วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ซูเปอร์สตาร์ 'ฮาร์วาร์ด'­ กับ ชีวิตที่พลิกผัน

ซูเปอร์สตาร์ 'ฮาร์วาร์ด'­ กับ ชีวิตที่พลิกผัน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม

เมื่อปี พ.ศ.2540 มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้รับนักศึกษาอเมริกันคนหนึ่ง เข้าเรียนในหลักสูตร MBA ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีชื่อเสียงลือลั่นไปทั่วโลก
เขาเป็นชายหนุ่มอเมริกันเชื้อชาติอินเดีย ผู้มีชื่อว่า ซาเมอร์ บาไร (Samir Barai)
ซาเมอร์ เป็นบุคคลพิเศษ และเป็นนักศึกษาที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง เหตุเพราะเขามีความพิการทางหูตั้งแต่กำเนิด โดยหูของเขาหนวกเกือบสนิท ความสามารถในการรับฟังหายไปถึง 96% แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเขาเอง และด้วยสังคมอเมริกันเปิดโอกาสให้แก่คนพิการ เขาจึงได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้โดยตลอด จนได้เข้าเรียนและสำเร็จระดับปริญญาตรีทางบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง คือมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

สำหรับการเรียนในหลักสูตรเอ็ม บี เอ ที่ฮาร์วาร์ด นั้น ใครๆ ก็ทราบว่านักศึกษาจะต้อง อภิปรายถกเถียงปัญหากันในชั้นเรียนอย่างหนัก และมีคะแนนการอภิปรายปัญหา สูงถึง 50% ดังนั้นการที่ซาเมอร์หูพิการ แล้วเขาจะเรียนได้อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นที่กังวลของฮาร์วาร์ด เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนเขาเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด นั้น ซาเมอร์ ได้เข้าทำการผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งช่วยให้เขาได้ยินเสียงเพิ่มขึ้นบ้าง และในห้องเรียน เขาก็พยายามทำความเข้าใจคำสอนของอาจารย์ รวมทั้งคำอภิปรายของเพื่อนๆ โดยดูการเคลื่อนไหวของริมฝีปาก และยังมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่งนั่งเคียงข้างเขา ตลอดเวลา เพื่อคอยอธิบายให้เขาเข้าใจอย่างถูกต้อง

เมื่อเป็นนักศึกษาพิการ และต้องต่อสู้ถึงเพียงนี้ ผู้คนและเพื่อนฝูงรอบข้าง จึงให้ความสนใจและเอาใจใส่เขาเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าเขาเป็น ซูเปอร์สตาร์ คนหนึ่งของรุ่น นั่นแหละ และอีกสองปีต่อมา ในปี พ.ศ.2542 ซาเมอร์ก็สำเร็จการศึกษา ได้รับปริญญาโท เอ็ม บี เอ จากฮาร์วาร์ด จึงกล่าวได้ว่า เขาเป็นสุดยอดของตัวอย่างการต่อสู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจ และจากนั้นเขาก็เติบโตอย่างต่อเนื่องในการทำงานจนได้ดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ ที่ซิตี้แบงก์ ก่อนที่จะลาออกมา ตั้งบริษัทจัดการลงทุนเป็นของตนเองที่นครนิวยอร์ก  โดยให้ชื่อว่า “Barai Capital”
 ชีวิตของซาเมอร์ เหมือนฝันที่เป็นจริง  และชีวิตของเขาก็น่าที่จะดำเนินต่อไปอย่างน่าประทับใจ ถ้าหากไม่เกิดเหตุพลิกผันเสียก่อน คือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554  หนุ่มใหญ่วัย 39 ปี ซาเมอร์ ซูเปอร์สตาร์ จากฮาร์วาร์ด ได้ถูกจับดำเนินคดี ที่นครนิวยอร์ก ในข้อหาลงทุนโดยใช้ข้อมูลภายใน

 ซาเมอร์ จึงเป็น ฮาร์วาร์ด เอ็มบีเอ คนล่าสุด ที่เข้าไปมีรายชื่อร่วมกับรุ่นพี่ ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ ฮาร์วาร์ด อีกจำนวนหนึ่ง ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาต่างๆ เช่น เจฟฟรี่ สกิลลิ่ง อดีตซีอีโอ ของเอนรอน บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ล่มสลายไปแล้ว เป็นต้น แต่ถ้าจะให้เป็นการยุติธรรม กับฮาร์วาร์ดแล้ว ผมก็ต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ ด้วยว่า ซูเปอร์สตาร์ เอ็มบีเอ จากสถาบันอื่นที่โด่งดัง เช่น  Kellogg หรือ Wharton ฯลฯ ก็มีผู้ถูกจับดำเนินคดีเพราะทุจริตต่อหน้าที่ มาแล้ว เช่นกัน

 คนเราเวลาเก่งมากๆ ถ้าหากนำความเก่งไปใช้ในทางที่ผิด ก็นับว่าเป็นอันตราย และสร้างความเสียหายต่อสังคมได้มาก เรื่องราวของ ซูเปอร์สตาร์เหล่านี้ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ดังนั้น มหาวิทยาลัยที่สอนวิชาบริหารธุรกิจจึงมีความวิตกกังวลกันอย่างยิ่งว่า ทำอย่างไร จึงจะสอนคนให้ออกมาเป็นนักบริหารที่ทั้งเก่ง และดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักสูตรที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง ฮาร์วาร์ด เคลล็อก วาร์ตัน สแตนฟอร์ด ฯลฯ ซึ่งรับนักศึกษาที่ “เก่งมากๆ” จากทั่วโลก ก็ถูกจับตามองว่าสถาบันเหล่านี้ จะเผชิญกับความท้าทายนี้ อย่างไร

 วิชาจริยธรรมธุรกิจ กลายเป็นวิชาหลัก ซึ่งทุกสถาบัน ต่างบรรจุไว้ในหลักสูตร แต่ก็ไม่มีใครคาดหวังได้ว่าจะได้ผลเต็มที่ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทุกสังคม ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ปะปนกันไป ดังนั้น เมื่อมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเข้าเรียน ปีละเป็นพันคน จึงไม่น่าประหลาดใจอะไร ถ้าหากจะมีสักคนหรือสองคน ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
 เดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ เป็นช่วงเวลาที่ มหาวิทยาลัยระดับสุดยอด เอ็มบีเอ ของอเมริกา ประกาศรายชื่อผู้ที่ ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็น นักศึกษาใหม่ จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ลุ้น” ของผู้สมัครจากทั่วโลก (ซึ่งทุกคนต่างมีคะแนนการเรียนและการสอบที่ สูงมากๆ ทั้งนั้น) สำหรับคนที่ผ่านเข้าไปในรอบสอบสัมภาษณ์ ก็ดีใจกันทั่วหน้า แต่เมื่อผลการสอบสัมภาษณ์ ออกมา ปรากฏเป็นข่าวว่า ผู้สมัครซึ่งมีคะแนนสอบข้อเขียนดี และมีประสบการณ์ รวมทั้งผลการทำงาน ในระดับสุดยอด จากบริษัทลงทุน และ บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่วอลล์สตรีท นั้น ฮาร์วาร์ด รับเข้าเรียนในสัดส่วนที่น้อยกว่าปีก่อนๆ ค่อนข้างมาก กล่าวคือมีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติระดับซูเปอร์สตาร์ ที่ได้รับจดหมายปฏิเสธ หรือ แจ้งว่ารับเป็นตัวสำรอง เท่านั้น จำนวนสูงขึ้นอย่างชัดเจน นับว่าเป็นที่ฮือฮากันในวงการทีเดียว และต่างถามกันให้แซดว่า ฮาร์วาร์ด กำลังคิดอะไรอยู่?

