ 57.28 เท่า

ช่วงนี้ผมเชื่อว่าผู้ออมเงินหลายคนคงต้องเหนื่อยกับการศึกษาถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ทั้งเงินฝากและกองทุน ที่ตอนนี้สถาบันการเงินต่าง ๆ ได้นำเสนอกันมากมายในตลาด เพื่อเปรียบเทียบถึงผลตอบแทนว่าผลิตภัณฑ์ของสถาบันการเงินใดจะให้ผลตอบแทนที่อัตราดีกว่ากัน แต่จริง ๆ แล้วยังมีวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ออมเงินสามารถได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มพูนอย่างน่าอัศจรรย์จากเงินฝากหรือเงินที่ลงทุนไว้

โดยในฉบับนี้ผมจะมาสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” ซึ่งเดิมทีถ้าใครได้ยินคำว่า “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” แล้ว ก็มักจะนึกไปถึงเรื่องในแง่ร้าย คือ เงินกู้ที่หากชำระล่าช้าแล้วจะถูกคิด “ดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอก” ซึ่งก็สร้างความรู้สึกว่าหากถูกคิดอัตราดอกเบี้ยทบต้นทบดอกแล้วจำนวนเงินที่จะต้องชำระจะมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

แต่หลายคนลืมมองกลับด้านว่าถ้าหากเป็นมุมของการออมเงินด้วยการฝากเงินหรือการลงทุนอื่นๆ ที่มีระยะยาว หรือ การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ตามที่ผมได้กล่าวไว้ในฉบับที่ผ่านมาแล้ว คำว่า “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างไรบ้าง และผมเชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยคำนวณว่าจริงๆ แล้ว การลงทุนกับเงินก้อนหนึ่ง แล้วสมมุติว่าได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปี และอีก 20 ปีข้างหน้าผลตอบแทนจากเงินก้อนนั้นจะเป็นเท่าไหร่

ทั้งนี้การที่เราเริ่มต้นออมหรือลงทุน ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนต่อปี โดยไม่ถอนออกมาหรือหากครบกำหนดก็มีการลงทุนต่อในจำนวนเงินที่ได้รับทั้งจำนวน (เงินต้น+ดอกเบี้ย) ซึ่งจะทำให้เราจะมีผลตอบแทนที่ทบกับผลตอบแทนเดิมไปเรื่อยๆ และผลตอบแทนที่ได้รับก็ย่อมจะสูงขึ้นตามไปด้วยครับ ซึ่งนั่นก็คือหลักของ “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” นั่นเอง เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ

โดยผมจะยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่า “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” มีความน่าสนใจและจะสร้างความมั่งคั่งทางการเงินอย่างไร..ดังนี้ครับ

หากเรานำเงินมาลงทุน จำนวน 1 บาท ครั้งเดียว โดยได้รับผลตอบแทนอยู่ที่ 10% ต่อปี ระยะเวลาลงทุนอยู่ที่ 20 ปี เงินลงทุน 1 บาทของเราจะมีมูลค่าในปีที่ 20 เพิ่มเป็น 6.73 บาท หรือคิดเป็น 6 เท่า เกือบ 7 เท่า เลยครับ แต่หากผลตอบแทนที่เรากำหนดไว้อยู่ที่ 15% ต่อปี ระยะเวลาลงทุน 20 ปี เงินลงทุนของเรามีมูลค่าสูงถึง 16.37 บาท หรือ 16.37 เท่าครับ

แต่หากเราลงทุนจำนวน 1 บาท ในทุก ๆ ปี ผลตอบแทน 10% ต่อปี ระยะเวลาลงทุน 20 ปี เงินลงทุนของเราในปีที่ 20 จะมีมูลค่าสูงถึง 57.28 บาท หรือ 57.28 เท่าเลยครับ ดังนั้นการลงทุนยิ่งถี่ยิ่งดีครับ เพราะผลตอบแทนที่จะได้ก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ผลตอบแทนที่เราจะได้รับจะโตมากขึ้นเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับ 1. เงินลงทุนเริ่มต้น 2. อัตราผลตอบแทน และ 3. ระยะเวลาที่ลงทุนครับ