ผู้เชี่ยวชาญหลายคน คาดว่าคงเป็นเพราะ ฮาร์วาร์ด เพิ่งจะได้คณบดีคนใหม่ ซึ่งเน้นย้ำในเรื่องจริยธรรมธุรกิจ และมีนโยบายส่งเสริมให้มีนักบริหารเก่งๆ เพิ่มมากขึ้นในวงการอื่นๆ นอกเหนือจาก วอลล์สตรีท เช่น ในวงการสุขภาพ หรือ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือองค์กรพัฒนาสังคม และสถาบันทหาร เป็นต้น ดังนั้นปีนี้ จึงเริ่มเห็น การรับนักศึกษาที่มาจากบริษัทลงทุน หรือบริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่ มีสัดส่วนน้อยลงจากเดิม

 การที่ซูเปอร์สตาร์ ประพฤติผิดนั้น ผมว่าเราจะไปโทษสถาบันการศึกษาเสียทั้งหมด ก็คงไม่ได้ เพราะนักศึกษา เข้าไปใช้ชีวิตที่นั่นเพียงสองปีเท่านั้น ต่อให้มีอาจารย์ระดับโลกสักกี่คน ก็คงไม่สามารถขัดเกลา พวกเขาให้เป็นคนดี ได้ทุกคน นอกจากนั้นทุกวงการ ก็ย่อมมีคนไม่ดี แทรกอยู่เสมอ ดังนั้น ซาเมอร์ จึงเป็นเพียงซูเปอร์สตาร์ อีกคนหนึ่ง ที่ผ่านมา และ ก็จะผ่านไป เพื่อรอวันเวลาที่ ซูเปอร์สตาร์ คนใหม่ ที่จะตกเป็นข่าวในทำนองเดียวกันอีก เท่านั้น

 ก่อนจบ ก็อยากจะบอกคุณผู้อ่านไว้อีกสักนิดว่า ความจริงแล้ว นอกจาก ฮาร์วาร์ด จะมี เอ็ม บี เอ ซูเปอร์สตาร์ ที่ชีวิตพลิกผันจนถูกจับดำเนินคดี อย่าง เจฟ สกิลลิ่ง หรือ ซาเมอร์ บาร์ไร แล้ว ฮาร์วาร์ด ก็ยังเคยมีนักศึกษาอีกสองคน ซึ่งเป็นนักศึกษาที่มีปัญหา ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ จนทำให้เรียนไม่สำเร็จ ต้องลาออกจากฮาร์วาร์ด กลางคัน เป็นพวก “ดร็อปเอาท์” นั่นแหละครับ
คนแรกมีชื่อว่า บิล เกตส์  และอีกคนชื่อ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

เห็นชื่อแล้ว ใครอยากเป็นนักศึกษาฮาร์วาร์ด ที่เรียนไม่จบ บ้างครับ

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558


The Regent Chalet Cha-Am
เดอะ รีเจ้นท์ ชาเล่ต์ รีเจ้นท์ บีช ชะอำ 

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

พลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้น ความลับของบัฟเฟท

พลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้น

ความลับของบัฟเฟทผมได้อ่านบทความของบัฟเฟทแล้ว มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การลงทุนแบบ Passive investor ที่เราเข้าใจว่าจะทำให้เรารวยเป็นเศรษฐีเหมือนเต่านั้น แท้ที่จริงแล้ว ยิ่งหยุดนิ่ง ยิ่งก้าวหน้ารวดเร็วมากยิ่งขึ้นเพราะทุกย่างก้าวที่เราลงทุนแบบหยุดนิ่งนั้น กลับมีพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ ที่ผลักดันให้ผลตอบแทนของเราก้าวกระโดดผลตอบแทนที่มากนั้น มาจากพลังของอัตราดอกเบี้ยทบต้นนั้นเองด้วยความเชื่อในพลังของดอกเบี้ยทบต้นนี้เองที่เป็นเคล็ดลับที่สำคัญที่ทำให้บัฟเฟทให้ความสำคัญในการคัดเลือกหุ้นที่มีการบริหารผลตอบแทนการลงทุนให้กับผุ้ถือหุ้นโดยเฉลี่ยที่สูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนทางเลือกอื่น ๆ บัฟเฟทให้ความสำคัญของผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นพลังที่ซ่อนเร้นในการขับเคลื่อนผลตอบแทนเพียงแต่พลังงานซ่อนเร้นนั้นต้องไม่ตก และอาศัยเงินปันผลจากการลงทุนในแต่ละปีที่สมทบเข้าไปเพิ่มอีกในแต่ละปี หรือพลังดอกเบี้ยทบต้น รวมกับพลังของอัตราผลตอบแทนในแต่ละปีที่บริษัททำได้เรามาดูกันว่า หากเราสามารถคัดเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทน ROE สุดยอด กล่าวคือ สามารถให้ผลตอบแทนสูงประมาณ 25% โดยเฉลี่ยในช่วง 30 ปี อะไรจะเกิดขึ้น หากเราค้นพบขุมทรัพย์ของหุ้นดังกล่าว และหลับไป 30 ปี แล้วตื่นขึ้นมาเมื่อครบ 30 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องสนใจกับการซื้อขายในแต่ละวัน แต่ละเดือน หรือแต่ละปีครับจากเครื่องคำนวณhttp://www.moneychimp.com/articles/valuation/stockvalue.htmเพียงคุณกดเครื่องคำนวณใน website นี้ แล้ว ใส่ข้อมูลตามข้างล่างนี้Current Principal: $ 1,000,000Annual Addition: $ 0Years to Grow: 30Growth Rate: % 25แล้วกดคำนวณดูครับFuture Value: $ 807,793,566.95จะเห็นตัวเลขที่มหัศจรรย์ 1 ตัวขึ้นมาก็คือ คุณจะตกใจทันทีเหมือนถูกล้อตเตอรี่รางวัลยิ่งใหญ่ในชีวิต คือจะรวยเป็นเศรษฐีทันทีจากเงินเริ่มต้นเพียง 1 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนรวมกับเงินต้น ณ ปีที่ 30 จะอยู่ที่ 807 ล้านบาทครับ ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมครับ อยู่นิ่ง ๆ แต่กลับเพิ่มผลตอบแทนที่สูงมาก ๆ เพียงแต่เราต้องสามารถเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสม่ำเสมอในแต่ละปีโดยเฉลี่ยให้ได้ปีละไม่น้อยกว่า 25% ครับดังนั้น เมื่อเราสามารถเลือกหุ้นที่สุดยอดได้แล้ว ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนเริ่มแรกของเราในแต่ละปีได้ปีละ 25% ครับเพียงอดทนและปล่อยให้ผลการดำเนินงานในแต่ละปีของบริษัที่เราลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ ในไม่ช้า เต่าที่ก้าวช้า ๆ ก็จะก้าวใหญ่ขึ้น เป็นก้าวแบบไดโนเสาร์ไม่รู้ตัวเลยครับลองไปกดเครื่องคำนวณดูนะครับดังนั้น ก้าวย่างช้า ๆ มั่นคง คัดเลือกหุ้นที่สุดยอดที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของการลงทุนทั่วไป และใช้จังหวะการเข้าซื้อในราคาที่ต่ำ เมื่อมีเหตุการณ์บางเหตุการณ์ระยะสั้นเข้ามามีผลกระทบกับหุ้นสุดยอดของเรา เมื่อซื้อได้แล้ว ก็เหมือนกันเราได้กำหนดผลตอบแทนได้เริ่มแรกแล้วครับต่อจากนั้น ก็เฝ้าดุการบริหารผลตอบแทนของการลงทุนของหุ้นที่เราเลือกแล้วว่าเป็นหุ้นสุดยอดของเรา เพื่อดุว่า ผลตอบแทน ROE นั้นยังทำได้ดีและยั่งยืนหรือไม่ในระยะยาวครับเลือกยากตอนแรก แต่ง่ายตอนหลังคือ อยู่นิ่ง ๆ ไม่ว่าภาวะของหุ้นจะผันผวนอย่างไรก็ตามครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=shareidea&month=09-2007&date=18&group=2&gblog=4

อัตราดอกเบี้ยทบต้น

ออมเพิ่มค่า ด้วยอัตราดอกเบี้ยทบต้น
โดย : เมธา ปิงสุทธิวงศ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