ในอีกมุมหนึ่งหากเราเลือกที่จะฝากเงินกับสถาบันการเงิน โดยเลือกระยะเวลาฝากยาว 20 ปี อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจะอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี ซึ่งหากฝากเงิน 1 บาทในปีที่ 20 ผลตอบแทนที่ได้จะเท่ากับ 1.81 บาท ซึ่งมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากกับการเลือกลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะให้ผลตอบแทนมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในการออมหรือการลงทุนนั้น จะต้องคำนึงถึงเรื่องของผลตอบแทนที่จะต้องมีอัตราที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อด้วยนะครับ ซึ่งโดยทั่วไปอัตราเงินเฟ้อระยะยาวจะอยู่ที่ 3% ต่อปี ซึ่งหมายความว่า ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้น ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะมีการแพงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ และหากเราเลือกลงทุนในส่วนที่ให้อัตราผลตอบแทนเท่ากับเงินเฟ้อหรือสูงกว่าเล็กน้อย ก็แสดงว่าการดำเนินชีวิตของเราจะยังอยู่ในระดับเดิม

แต่หากต้องการให้การดำเนินชีวิตของเราดีขึ้น ก็ต้องเลือกการออมหรือการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ชนะอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในส่วนเงินฝากนั้นอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินนำเสนอก็มักจะกำหนดไว้ให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่แล้ว แต่จะสูงกว่าเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงไว้บ้างครับ เพราะผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นจะมีอัตราที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อค่อนข้างมาก อาทิ เช่น การลงทุนในหุ้นทุน กองทุนหุ้นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกองทุนทอง เป็นต้น แต่อย่าลืมคำนึงถึงเงินที่เราเอามาลงทุนด้วยนะครับว่าจะต้องไม่เป็นภาระกับการดำเนินชีวิตในอนาคต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งอาจจะกระทบต่อเงินต้นที่เราลงทุนได้

สรุปแล้วเรื่องของ “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับสำหรับการลงทุน ดังนั้นอยากให้คำนึงถึงเรื่องนี้ให้มาก และให้น้ำหนักกับการลงทุนในระยะยาว เพื่อผลตอบแทนที่จะเพิ่มพูนอย่างน่าอัศจรรย์ในอนาคตครับ
หากท่านใดมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินของตนเอง สามารถส่งคำถามของท่านมาได้ที่ pr.tisco@gmail.com พบกันใหม่ตอนต่อไปครับ

http://www.bangkokbiznews.com/

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

'นพ.บำรุง ศรีงาน' จาก 'หมอบ้านนอก' สู่ 'เซียนหุ้น VI'

'นพ.บำรุง ศรีงาน' จาก 'หมอบ้านนอก' สู่ 'เซียนหุ้น VI'
เปิดใจ 'หมอสามัญชน' ประธานชมรมไทยวีไอดอทคอม จากเงินก้อนแรก 1.4ลบ. ผ่านไป 9ปี พอร์ตหุ้นทะยานแตะระดับ 'ร้อยล้าน' เขาทำได้ คุณก็ทำได้

ใครๆ ก็ยากรวยจากตลาดหุ้น แต่ใช่ว่าใครๆ ก็รวยได้ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มต้นคิดถึงอนาคตในวันข้างหน้าของ "ครอบครัวศรีงาน" เขาตัดสินใจนำเงินเก็บก้อนเล็กๆ ที่ทำงานรับใช้คนไข้มาตลอด 7 ปี รวมกับเงินกู้สหกรณ์อีกก้อนหนึ่ง เริ่มเพาะต้นกล้าการลงทุนตามแนวทางแวลูอินเวสเตอร์โดยมีอนาคตลูกน้อยอีก 3 ชีวิตเป็นเดิมพัน

เวลาผ่านไป 9 ปี มหัศจรรย์ของการลงทุนแบบ "ทบต้น" และการทุ่มเทค้นหาเส้นทางแห่งความสำเร็จ ทำให้หมอบ้านนอกประกาศอิสรภาพทางการเงิน เป็น "นาย" ของเงินนับ "ร้อยล้านบาท" ในปัจจุบัน และใช้เงิน "ทำงาน" ราวกับเครื่องจักรอันทรงพลัง ทั้งยังแบ่งปันความรู้จนเป็นที่นับถือของพี่น้องชาวไทยวีไอดอทคอม ในฐานะ.."พี่หมอสามัญชน"