หากเราลงทุนจำนวน 1 บาท ในทุกๆ ปี ผลตอบแทน 10% ต่อปี ระยะเวลาลงทุน 20 ปี เงินลงทุนของเราในปีที่ 20 จะมีมูลค่าสูงถึง 57.28 บาทหรือ 57.28 เท่า

ช่วงนี้ผมเชื่อว่าผู้ออมเงินหลายคนคงต้องเหนื่อยกับการศึกษาถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ทั้งเงินฝากและกองทุน ที่ตอนนี้สถาบันการเงินต่าง ๆ ได้นำเสนอกันมากมายในตลาด เพื่อเปรียบเทียบถึงผลตอบแทนว่าผลิตภัณฑ์ของสถาบันการเงินใดจะให้ผลตอบแทนที่อัตราดีกว่ากัน แต่จริง ๆ แล้วยังมีวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ออมเงินสามารถได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มพูนอย่างน่าอัศจรรย์จากเงินฝากหรือเงินที่ลงทุนไว้

โดยในฉบับนี้ผมจะมาสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” ซึ่งเดิมทีถ้าใครได้ยินคำว่า “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” แล้ว ก็มักจะนึกไปถึงเรื่องในแง่ร้าย คือ เงินกู้ที่หากชำระล่าช้าแล้วจะถูกคิด “ดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอก” ซึ่งก็สร้างความรู้สึกว่าหากถูกคิดอัตราดอกเบี้ยทบต้นทบดอกแล้วจำนวนเงินที่จะต้องชำระจะมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

แต่หลายคนลืมมองกลับด้านว่าถ้าหากเป็นมุมของการออมเงินด้วยการฝากเงินหรือการลงทุนอื่นๆ ที่มีระยะยาว หรือ การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ตามที่ผมได้กล่าวไว้ในฉบับที่ผ่านมาแล้ว คำว่า “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างไรบ้าง และผมเชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยคำนวณว่าจริงๆ แล้ว การลงทุนกับเงินก้อนหนึ่ง แล้วสมมุติว่าได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปี และอีก 20 ปีข้างหน้าผลตอบแทนจากเงินก้อนนั้นจะเป็นเท่าไหร่

ทั้งนี้การที่เราเริ่มต้นออมหรือลงทุน ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนต่อปี โดยไม่ถอนออกมาหรือหากครบกำหนดก็มีการลงทุนต่อในจำนวนเงินที่ได้รับทั้งจำนวน (เงินต้น+ดอกเบี้ย) ซึ่งจะทำให้เราจะมีผลตอบแทนที่ทบกับผลตอบแทนเดิมไปเรื่อยๆ และผลตอบแทนที่ได้รับก็ย่อมจะสูงขึ้นตามไปด้วยครับ ซึ่งนั่นก็คือหลักของ “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” นั่นเอง เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ

โดยผมจะยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่า “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” มีความน่าสนใจและจะสร้างความมั่งคั่งทางการเงินอย่างไร..ดังนี้ครับ

หากเรานำเงินมาลงทุน จำนวน 1 บาท ครั้งเดียว โดยได้รับผลตอบแทนอยู่ที่ 10% ต่อปี ระยะเวลาลงทุนอยู่ที่ 20 ปี เงินลงทุน 1 บาทของเราจะมีมูลค่าในปีที่ 20 เพิ่มเป็น 6.73 บาท หรือคิดเป็น 6 เท่า เกือบ 7 เท่า เลยครับ แต่หากผลตอบแทนที่เรากำหนดไว้อยู่ที่ 15% ต่อปี ระยะเวลาลงทุน 20 ปี เงินลงทุนของเรามีมูลค่าสูงถึง 16.37 บาท หรือ 16.37 เท่าครับ

แต่หากเราลงทุนจำนวน 1 บาท ในทุก ๆ ปี ผลตอบแทน 10% ต่อปี ระยะเวลาลงทุน 20 ปี เงินลงทุนของเราในปีที่ 20 จะมีมูลค่าสูงถึง 57.28 บาท หรือ 57.28 เท่าเลยครับ ดังนั้นการลงทุนยิ่งถี่ยิ่งดีครับ เพราะผลตอบแทนที่จะได้ก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ผลตอบแทนที่เราจะได้รับจะโตมากขึ้นเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับ 1. เงินลงทุนเริ่มต้น 2. อัตราผลตอบแทน และ 3. ระยะเวลาที่ลงทุนครับ

ในอีกมุมหนึ่งหากเราเลือกที่จะฝากเงินกับสถาบันการเงิน โดยเลือกระยะเวลาฝากยาว 20 ปี อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจะอยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี ซึ่งหากฝากเงิน 1 บาทในปีที่ 20 ผลตอบแทนที่ได้จะเท่ากับ 1.81 บาท ซึ่งมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากกับการเลือกลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะให้ผลตอบแทนมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในการออมหรือการลงทุนนั้น จะต้องคำนึงถึงเรื่องของผลตอบแทนที่จะต้องมีอัตราที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อด้วยนะครับ ซึ่งโดยทั่วไปอัตราเงินเฟ้อระยะยาวจะอยู่ที่ 3% ต่อปี ซึ่งหมายความว่า ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้น ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะมีการแพงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ และหากเราเลือกลงทุนในส่วนที่ให้อัตราผลตอบแทนเท่ากับเงินเฟ้อหรือสูงกว่าเล็กน้อย ก็แสดงว่าการดำเนินชีวิตของเราจะยังอยู่ในระดับเดิม

แต่หากต้องการให้การดำเนินชีวิตของเราดีขึ้น ก็ต้องเลือกการออมหรือการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ชนะอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในส่วนเงินฝากนั้นอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินนำเสนอก็มักจะกำหนดไว้ให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่แล้ว แต่จะสูงกว่าเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงไว้บ้างครับ เพราะผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นจะมีอัตราที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อค่อนข้างมาก อาทิ เช่น การลงทุนในหุ้นทุน กองทุนหุ้นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกองทุนทอง เป็นต้น แต่อย่าลืมคำนึงถึงเงินที่เราเอามาลงทุนด้วยนะครับว่าจะต้องไม่เป็นภาระกับการดำเนินชีวิตในอนาคต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งอาจจะกระทบต่อเงินต้นที่เราลงทุนได้

สรุปแล้วเรื่องของ “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับสำหรับการลงทุน ดังนั้นอยากให้คำนึงถึงเรื่องนี้ให้มาก และให้น้ำหนักกับการลงทุนในระยะยาว เพื่อผลตอบแทนที่จะเพิ่มพูนอย่างน่าอัศจรรย์ในอนาคตครับ
หากท่านใดมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินของตนเอง สามารถส่งคำถามของท่านมาได้ที่ pr.tisco@gmail.com พบกันใหม่ตอนต่อไปครับ

http://www.bangkokbiznews.com/

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

'นพ.บำรุง ศรีงาน' จาก 'หมอบ้านนอก' สู่ 'เซียนหุ้น VI'

'นพ.บำรุง ศรีงาน' จาก 'หมอบ้านนอก' สู่ 'เซียนหุ้น VI'
เปิดใจ 'หมอสามัญชน' ประธานชมรมไทยวีไอดอทคอม จากเงินก้อนแรก 1.4ลบ. ผ่านไป 9ปี พอร์ตหุ้นทะยานแตะระดับ 'ร้อยล้าน' เขาทำได้ คุณก็ทำได้

ใครๆ ก็ยากรวยจากตลาดหุ้น แต่ใช่ว่าใครๆ ก็รวยได้ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มต้นคิดถึงอนาคตในวันข้างหน้าของ "ครอบครัวศรีงาน" เขาตัดสินใจนำเงินเก็บก้อนเล็กๆ ที่ทำงานรับใช้คนไข้มาตลอด 7 ปี รวมกับเงินกู้สหกรณ์อีกก้อนหนึ่ง เริ่มเพาะต้นกล้าการลงทุนตามแนวทางแวลูอินเวสเตอร์โดยมีอนาคตลูกน้อยอีก 3 ชีวิตเป็นเดิมพัน