กลุ่มนักลงทุน "ไทยวีไอ" ที่ก่อตั้งโดยแกนนำอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ธันวา เลาหศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ฯลฯ เป็นผู้นำแนวคิดของปรมาจารย์การลงทุนหุ้นคุณค่าระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เบนจามิน เกรแฮม ปีเตอร์ ลินช์ มาปรับใช้กับการลงทุนแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัว จนเกิดนักลงทุนทางเลือกที่เลือกเดินบนเส้นทางสายนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจุบัน นพ.บำรุง ศรีงาน เป็นประธานชมรม "ไทยวีไอ" ที่หันเหชีวิตมาเป็นนักลงทุนเต็มเวลา ส่วนตัวเขาเริ่มไต่ระดับพอร์ตหุ้นจากหลัก "ล้านบาท" สู่ระดับ "ร้อยล้านบาท" จากการเข้าลงทุนในหุ้นโรงพยาบาลรามคำแหง (RAM) โรงพยาบาลไทยนครินทร์ (TNH) ไอที ซิตี้ (IT) ผาแดงอินดัสทรี (PDI) เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) และไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) บางตัวมีกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีนัดพูดคุยกับคุณหมอสามัญชนที่โครงการบ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านดอนเมือง คุณหมอนักลงทุน เปิดฉากชีวิตก่อนจะมาถึงจุดนี้ให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ แม้จะมีรายได้ค่อนข้างดีกว่าอาชีพอื่นแต่เริ่มมีความคิดว่าอายุเราก็เพิ่มขึ้น ความสามารถในการทำงานย่อมลดลง แต่ภาระค่าใช้จ่ายเริ่มมากขึ้นเพราะลูกทั้งสามคนโตขึ้นทุกวัน จึงตัดสินใจมองหาอาชีพเสริมตอนนั้นคิดจะเปิดร้านเซเว่นอีเลฟเว่น
"แต่หลังจากไปฟังสรุปข้อมูลจากทางบริษัทคิดว่าไม่คุ้มค่าเพราะต้องลงไปบริหารร้านเองด้วย ต่อมามีโอกาสได้อ่านหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ของโรเบิร์ต คิโยซากิ จับใจความสำคัญได้ว่าเราสามารถใช้เงินให้ทำงานได้ จึงเริ่มวางแผนที่จะนำเงินเก็บที่มีอยู่ 400,000-500,000 บาท จากการทำงานมาตลอด 7 ปี บวกกับกู้เงินสหกรณ์อีก 1,000,000 บาทนำไปลงทุน โดยไม่คิดฝากเงินในธนาคารเพราะตอนนั้น (ช่วงปี 2545) ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 1% ต่ำมาก"

ตอนนั้นในหัวคุณหมอคิดถึงทฤษฎีของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่พูดถึงสิ่งมหัศจรรย์ "อันดับแปด" ของโลกนั่นคือ “ดอกเบี้ยทบต้น” ถ้าเราสามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10% ทุกปี ตลอดระยะเวลา 20-30 ปีต่อเนื่อง ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ
"จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังได้เห็นโฆษณาขายหุ้นไอพีโอ ปตท. (PTT) แล้วเขาชูเรื่องจ่ายเงินปันผล 7% เยอะกว่าฝากเงินมากเลยตัดสินใจเปิดพอร์ตเดี๋ยวนั้นเลยกับ บล.เกียรตินาคิน"
ก้าวแรกในการลงทุนของคุณหมอยังไม่ประสบความสำเร็จเพราะขาดประสบการณ์และความรู้ยังไม่แน่น เริ่มซื้อหุ้นชุดแรก เช่น ซีเฟรชอินดัสตรี (CFRESH) เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ลานนารีซอร์สเซส (LANNA) ผ่านไปประมาณครึ่งปีขาดทุนไป 400,000 บาท
"เหตุผลที่ซื้อหุ้นตอนนั้นเพราะโบรกเกอร์บอกว่าหุ้นกลุ่มเกษตรจ่ายปันผลดีกว่า ปตท. มาขาดทุนหุ้น CFRESHเพราะดูงบการเงินในอดีตและปัจจุบันมันดี แต่ลืมดูแนวโน้มในอนาคต (จากที่คิดว่าถูกก็เลยกลายเป็นแพง)"

เมื่อไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมจนได้มาอ่านหนังสือ "ตีแตก" ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร มาช่วยเติมเต็มความรู้ สิ่งที่ได้เรียนรู้มากขึ้นจากหนังสือตีแตกสิ่งที่ ดร.นิเวศน์ ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเป็น "เจ้าของกิจการ" กับการเป็น "นักลงทุน"
ข้อดีของการเป็นนักลงทุนคือเราสามารถเลือกซื้อหุ้นในช่วงเวลาที่ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงได้รวมถึงสามารถเลือกขายออกไปในราคาที่มากกว่ามูลค่าทางบัญชีได้ด้วย แต่ถ้าเป็นเจ้าของหุ้นก็ต้องกอดหุ้นตัวนั้นไปตลอดไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือไม่ดี