เวลาผ่านไป 9 ปี มหัศจรรย์ของการลงทุนแบบ "ทบต้น" และการทุ่มเทค้นหาเส้นทางแห่งความสำเร็จ ทำให้หมอบ้านนอกประกาศอิสรภาพทางการเงิน เป็น "นาย" ของเงินนับ "ร้อยล้านบาท" ในปัจจุบัน และใช้เงิน "ทำงาน" ราวกับเครื่องจักรอันทรงพลัง ทั้งยังแบ่งปันความรู้จนเป็นที่นับถือของพี่น้องชาวไทยวีไอดอทคอม ในฐานะ.."พี่หมอสามัญชน"

กลุ่มนักลงทุน "ไทยวีไอ" ที่ก่อตั้งโดยแกนนำอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ธันวา เลาหศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ฯลฯ เป็นผู้นำแนวคิดของปรมาจารย์การลงทุนหุ้นคุณค่าระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เบนจามิน เกรแฮม ปีเตอร์ ลินช์ มาปรับใช้กับการลงทุนแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัว จนเกิดนักลงทุนทางเลือกที่เลือกเดินบนเส้นทางสายนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจุบัน นพ.บำรุง ศรีงาน เป็นประธานชมรม "ไทยวีไอ" ที่หันเหชีวิตมาเป็นนักลงทุนเต็มเวลา ส่วนตัวเขาเริ่มไต่ระดับพอร์ตหุ้นจากหลัก "ล้านบาท" สู่ระดับ "ร้อยล้านบาท" จากการเข้าลงทุนในหุ้นโรงพยาบาลรามคำแหง (RAM) โรงพยาบาลไทยนครินทร์ (TNH) ไอที ซิตี้ (IT) ผาแดงอินดัสทรี (PDI) เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) และไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) บางตัวมีกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีนัดพูดคุยกับคุณหมอสามัญชนที่โครงการบ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านดอนเมือง คุณหมอนักลงทุน เปิดฉากชีวิตก่อนจะมาถึงจุดนี้ให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ แม้จะมีรายได้ค่อนข้างดีกว่าอาชีพอื่นแต่เริ่มมีความคิดว่าอายุเราก็เพิ่มขึ้น ความสามารถในการทำงานย่อมลดลง แต่ภาระค่าใช้จ่ายเริ่มมากขึ้นเพราะลูกทั้งสามคนโตขึ้นทุกวัน จึงตัดสินใจมองหาอาชีพเสริมตอนนั้นคิดจะเปิดร้านเซเว่นอีเลฟเว่น
"แต่หลังจากไปฟังสรุปข้อมูลจากทางบริษัทคิดว่าไม่คุ้มค่าเพราะต้องลงไปบริหารร้านเองด้วย ต่อมามีโอกาสได้อ่านหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ของโรเบิร์ต คิโยซากิ จับใจความสำคัญได้ว่าเราสามารถใช้เงินให้ทำงานได้ จึงเริ่มวางแผนที่จะนำเงินเก็บที่มีอยู่ 400,000-500,000 บาท จากการทำงานมาตลอด 7 ปี บวกกับกู้เงินสหกรณ์อีก 1,000,000 บาทนำไปลงทุน โดยไม่คิดฝากเงินในธนาคารเพราะตอนนั้น (ช่วงปี 2545) ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 1% ต่ำมาก"

ตอนนั้นในหัวคุณหมอคิดถึงทฤษฎีของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่พูดถึงสิ่งมหัศจรรย์ "อันดับแปด" ของโลกนั่นคือ “ดอกเบี้ยทบต้น” ถ้าเราสามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10% ทุกปี ตลอดระยะเวลา 20-30 ปีต่อเนื่อง ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ
"จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังได้เห็นโฆษณาขายหุ้นไอพีโอ ปตท. (PTT) แล้วเขาชูเรื่องจ่ายเงินปันผล 7% เยอะกว่าฝากเงินมากเลยตัดสินใจเปิดพอร์ตเดี๋ยวนั้นเลยกับ บล.เกียรตินาคิน"
ก้าวแรกในการลงทุนของคุณหมอยังไม่ประสบความสำเร็จเพราะขาดประสบการณ์และความรู้ยังไม่แน่น เริ่มซื้อหุ้นชุดแรก เช่น ซีเฟรชอินดัสตรี (CFRESH) เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ลานนารีซอร์สเซส (LANNA) ผ่านไปประมาณครึ่งปีขาดทุนไป 400,000 บาท
"เหตุผลที่ซื้อหุ้นตอนนั้นเพราะโบรกเกอร์บอกว่าหุ้นกลุ่มเกษตรจ่ายปันผลดีกว่า ปตท. มาขาดทุนหุ้น CFRESHเพราะดูงบการเงินในอดีตและปัจจุบันมันดี แต่ลืมดูแนวโน้มในอนาคต (จากที่คิดว่าถูกก็เลยกลายเป็นแพง)"

เมื่อไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมจนได้มาอ่านหนังสือ "ตีแตก" ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร มาช่วยเติมเต็มความรู้ สิ่งที่ได้เรียนรู้มากขึ้นจากหนังสือตีแตกสิ่งที่ ดร.นิเวศน์ ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเป็น "เจ้าของกิจการ" กับการเป็น "นักลงทุน"
ข้อดีของการเป็นนักลงทุนคือเราสามารถเลือกซื้อหุ้นในช่วงเวลาที่ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงได้รวมถึงสามารถเลือกขายออกไปในราคาที่มากกว่ามูลค่าทางบัญชีได้ด้วย แต่ถ้าเป็นเจ้าของหุ้นก็ต้องกอดหุ้นตัวนั้นไปตลอดไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือไม่ดี

นอกจากนี้ เราสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจระดับประเทศได้โดยที่ไม่ต้องลงไปสร้างเองกับมือ คนทั่วไปคงไม่มีเงินเป็นร้อยล้าน เป็นพันล้าน หรือหมื่นล้าน
"ผมเป็นข้าราชการกินเงินเดือน คงไม่มีเงินไปลงทุนธุรกิจใหญ่เองได้ แต่การเป็นนักลงทุนทุกอย่างเปิดโอกาสให้เราได้หมด หนังสือตีแตกยังสอนให้รู้จักการอ่านงบการเงินอย่างถูกต้องด้วย"
ปีที่สองของการลงทุน...กำไรเกือบ 3 ล้าน

พอในปี 2546 หมอบ้านนอกได้ค้นพบหนทางแห่งความร่ำรวยจากการใช้เงินทำงานตามแนวคิดของโรเบิร์ต คิโยซากิ และตีแตกแบบ ดร.นิเวศน์
ปีที่สองของการลงทุน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เริ่มปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 323 จุด (ปี 2545) ทะยานขึ้นไป 802 จุด (ปี 2546) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังท็อปฟอร์ม พอร์ตของ นพ.บำรุง ก็โตขึ้นมากกว่า 100% ด้วย ปีนั้นสามารถทำกำไรได้เกือบๆ 3,000,000 บาท แต่ปีถัดไปพอร์ตกลับมา "ติดลบ" อีกครั้ง หลังในปี 2547 ดัชนีดิ่งลงมาต่ำสุด 576 จุด เพราะปีก่อนขึ้นไปมากเกินไป รู้ซึ้งสัจธรรมตลาดหุ้นมีขึ้น-มีลง ขึ้นมากได้ก็ลงมากได้เช่นกัน และไม่มีหุ้นอะไรที่ดีตลอดไป
คุณหมอบอกว่า สาเหตุที่ได้กำไรในปี 2546 มาก มาจากภาพรวมดัชนีที่ปรับตัวขึ้นไปมาก แท้จริงแล้วไม่ได้มาจากความรู้ที่แท้จริง ทำให้ต้องเริ่มต้นหาแนวทางการลงทุนของตัวเองใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้ขาดทุนอีก