นอกจากนี้ เราสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจระดับประเทศได้โดยที่ไม่ต้องลงไปสร้างเองกับมือ คนทั่วไปคงไม่มีเงินเป็นร้อยล้าน เป็นพันล้าน หรือหมื่นล้าน
"ผมเป็นข้าราชการกินเงินเดือน คงไม่มีเงินไปลงทุนธุรกิจใหญ่เองได้ แต่การเป็นนักลงทุนทุกอย่างเปิดโอกาสให้เราได้หมด หนังสือตีแตกยังสอนให้รู้จักการอ่านงบการเงินอย่างถูกต้องด้วย"
ปีที่สองของการลงทุน...กำไรเกือบ 3 ล้าน

พอในปี 2546 หมอบ้านนอกได้ค้นพบหนทางแห่งความร่ำรวยจากการใช้เงินทำงานตามแนวคิดของโรเบิร์ต คิโยซากิ และตีแตกแบบ ดร.นิเวศน์
ปีที่สองของการลงทุน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เริ่มปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 323 จุด (ปี 2545) ทะยานขึ้นไป 802 จุด (ปี 2546) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังท็อปฟอร์ม พอร์ตของ นพ.บำรุง ก็โตขึ้นมากกว่า 100% ด้วย ปีนั้นสามารถทำกำไรได้เกือบๆ 3,000,000 บาท แต่ปีถัดไปพอร์ตกลับมา "ติดลบ" อีกครั้ง หลังในปี 2547 ดัชนีดิ่งลงมาต่ำสุด 576 จุด เพราะปีก่อนขึ้นไปมากเกินไป รู้ซึ้งสัจธรรมตลาดหุ้นมีขึ้น-มีลง ขึ้นมากได้ก็ลงมากได้เช่นกัน และไม่มีหุ้นอะไรที่ดีตลอดไป
คุณหมอบอกว่า สาเหตุที่ได้กำไรในปี 2546 มาก มาจากภาพรวมดัชนีที่ปรับตัวขึ้นไปมาก แท้จริงแล้วไม่ได้มาจากความรู้ที่แท้จริง ทำให้ต้องเริ่มต้นหาแนวทางการลงทุนของตัวเองใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้ขาดทุนอีก

จุดเปลี่ยนในฐานะแวลูอินเวสเตอร์อย่างเต็มตัวเกิดขึ้นจากการที่คุณหมอเริ่มเข้าไปพูดคุยในเว็บบอร์ด “ไทยวีไอดอทคอม” เป็นจุดหักเหทำให้เกิดการพัฒนาแนวคิดการลงทุนเชิงบูรณาการมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดกับเพื่อนนักลงทุน "รู้เขา-รู้เรา" ไม่ได้คิดเองคนเดียว จนถึงปีที่ห้าของการลงทุนเริ่มกลับมาได้กำไรประมาณ 20-30%
ถึงตรงนี้หมอบำรุงเริ่มอธิบายสไตล์การลงทุนของตัวเองให้ฟังว่าคล้ายๆ แต่ไม่เหมือนกับแนวทางของ ดร.นิเวศน์ที่ยึดหลักของวอร์เรน บัฟเฟตต์ คือค้นหา "หุ้นสุดยอด" (Great Stock) ที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนและอยู่กับมันให้นานที่สุด แต่วิธีการของหมอบำรุงจะค่อนไปทาง ปีเตอร์ ลินช์ และแนวทางของ เบนจามิน เกรแฮม ต้นตำรับการลงทุนแนววีไอ

ปีเตอร์ ลินช์ +เกรแฮม = หมอบำรุง
นพ.บำรุง บอกว่าถ้าเป็นแนวคิดของเบนจามิน เกรแฮม จะค้นหาหุ้นที่มีทรัพย์สินมากแต่ราคาถูก แต่ของปีเตอร์ ลินช์ จะเน้นลงทุนหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) หุ้นเติบโต (Growth Stock) และหุ้นเทิร์นอะราวด์ (Turnaround) ในประเทศไทยหาหุ้นแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่มีศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนยาก และส่วนตัวมองธุรกิจกลุ่มนี้ได้ไม่ค่อยทะลุปรุโปร่ง (เหมือน ดร.นิเวศน์) จึงเดินตามแนวทางที่ "ใช่" กับตัวเองมากกว่า

แม้แวลูอินเวสเตอร์ในประเทศไทยจะมีหลายแขนง (วอร์เรน บัฟเฟตต์, ปีเตอร์ ลินช์, จอห์น เนฟฟ์, ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ฯลฯ) แต่แก่นของแนวคิดนี้มีอยู่ข้อเดียวคือ ราคาต้อง Under Value เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้า ในแง่ราคาหุ้นจะต้องมีค่าพี/อี เรโช ต่ำ ยิ่งต่ำมากระดับเลขตัวเดียวหรือถ้าอยู่ที่ 3-4 เท่าได้จะดีมาก ข้อระวังคือต่อให้ราคาถูกมากแต่ไม่สามารถประเมินกำไรในอนาคตได้อย่างนี้ก็ "ไม่ควรซื้อ"

ถ้าเป็นหุ้นเติบโตค่อนข้างดูง่ายเพราะสามารถอ่านจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ได้และดูแนวโน้มของอุตสาหกรรมนั้นๆ ประกอบกันก็พอมองออก ที่ต้องระวังคือความเห็นของผู้บริหารควรต้องมีความเป็นไปได้คู่กับงบการเงินที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป็นหุ้นเทิร์นอะราวด์จะดูยากที่สุด ขอให้โฟกัสไปที่ผู้บริหารเป็นหลักว่ามีความสามารถในการบริหารเพียงใด ถ้าย้อนไปดูสาเหตุที่บริษัทตกต่ำแล้ววิเคราะห์ให้ได้ว่าเขาจะสามารถนำธุรกิจกลับมาได้หรือไม่

ส่วนหุ้นวัฏจักรส่วนมากจะเป็นธุรกิจเดิมๆ อย่างเช่นธุรกิจเกษตรซึ่งมีวงจรสั้นที่สุด ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นระยะกลาง ส่วนตัวจะชอบหุ้นที่มีวัฏจักรระยะยาว 10 ปี และจะเลือกซื้อตอนที่ธุรกิจอยู่ในช่วงสุดท้ายของ "ขาลง" และถ้ากลับมาเป็น "ขาขึ้น" ได้จริง ผลตอบแทนจะสูงมาก

ข้อแตกต่างระหว่างหุ้นเติบโตกับหุ้นวัฏจักร ถ้าเป็น Growth Stock ส่วนใหญ่รายได้จะเติบโตประมาณ 10% ขึ้นไป และลูกค้าจะหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการต่อเนื่องอย่างเช่นหุ้นกลุ่มค้าปลีก แต่ถ้าเป็น Cyclical Stock รายได้จะโตมากกว่านั้น แต่ลูกค้าใช้บริการครั้งเดียวแล้วหยุดเลยอย่างเช่นพวกบ้านจัดสรร ปีนี้อาจจะดีแต่ปีหน้าไม่รู้แล้ว การคาดเดายากกว่าแต่ก็เป็นโอกาสให้เรามองเห็นช่องที่จะลงทุนได้
"ทุกครั้งหลังวิกฤติธุรกิจยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาเสมอเพราะรัฐบาลจะเข้ามาอุ้มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกอย่างรถยนต์ตอนนี้เป็นปัจจัยที่ห้าไปแล้ว" หมอสื่อว่าถ้าเรารู้จักสังเกตจะได้กำไรจากวิกฤติอย่างมาก

โฟกัสหุ้น 4 ตัว แทงหนักตัวที่ชอบ
วิธีการเลือกหุ้นของหมอบำรุงจะเลือกแบบโฟกัสหุ้นเพียง 4 ตัว แต่ในพอร์ตจะแบ่งเงินไม่เท่ากันจะใช้วิธีจัดอันดับและใส่เงินในหุ้นที่ "ชอบที่สุด..มากที่สุด" โดยจะดูที่ปัจจัยพื้นฐานก่อนว่าทำธุรกิจอะไร มีข้อได้เปรียบอะไรบ้าง จุดแข็งคืออะไร วิเคราะห์ SWOT (จุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-อุปสรรค) ด้วย
หมอเลือกที่จะใช้เวลาในการวิเคราะห์ธุรกิจอย่างหนักในตอนแรกเพื่อที่จะสบายในตอนหลัง โดยเฉพาะงบการเงินจะบอกถึง “สุขภาพ” ของบริษัทนั้นๆ ได้ดีที่สุดว่าคนคนนั้นอ่อนแอหรือแข็งแรง เก่งหรือไม่เก่ง เหมือนกับการวินิจฉัยโรคตามแนวทางของแพทย์