จุดเปลี่ยนในฐานะแวลูอินเวสเตอร์อย่างเต็มตัวเกิดขึ้นจากการที่คุณหมอเริ่มเข้าไปพูดคุยในเว็บบอร์ด “ไทยวีไอดอทคอม” เป็นจุดหักเหทำให้เกิดการพัฒนาแนวคิดการลงทุนเชิงบูรณาการมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดกับเพื่อนนักลงทุน "รู้เขา-รู้เรา" ไม่ได้คิดเองคนเดียว จนถึงปีที่ห้าของการลงทุนเริ่มกลับมาได้กำไรประมาณ 20-30%
ถึงตรงนี้หมอบำรุงเริ่มอธิบายสไตล์การลงทุนของตัวเองให้ฟังว่าคล้ายๆ แต่ไม่เหมือนกับแนวทางของ ดร.นิเวศน์ที่ยึดหลักของวอร์เรน บัฟเฟตต์ คือค้นหา "หุ้นสุดยอด" (Great Stock) ที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนและอยู่กับมันให้นานที่สุด แต่วิธีการของหมอบำรุงจะค่อนไปทาง ปีเตอร์ ลินช์ และแนวทางของ เบนจามิน เกรแฮม ต้นตำรับการลงทุนแนววีไอ

ปีเตอร์ ลินช์ +เกรแฮม = หมอบำรุง
นพ.บำรุง บอกว่าถ้าเป็นแนวคิดของเบนจามิน เกรแฮม จะค้นหาหุ้นที่มีทรัพย์สินมากแต่ราคาถูก แต่ของปีเตอร์ ลินช์ จะเน้นลงทุนหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) หุ้นเติบโต (Growth Stock) และหุ้นเทิร์นอะราวด์ (Turnaround) ในประเทศไทยหาหุ้นแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่มีศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนยาก และส่วนตัวมองธุรกิจกลุ่มนี้ได้ไม่ค่อยทะลุปรุโปร่ง (เหมือน ดร.นิเวศน์) จึงเดินตามแนวทางที่ "ใช่" กับตัวเองมากกว่า

แม้แวลูอินเวสเตอร์ในประเทศไทยจะมีหลายแขนง (วอร์เรน บัฟเฟตต์, ปีเตอร์ ลินช์, จอห์น เนฟฟ์, ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ฯลฯ) แต่แก่นของแนวคิดนี้มีอยู่ข้อเดียวคือ ราคาต้อง Under Value เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้า ในแง่ราคาหุ้นจะต้องมีค่าพี/อี เรโช ต่ำ ยิ่งต่ำมากระดับเลขตัวเดียวหรือถ้าอยู่ที่ 3-4 เท่าได้จะดีมาก ข้อระวังคือต่อให้ราคาถูกมากแต่ไม่สามารถประเมินกำไรในอนาคตได้อย่างนี้ก็ "ไม่ควรซื้อ"

ถ้าเป็นหุ้นเติบโตค่อนข้างดูง่ายเพราะสามารถอ่านจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ได้และดูแนวโน้มของอุตสาหกรรมนั้นๆ ประกอบกันก็พอมองออก ที่ต้องระวังคือความเห็นของผู้บริหารควรต้องมีความเป็นไปได้คู่กับงบการเงินที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป็นหุ้นเทิร์นอะราวด์จะดูยากที่สุด ขอให้โฟกัสไปที่ผู้บริหารเป็นหลักว่ามีความสามารถในการบริหารเพียงใด ถ้าย้อนไปดูสาเหตุที่บริษัทตกต่ำแล้ววิเคราะห์ให้ได้ว่าเขาจะสามารถนำธุรกิจกลับมาได้หรือไม่

ส่วนหุ้นวัฏจักรส่วนมากจะเป็นธุรกิจเดิมๆ อย่างเช่นธุรกิจเกษตรซึ่งมีวงจรสั้นที่สุด ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นระยะกลาง ส่วนตัวจะชอบหุ้นที่มีวัฏจักรระยะยาว 10 ปี และจะเลือกซื้อตอนที่ธุรกิจอยู่ในช่วงสุดท้ายของ "ขาลง" และถ้ากลับมาเป็น "ขาขึ้น" ได้จริง ผลตอบแทนจะสูงมาก

ข้อแตกต่างระหว่างหุ้นเติบโตกับหุ้นวัฏจักร ถ้าเป็น Growth Stock ส่วนใหญ่รายได้จะเติบโตประมาณ 10% ขึ้นไป และลูกค้าจะหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการต่อเนื่องอย่างเช่นหุ้นกลุ่มค้าปลีก แต่ถ้าเป็น Cyclical Stock รายได้จะโตมากกว่านั้น แต่ลูกค้าใช้บริการครั้งเดียวแล้วหยุดเลยอย่างเช่นพวกบ้านจัดสรร ปีนี้อาจจะดีแต่ปีหน้าไม่รู้แล้ว การคาดเดายากกว่าแต่ก็เป็นโอกาสให้เรามองเห็นช่องที่จะลงทุนได้
"ทุกครั้งหลังวิกฤติธุรกิจยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาเสมอเพราะรัฐบาลจะเข้ามาอุ้มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกอย่างรถยนต์ตอนนี้เป็นปัจจัยที่ห้าไปแล้ว" หมอสื่อว่าถ้าเรารู้จักสังเกตจะได้กำไรจากวิกฤติอย่างมาก

โฟกัสหุ้น 4 ตัว แทงหนักตัวที่ชอบ
วิธีการเลือกหุ้นของหมอบำรุงจะเลือกแบบโฟกัสหุ้นเพียง 4 ตัว แต่ในพอร์ตจะแบ่งเงินไม่เท่ากันจะใช้วิธีจัดอันดับและใส่เงินในหุ้นที่ "ชอบที่สุด..มากที่สุด" โดยจะดูที่ปัจจัยพื้นฐานก่อนว่าทำธุรกิจอะไร มีข้อได้เปรียบอะไรบ้าง จุดแข็งคืออะไร วิเคราะห์ SWOT (จุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-อุปสรรค) ด้วย
หมอเลือกที่จะใช้เวลาในการวิเคราะห์ธุรกิจอย่างหนักในตอนแรกเพื่อที่จะสบายในตอนหลัง โดยเฉพาะงบการเงินจะบอกถึง “สุขภาพ” ของบริษัทนั้นๆ ได้ดีที่สุดว่าคนคนนั้นอ่อนแอหรือแข็งแรง เก่งหรือไม่เก่ง เหมือนกับการวินิจฉัยโรคตามแนวทางของแพทย์

ในงบการเงินสิ่งที่หมอย้ำให้ต้องอ่านอันดับแรกคือ "ความเห็นผู้สอบบัญชี" ว่ามีคอมเมนท์พิเศษที่ไม่ดีหรือเปล่า ถ้าเกินสามย่อหน้า (ตามมาตรฐานบัญชี) นี่ต้องระวังแล้ว
"ช่วงปีแรกๆ ผมไปซื้อหุ้นรอยเนท (ผู้บริหารแต่งบัญชี) เพราะดูแค่งบบรรทัดสุดท้ายกำไรสวยอย่างเดียวลืมดูความเห็นผู้สอบบัญชีที่บอกว่าไม่สามารถออกความเห็นได้ ปรากฏว่าจากนั้นขาดทุนมาตลอด"
ต่อมาคือการประเมิน "ผลกำไรในอนาคต" นักลงทุนควรให้ความสำคัญมากกว่าไปตามข่าวในห้องค้าอย่างเช่นจะแจกวอร์แรนท์ เพิ่มทุน ควบรวมกิจการ บางทีก็พิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าเราประเมินกำไรในอนาคตได้ยังไงก็ไม่ขาดทุน แต่ขอให้คิดแบบอนุรักษนิยมไว้บ้างอย่าคิดเข้าข้างตัวเองมากไป
ที่สำคัญที่สุดคือ "ราคา" หรือ "Valuation" ว่าถูกหรือไม่ ไม่มีประโยชน์ที่จะซื้อหุ้นแพงแม้ว่าจะดีแค่ไหนเพราะเราจะไม่ได้กำไรแถมอาจขาดทุนด้วย ตัวอย่างรถเบ็นซ์ใครก็รู้ว่าดีแต่มีคนมาขายให้เรา 20 ล้านบาท คงไม่มีใครซื้อเพราะสามารถไปซื้อป้ายแดงที่ราคา 3-4 ล้านบาทก็ได้ แต่ถ้าซื้อของถูกมาก่อนเราสามารถขายต่อให้แพงขึ้นได้ถ้าหุ้นนั้นดีจริง...บทสรุปคือเราต้องรู้มูลค่าที่แท้จริงของกิจการให้ได้ (ไม่จำเป็นต้องเหมือนนักวิเคราะห์)