ในงบการเงินสิ่งที่หมอย้ำให้ต้องอ่านอันดับแรกคือ "ความเห็นผู้สอบบัญชี" ว่ามีคอมเมนท์พิเศษที่ไม่ดีหรือเปล่า ถ้าเกินสามย่อหน้า (ตามมาตรฐานบัญชี) นี่ต้องระวังแล้ว
"ช่วงปีแรกๆ ผมไปซื้อหุ้นรอยเนท (ผู้บริหารแต่งบัญชี) เพราะดูแค่งบบรรทัดสุดท้ายกำไรสวยอย่างเดียวลืมดูความเห็นผู้สอบบัญชีที่บอกว่าไม่สามารถออกความเห็นได้ ปรากฏว่าจากนั้นขาดทุนมาตลอด"
ต่อมาคือการประเมิน "ผลกำไรในอนาคต" นักลงทุนควรให้ความสำคัญมากกว่าไปตามข่าวในห้องค้าอย่างเช่นจะแจกวอร์แรนท์ เพิ่มทุน ควบรวมกิจการ บางทีก็พิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าเราประเมินกำไรในอนาคตได้ยังไงก็ไม่ขาดทุน แต่ขอให้คิดแบบอนุรักษนิยมไว้บ้างอย่าคิดเข้าข้างตัวเองมากไป
ที่สำคัญที่สุดคือ "ราคา" หรือ "Valuation" ว่าถูกหรือไม่ ไม่มีประโยชน์ที่จะซื้อหุ้นแพงแม้ว่าจะดีแค่ไหนเพราะเราจะไม่ได้กำไรแถมอาจขาดทุนด้วย ตัวอย่างรถเบ็นซ์ใครก็รู้ว่าดีแต่มีคนมาขายให้เรา 20 ล้านบาท คงไม่มีใครซื้อเพราะสามารถไปซื้อป้ายแดงที่ราคา 3-4 ล้านบาทก็ได้ แต่ถ้าซื้อของถูกมาก่อนเราสามารถขายต่อให้แพงขึ้นได้ถ้าหุ้นนั้นดีจริง...บทสรุปคือเราต้องรู้มูลค่าที่แท้จริงของกิจการให้ได้ (ไม่จำเป็นต้องเหมือนนักวิเคราะห์)

เขาให้ข้อสังเกตว่าหุ้นแต่ละกลุ่มจะมีค่าพี/อี เรโชที่เหมาะสมต่างกัน หุ้นที่ "หาเช้ากินค่ำ" คือทำธุรกิจไปเรื่อยๆ ควรจะมีค่าพี/อี เรโชที่ 5-7 เท่า แต่หุ้นที่ "เติบโต" ควรมีมากกว่านั้น ส่วนในภาวะ "วิกฤติ" ค่าพี/อี เรโชที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 3-4 เท่าถึงจะน่าลงทุน
คุณหมอย้ำว่าหุ้นที่ราคายุติธรรมมักจะไม่ใช่หุ้นตัวใหญ่ที่พวกนักลงทุนสถาบันกับนักวิเคราะห์จับตามอง แบบนั้นจะหาราคาถูกๆ ยาก หุ้นที่ Under Value อาจจะอยู่แบบรอดหูรอดตาเสมอ แต่ต้องระวังหุ้นสภาพคล่องต่ำไว้ด้วย

"พวกนักวิเคราะห์กับสถาบันเขายกหูคุยกับคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.) ได้แต่รายย่อยอย่างเราทำไม่ได้อย่าคิดไปแข่งเลย แต่ขอให้ดูหุ้นที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสักวันละ 2-3 ล้านบาทขึ้นไปไม่งั้นเข้าออกลำบาก"
สัปดาห์หน้า..หมอบำรุงจะพาเราไปเจาะลึกถึง "เหตุ" และ "ผล" ในการตัดสินใจ "เลือกซื้อหุ้น" ที่ยกระดับให้เขาก้าวขึ้นเป็นนักลงทุนระดับ "ร้อยล้านบาท" จากหมอบ้านนอกสู่ "เซียนหุ้นวีไอ"

http://www.bangkokbiznews.com