เขาให้ข้อสังเกตว่าหุ้นแต่ละกลุ่มจะมีค่าพี/อี เรโชที่เหมาะสมต่างกัน หุ้นที่ "หาเช้ากินค่ำ" คือทำธุรกิจไปเรื่อยๆ ควรจะมีค่าพี/อี เรโชที่ 5-7 เท่า แต่หุ้นที่ "เติบโต" ควรมีมากกว่านั้น ส่วนในภาวะ "วิกฤติ" ค่าพี/อี เรโชที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 3-4 เท่าถึงจะน่าลงทุน
คุณหมอย้ำว่าหุ้นที่ราคายุติธรรมมักจะไม่ใช่หุ้นตัวใหญ่ที่พวกนักลงทุนสถาบันกับนักวิเคราะห์จับตามอง แบบนั้นจะหาราคาถูกๆ ยาก หุ้นที่ Under Value อาจจะอยู่แบบรอดหูรอดตาเสมอ แต่ต้องระวังหุ้นสภาพคล่องต่ำไว้ด้วย

"พวกนักวิเคราะห์กับสถาบันเขายกหูคุยกับคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.) ได้แต่รายย่อยอย่างเราทำไม่ได้อย่าคิดไปแข่งเลย แต่ขอให้ดูหุ้นที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสักวันละ 2-3 ล้านบาทขึ้นไปไม่งั้นเข้าออกลำบาก"
สัปดาห์หน้า..หมอบำรุงจะพาเราไปเจาะลึกถึง "เหตุ" และ "ผล" ในการตัดสินใจ "เลือกซื้อหุ้น" ที่ยกระดับให้เขาก้าวขึ้นเป็นนักลงทุนระดับ "ร้อยล้านบาท" จากหมอบ้านนอกสู่ "เซียนหุ้นวีไอ"

http://www.bangkokbiznews.com

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทกวียุคถังที่เจริญรุ่งโรจน์ของจีน

บทกวียุคถังที่เจริญรุ่งโรจน์ของจีน

中国国际广播电台

ราชวงศ์ถังเป็นราชวงศ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีน ในยุคนั้น เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง สังคมสงบสุข ศิลปะวัฒนธรรมต่างๆล้วนมีความผลสำเร็จอันรุ่งโรจน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เป็นช่วงเวลาที่ผลงานบทกวีโบราณของจีนพัฒนาจนถึงขีดสูงสุด การประพันธ์บทกวีในสมัยราชวงศ์ถังได้กลายเป็นเนื้อหาสำคัญอย่างหนึ่งในกิจกรรมทางวัฒนธรรมของสังคม ระบบการสอบคัดเลือกขุนนางระดับ“เคอจี้”หรือระดับชาติของราชวงศ์ก็ได้เปลี่ยนจากการคัดเลือกด้วยผลงานการเขียนบทวิทยานิพนธ์มาเป็นผลงานการแต่งบทกวีแทน ในหนังสือคัมภีร์โบราณวรรณคดี“ฉวนถังซือ”ที่เหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบันได้บันทึกบทกวีไว้ร่วม 5 หมื่นบทที่มาจากกวีกว่า 2300 คน
วิวัฒนาการการประพันธ์บทกวีในราชวงศ์ถังของจีนแบ่งได้เป็นสี่ช่วงเวลา ได้แก่ “ชูถัง”หรือ“ยุคแรกของราชวงศ์ถัง” “ เสิ้งถัง”หรือ“ยุคเจริญรุ่งเรืองที่สุดของราชวงศ์ถัง” “จงถัง”หรือ“ยุคกลางของราชวงศ์ถัง”และ“หวั่นถัง”หรือ“ช่วงสุดท้ายของราชวงศ์ถัง”

ในสมัย“ชูถัง”(ค.ศ.618-712) หวังปั๋ว หยังโจง หลูเจ้าหลินและลั่วปิน

หวังได้รับสมญานามว่าเป็น“4 กวีเด่น”ในยุคนี้ได้ค่อยๆเสร็จสิ้นกระบวนการสร้างกฎเกณฑ์สัมผัสเสียงในบทกวี ปูพื้นฐานให้กับรูปแบบของบทกวีที่มีเสียงสัมผัสของจีน ทำให้การประพันธ์บทกวีในสมัยราชวงศ์ถังของจีนได้ปรากฏฉันทลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตน ด้วยการใช้ความพยายามของพวกเขา เนื้อหาในบทกวีได้เปลี่ยนจากเดิมที่เน้นแต่ความฟุ่มเฟือยของสำนักราชวังมาเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับสภาพชีวิตของประชาชนทั่วไปในสังคม ส่วนท่วงทำนองของบทกวีก็เปลี่ยนจากที่เคยเน้นความอ่อนน้อมถ่อมตนมาเป็นรูปแบบที่ชัดเจนรื่นหู กวีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุค“ชูถัง”คือ เฉินจื่ออ๋าง เขาได้ฟื้นฟูประเพณีอันดีงามของบทกวีที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของชีวิต บทกวีของเฉินจื่ออ๋างมีลักษณะเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ได้แผ้วถางทางให้กับการพัฒนาก้าวหน้าของบทกวีในราชวงศ์ถังในเวลาต่อมา

จากค.ศ.712 ถึงค.ศ. 762 เป็นช่วงเวลาที่เรียกกันว่า “เซิ่งถัง”เป็นยุคที่ราชวงศ์ถังมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุด และก็เป็นช่วงเวลาที่การประพันธ์บทกวีของจีนมีความเจริญรุ่งเรืองและมีผลงานโดดเด่นที่สุด บทกวีในยุคนี้มีเนื้อหาและรูปแบบหรือสไตล์ที่หลากหลาย กวีบางคนสรรเสริญธรรมชาติ บางคนแสดงความใฝ่ฝันที่จะไปตั้งหลักอยู่ทางชายแดน บางคนสดุดีลัทธิวีรชน และบ้างก็ได้ส่งเสียงถอนหายใจด้วยความผิดหวังก็มี บรรดากวีจำนวนมากต่างแข่งกันประพันธ์บทกวีอย่างอิสระเสรีท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เปิดกว้าง ร่วมกันสร้างปรากฏการณ์“เซิ่งถัง”ที่ส่งผลสั่นสะเทือนอย่างมากต่อชนรุ่นหลัง

ในสมัย“เซิ่งถัง” กวีที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ หลี่ไป๋ ตู้ฝู หวังเหวย เมิ่งฮ่าวหลัน เกาเซ่อและเฉินเซิง เป็นต้น ฉินเซินถนัดแต่งบทกลอนที่สะท้อนสภาพด่านชายแดน บทกวีของเกาเซ่อสะท้อนความทุกข์เข็ญของชาวบ้านได้ค่อนข้างดี ส่วนกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถเป็นตัวแทนของวงการกวีในสมัย“เซิ่งถัง”ได้นั้นย่อมควรยกให้หลี่ไป๋ที่ถูกขนานนามว่า“เซียนกวี”กับตู้ฝูที่ถูกขนานนามว่า“ปราชญ์กวี” ผลงานบทกวีของพวกเขาได้ส่งอิทธิพลที่ลึกซึ้งและยาวไกลต่อการประพันธ์บทกวีของชนรุ่นหลังของจีน

ในสมัย“จงถัง”(ค.ศ.762---827) ก็มีกวีดีเด่นหลายคน เช่น ไป๋จอี้อยี้

หยวนเจิ๋นและหลี่เฮ่อ เป็นต้น ไป๋จอี้อยี้ขึ้นชื่อด้วยผลงานโคลงเปรียบเปรยที่เสียดสีการรีดไถประชาชนอย่างเหี้ยมโหดของชนชั้นปกครอง คัดค้านการก่อสงคราม วิพากษ์วิจารณ์พวกเจ้าขุนมูลนายที่ทรงอำนาจ นอกจากนี้ ไป๋

จอี่อยี้ยังพยายามใช้ภาษาที่เรียบง่าย รื่นหู มีชีวิตชีวาและน่าประทับใจ จึงได้รับความนิยมชบชอบจากบรรดาผู้อ่านอันกว้างไพศาล

หลี่เฮ่อเป็นกวีที่มีอายุสั้นเพียง 20 กว่าปี เขามีชีวิตที่ยากลำบาก และก็ประสบความล้มเหลวในวิถีชีวิตขุนนาง แต่บทกวีของเขาอุดมไปด้วยจิงตนาการ มีความหมายที่แปลกใหม่ มีโครงสร้างที่รวบรัด ใช้ภาษาที่งดงาม เปี่ยมไปด้วยสีสันแห่งจิงตนิยมและอารมณ์ความรู้สึกที่ไปทางเศร้าสลด

จากค.ศ.827 ถึง 859 เป็นสมัยของ“หวั่นถัง” กวีที่มีชื่อเสียงในยุคนี้คือ หลี่ซังอิงและตู้มู่ บทกวีของตู้มู่ได้รวมความสดใสกับความเย็นชาเข้าไว้ด้วยกันซึ่งเอื้อต่อการแสดงความมุ่งมาดปรารถนาทางการเมืองของเขาไว้ในบทกวี ส่วนผลงานบทกวีของหลี่ซังอิงมักจะมีโครงสร้างที่ประณีต ใช้ภาษาที่งดงามแต่แฝงไว้ด้วยสไตลน์ที่เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม สะท้อนให้เห็นถึงความล้มลุกคลุกคลานบนวิถีชีวิตขุนนางของตัวเอง บทกวีของเขามักจะปรากฏให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เศร้าเสียใจ บทกวี“อู๋ถี”ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเขาจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งกันในวงการวิจารณ์บทกวีของจีนว่า เป็นบทกวีที่มีเนื้อหาสะท้อนชีวิตรักหรือจะเป็นเนื้อหาที่แฝงความหมายทางการเมืองกันแน่

http://thai.cri.cn/chinaabc/chapter15/chapter150104.htm

ภูเขาโปสการ์ด กองขยะ (รีไซเคิล) หลังบอลโลก

ฟุตบอลโลก 2010 จบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าเกมจบคนยังไม่จบ เพราะยังต้องตามลุ้นตามเชียร์ว่าตนจะได้เป็นผู้โชคดีจากการร่วมสนุกชิงรางวัลกับเขาบ้างหรือเปล่า

สารพัดสินค้าเข้ามาร่วมวงเกาะกระแสฟุตบอลโลกจัดชิงโชคกับเขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่ให้คนร่วมส่งทายชิงโชคกันผ่านทาง sms แม้กระทั่งการตามกระแสไปแบบไม่ได้ชิงโชคอะไรก็มีให้เห็นกันเยอะแยะตามสื่อโฆษณาต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ได้ยินได้ฟังกันหนาหูมากที่สุดจากบรรดาคนรอบตัวก็คือ ลาภลอยผ่านการชิงโชคจากวงการสื่อสิ่งพิมพ์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในฟุตบอลโลกปีนี้เงินจะสะพัดอยู่ในระบบธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์สูงถึง 820 ล้านบาท สุทธิเฉพาะการร่วมสนุกชิงโชคแล้วก็เป็นเงินไม่ต่ำกว่า 660 ล้านบาท กว่าสามเท่าของยอดการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ในช่วงเดียวกัน และจากผลการสำรวจพบว่าคนในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครจะร่วมทายผลฟุตบอลโลกปีนี้สูงถึงร้อยละ 63 สูงขึ้นจากการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อสี่ปีที่แล้วร้อยละ 3.8 ซึ่งก็เห็นได้ชัดถึงความตื่นตัวกับการชิงโชคร่วมลุ้นรางวัลที่มีมูลค่ารวมกันสูงถึงกว่าร้อยล้านบาท ที่แบ่งออกมาเป็นชิงโชคจากสื่อสิ่งพิมพ์ประมาณ 40 ล้านบาท นอกจากคนกรุงเทพฯ แล้วก็ยังมีคนอีก 75 จังหวัดทั้งจากเมืองใหญ่ๆ และเมืองเล็กๆ ที่ส่งทายผลเช่นกัน วิธีการร่วมลุ้นก็มีหลากหลาย ทั้งตัดชิ้นส่วนไปชิงโชคและการให้ส่งไปรษณียบัตรไปทายกันให้สะใจ

ถึงตอนนี้เมื่อกระบวนการจับรางวัลผู้โชคดีใกล้จะสิ้นสุด กองไปรษณียบัตรที่ทำผิดกติกาตกไป กองไปรษณียบัตรที่ทายผิดตกไป กองไปรษณียบัตรที่ทายว่าสเปนเป็นผู้ชนะฟุตบอลโลกยังอยู่ ในปริมาณที่เรียกว่าท่วมหัวเราๆ ท่านๆ หากว่ามันเยอะถึงขนาดนั้นแล้ว เราจะมีวิธีจัดการกับกระดาษปริมาณมหาศาลได้อย่างไร แต่ก่อนอื่นต้องมาดูก่อนว่าเยอะที่ว่านั้นเยอะขนาดไหน

ชิงโชคด้วยไปรษณียบัตร


การส่งไปรษณียบัตรไปลุ้นโชคเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยฟุตบอลโลกที่สเปนเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2525 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เริ่มๆ ด้วยหลักไม่กี่ล้าน จนถึงตอนนี้พุ่งสูงไปถึงหลักร้อยล้านใบ ด้วยพลังของบอลมือรองที่ไล่เขี่ยตัวเต็งบิ๊กๆ ออกไปได้แบบไม่คาดฝัน ตั้งแต่ฝรั่งเศสกระเด็นตกไปตั้งแต่รอบแรก ฮอลแลนด์เขี่ยบราซิลทิ้งไปในรอบแปดทีมสุดท้าย หรือการเจอกันของอาร์เจนตินาและเยอรมนีแบบคนที่ลุ้นก็ยังต้องรู้สึกรักพี่เสียดายน้อง และที่สำคัญคือการคืนฟอร์มกลับมาได้ของสเปนจนคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด

นอกจากนี้ หลายคนยังบอกว่าพลังของหมึกพอลจากเยอรมนีที่ทำนายทายทักแบบหักปากกาเซียนก็ส่งอิทธิพลให้ต้องซื้อมาเขียนเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อยๆ ตามแต่หมึกจะบงการ เรียกว่าหมึกหันหนวดไปทางไหน พี่ไทยเราก็หันตามไปทางนั้น แบบจ้องตาไม่กะพริบ

ต้นไม้กี่ต้น


จากการคำนวณแบบคร่าวๆ พบว่า
ต้นไม้ 1 ต้น น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม สามารถผลิตกระดาษขนาด A4 80 แกรม ได้ 6,000 แผ่น
และกระดาษ A4 คือ 4 เท่าของกระดาษ A6 ซึ่งเป็นขนาดของไปรษณียบัตรมาตรฐาน
เพราะฉะนั้น ต้นไม้ 1 ต้น จึงผลิตกระดาษขนาด A6 80 แกรม ได้ 24,000 แผ่น
แต่ความหนาของไปรษณียบัตรมาตรฐานอยู่ที่ 180 แกรม
เพราะฉะนั้นด้วยการตั้งบัญญัติไตรยางค์จึงได้ว่า
ต้นไม้ 1 ต้น ผลิตกระดาษ A6 180 แกรม ได้ ประมาณ 10,666 แผ่น

และหากนำจำนวนไปรษณียบัตร 200 ล้านใบที่ส่งชิงโชคมาคำนวณ จะได้เป็น
ไปรษณียบัตร 200 ล้านใบ เท่ากับต้นไม้ 18,751.17 ต้น

ถ้าอย่างนั้นแล้วเราจะเอามันไปทำอะไรต่อดีให้ไม่สูญเปล่า

ไปรษณียบัตร ขยะที่มีราคา


จำนวนที่ว่ามาสุดท้ายแล้วหลังการจับรางวัลก็จะกลายเป็นขยะคุณภาพกองโต ที่ ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เจ้าของธุรกิจโรงงานคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ หรือที่ใครๆ ต่างขนานนามเขาว่า 'ราชาขยะ' ผู้ทำให้ขยะกลายเป็นทองคำต้องตาลุกวาว โรงงานแห่งนี้รับซื้อเศษขยะเหลือใช้ทุกประเภท โดยเฉพาะเศษกระดาษทั้งหลายที่เขาบอกว่าเป็นขยะอีกประเภทหนึ่งที่รับซื้อในราคาที่ดี ในแต่ละเดือนโรงงานวงษ์พาณิชย์จะรับซื้อกระดาษในปริมาณ 3 หมื่นกว่าตัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นจำนวนที่มากพอสมควร แต่ในการรับซื้อนั้นจะมีการคัดแยกประเภทของกระดาษด้วยเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปอัดเป็นก้อนและตีราคา

“เราจะมีการคัดแยกกระดาษออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ กล่องกระดาษสีน้ำตาล เศษกระดาษผสม กระดาษปอนด์ขาว-ดำ และกระดาษหนังสือพิมพ์ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการนี้แล้วเราก็จะเอาไปเข้าเครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่ออัดกระดาษเป็นก้อน โดยจะได้น้ำหนักของกระดาษแต่ละก้อนประมาณ 1,700 กิโลกรัม ที่เราต้องการน้ำหนักหรือขนาดของก้อนขนาดนี้เพราะว่าจะทำให้สะดวกและมีน้ำหนักต่อการขนส่งที่คุ้มค่า หลังจากนั้นก็จะส่งไปยังตลาดเป้าหมาย ตลาดอุตสาหกรรมรีไซเคิล”

สำหรับไปรษณียบัตรที่ประชาชนทั่วทุกภาคของประเทศต่างส่งเข้ามาเพื่อทายผลและลุ้นรางวัลช่วงฟุตบอลโลก 2010 ที่ผ่านมา ดร.สมไทย บอกว่า โรงงานของเขาก็รับซื้อไปรษณียบัตรเหล่านี้ด้วย เมื่อทางบริษัทที่จัดให้ทายผลจับรางวัลเสร็จสิ้น ทางเครือข่ายก็จะส่งมาขายยังโรงงานแห่งนี้บ้างเช่นกัน

“ไปรษณียบัตรเราจะแยกเป็นกระดาษประเภทที่สอง คือ กระดาษผสม ที่ค่อนข้างมีราคาดี กิโลกรัมละ 6-7 บาท ซึ่งในหนึ่งกิโลกรัมนั้นจะมี 350 ใบ ครั้งก่อนๆ ที่เคยรับซื้อมาประมาณ 2 ล้านกว่าใบ ตีราคาได้ประมาณ 3 ล้านบาท สำหรับคราวนี้เท่าที่สังเกตกองไปรษณียบัตรตามสื่อต่างๆ ประมาณได้ว่ามีจำนวนเยอะทีเดียว ถ้าจะตีราคาก็ประมาณหลายล้านบาท

“เมื่อเรานำไปผ่านกระบวนการต่างๆ หรือรีไซเคิลแล้วไปรษณียบัตรก็จะกลายเป็นกระดาษใหม่ที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะนำไปเป็นไปรษณียบัตรใหม่ก็ได้ ทำเป็นกระดาษปอนด์ ทำเป็นกล่องใหม่ เป็นสมุด หนังสือ” ดร.สมไทยกล่าวทิ้งท้าย

รีไซเคิล ทางออกของปัญหาจริงหรือ


เพราะตัวเลขที่เราได้จากการคำนวณดูเยอะมาก เมื่อเราบอก อาจารย์อภิดลน์ เจริญอักษร หรือครูดุจ อาจารย์จากโรงเรียนรุ่งอรุณ ผู้บุกเบิกโครงการของเสียเหลือศูนย์ โครงการที่ช่วยให้ลดปริมาณขยะในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาคิดเช่นเดียวกับเราว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่จำนวนที่น้อยๆ เลย

“จริงๆ ก็ไม่ได้คาดคิดว่าตัวเลขของไปรษณียบัตรจะเยอะมากขนาดนี้ พอได้คำนวณกลับออกมาเป็นจำนวนต้นไม้ก็ไม่ใช่ปริมาณน้อยๆ เลยเหมือนกัน ที่โรงเรียนเราได้พยายามปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า แตพอมาเจออย่างนี้ก็ถึงกับตกใจ”

อาจารย์ประจำโรงเรียนทางเลือกแห่งนี้ยังฝากให้เราคิดกันว่า ถึงแม้ปริมาณกระดาษกองนี้จะสามารถรีไซเคิลได้ก็จริง แต่มันก็ยังต้องผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะได้ออกมาเป็นกระดาษใหม่อีกครั้ง ซึ่งทำให้เสียพลังงานไปมาก เพราะฉะนั้นคนไทยควรจะคิดถึงสิ่งแวดล้อมกันให้มากขึ้น เพราะมันไม่ได้เหลือเยอะอย่างสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เราแล้ว นอกจากนี้ยังอยากจะให้ผู้ปกครองรู้จักสอนการแยกขยะให้แก่เด็กๆ ด้วย

“สมัยนี้คนเราใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่รู้คุณค่า เพราะเราเกิดมาก็เห็นแต่สิ่งที่มันแปรรูปมาแล้ว ไม่ได้คิดไปถึงว่ามันเคยเป็นต้นไม้มาก่อน เคยเป็นปิโตรเลียมมาก่อน คนปัจจุบันรักสิ่งแวดล้อมกันน้อยลง และการรีไซเคิลในปัจจุบันเป็นในเชิงพาณิชย์หมดแล้ว คนไม่ได้รักสิ่งแวดล้อมจากข้างในจริงๆ เหมือนคนสมัยก่อน เราได้พยายามแล้วในระดับโรงเรียนแต่ก็ต้องการความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย เพื่อให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม และถ้าเราเลือกที่จะรียูสได้ มันก็จะประหยัดพลังงานมากกว่า”

..............................

อย่างไรก็ตาม การชิงโชคเป็นของคู่กันกับคนไทยมาแต่โบราณ ตั้งแต่สมัยชิงโชคด้วยกระดาษห่อกระป๋องนมข้นหวาน พัฒนามาเรื่อยๆ จนใช้ไปรษณียบัตร ซึ่งนอกจากจะสามารถวัดปริมาณกันได้แบบจะจะแล้ว ยังทำให้ไปรษณีย์ไทยกลับมาคึกคัก หลังจากกำไรหดหายไปพร้อมการเข้ามาของเทคโนโลยี แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะระลึกไว้บ้างในใจดวงน้อยๆ ของเรา ก็คือ ทรัพยากรธรรมชาติ มีใช้แล้วก็สูญไป ในกระบวนการผลิตกระดาษไม่ได้ใช้เพียงแต่ต้นไม้อย่างเดียว ลดการใช้ทรัพยากรลงสักหน่อย เพื่อให้ลูกหลานตัวเล็กตัวน้อยของเราได้เห็นท้องฟ้าสีครามและน้ำทะเลใสๆ ต่อไป

หรือไม่ก็ภาวนาให้มีกระบวนการหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปัจจุบันก็ยังดี

สถิติน่ารู้

ไปรษณียบัตร 200 ล้านใบ ทำอะไรได้บ้าง
ปูพื้นสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานได้ 252 สนาม
ปูเขตสัมพันธวงศ์ได้เต็มพื้นที่ (1.416 ตารางกิโลเมตร)
วนรอบโลกได้ครึ่งรอบ (20,000 กิโลเมตร)

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 19 กรกฎาคม 2553 19:48 น.