วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Internet of Things (IoT)

แนวคิด Internet of Things

แนวนิด Internet of Things นั้นถูกคิดขึ้นโดย Kevin Ashton ในปี 1999 ซึ่งเขาเริ่มต้นโครงการ Auto-ID Center ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT จากเทคโนโลยี RFID ที่จะทำให้เป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับ RFID Sensors ต่างๆที่จะเชื่อมต่อกันได้ ต่อมาในยุคหลังปี 2000 โลกมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นจำนวนมากและมีการใช้คำว่า Smart ซึ่งในที่นี้คือ smart device, smart grid, smart home, smart network, smart intelligent transportation ต่างๆเหล่านี้ล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งการเชื่อมต่อเหล่านั้นเองก็เลยมาเป็นแนวคิดที่ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นก็ย่อมสามารถสื่อสารกันได้ด้วยเช่นกันโดยอาศัยตัว Sensor ในการสื่อสารถึงกัน นั่นแปลว่านอกจาก Smart devices ต่างๆจะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้แล้วมันยังสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ตัวอื่นได้ด้วยโดย Kevin นิยามมันไว้ตอนนั้นว่าเป็น “internet-like” หรือพูดง่ายๆก็คืออุปกณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถสื่อสารพูดคุยกันเองได้ ซึ่งศัพท์คำว่า “Things” ก็แทนอุปกณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้นั่นเอง



Kevin Ashton ผู้ที่ถูกยกย่องให้เป็นบิดาของ Internet of Things


A wireless sensor network (WSN)
ตัวแปลสำคัญสำหรับ Internet of Things ที่ใช้ในการสื่อสารนั้นไม่เพียงแต่ Internet network เพียงเท่านั้นแต่ยังมีตัวแปลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกนั่นคือ Sensor node ต่างๆจำนวนมากที่ทำให้เกิด wireless sensor network (WSN) ให้กับอุปกรณ์ต่างๆสามารถเชื่อมต่อเข้ามาได้ ซึ่งเจ้า WSNs นี่เองสามารถตรวจจับปรากฏการณ์ต่างๆ (physical phenomena) ในเครือข่ายได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น แสง อุณหภูมิ ความดัน เป็นต้น เพื่อส่งค่าไปยังอุปกรณ์ในระบบให้ทำงานหรือสั่งงานอื่นๆต่อไป





ภาพอธิบาย Wireless Sensor Network โดย purelink.ca


Access Technology

การพัฒนา Internet of Things นั้นนอกจากจะพัฒนาเทคโนโลยีในฝั่ง Hardware ได้แก่ processors, radios และ sensors ซึ่งจะถูกรวมเข้าด้วยกันเรียกว่า a single chip หรือ system on a chip (SoC) แล้วก็ยังพัฒนา WSN ไปพร้อมๆกันด้วย และเมื่อพูดถึงการเชื่อมต่อปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการเชื่อมต่อสำหรับ Internet of Things หรือ Access technology มีอยู่ 3 ตัวได้แก่

  1. Bluetooth 4.0
  2. IEEE 802.15.4e
  3. WLAN IEEE 802.11™ (Wi-Fi)


โดยในแต่ละ Access technologies นั้นมีการส่งข้อมูลที่แตกต่างกันดังนี้


                                          IEEE 802.15.4e             Bluetooth             WLAN IEEE 802.11

Frequency                   868/915 MHz,2.4 GHz       2.4 GHz                 2.4, 5.8 Ghz

Data rate                           250 Kbps                        723 Kbps             11 – 105 Mbps

Power                                Very low                          Low                        High


Gateway Sensor Nodes

เมื่อมีโครงข่าย Sensor nodes แล้วก็จำเป็นจะต้องมี Gateway Sensor Nodes เพื่อจะเชื่อมต่อไปยังโลกอินเตอร์เน็ตด้วย โดยตัว Gateway นี้จะทำหน้าที่เชื่อมต่อไปยังเครือข่าย Internet ให้อุปกรณ์ทั้งหมดในโครงข่าย Sensor nodes ทั้งหมดส่งข้อมูลเข้าสู่อินเตอร์เน็ตได้นั่นเอง และเจ้า Gateway ที่ว่านี้ก็จะอยู่ภายใต้ Local network ซึ่งจะมีการกำหนดกันต่อไปว่า Gateway ภายใต้ Local network ที่ว่านั้นจะให้เชื่อมต่อไปยัง Internet ได้ด้วยหรือไม่ถ้าไม่ได้อุปกรณ์ที่เชื่อมเข้ามาใน Gateway ก็อาจจะสื่อสารกันได้เฉพาะภายใน Local network เองได้เท่านั้น
ภาพแสดง WSN Nodes 


ภาพ Diagram อธิบายการเชื่อมต่อ Gateway หลายๆตัวเข้ากับ local network


แบ่งกลุ่ม Internet of Things

ปัจจุบันมีการแบ่งกลุ่ม Internet of Things ออกตามตลาดการใช้งานเป็น 2 กลุ่มได้แก่

Industrial IoT คือแบ่งจาก local network ที่มีหลายเทคโนโลยีที่แตกต่างกันในโครงข่าย Sensor nodes โดยตัวอุปกรณ์ IoT Device ในกลุ่มนี้จะเชื่อมต่อแบบ IP network เพื่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ต

Commercial IoT คือแบ่งจาก local communication ที่เป็น Bluetooth หรือ Ethernet (wired or wireless) โดยตัวอุปกรณ์ IoT Device ในกลุ่มนี้จะสื่อสารภายในกลุ่ม Sensor nodes เดียวกันเท่านั้นหรือเป็นแบบ local devices เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้เชื่อมสู่อินเตอร์เน็ต



ภาพอธิบายแต่ละ Network Layers ของ Internet of Things โดย IBM

IPv6 คือส่วนสำคัญของ Internet of Thingsตัวอุปกรณ์ IoT devices ต่างๆนั้นจะเป็นจะต้องมีหมายเลขระบุเพื่อให้ใช้ในการสื่อสารเปลี่ยนเสมือนที่อยู่บ้านของเรานั่นเอง และการที่จะทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก(รวมถึงอนาคตที่จะผลิตกันออกมา) จำเป็นจะต้องใช้ IP Address vesion 6 หรือ IPv6 มากำกับเพื่อให้ได้หมายเลขที่ไม่ซ้ำกันและต้องใช้ได้ทั้ง

  • IoT network ที่เป็น LAN, PAN, และ BAN: Body Area Network หรือการสื่อสารของตัว Sensor กับร่างกายมนุษย์
  • Internet network (protocols) ที่เป็น IP, UDP, TCP, SSL, HTTP, HTTPS, และอื่นๆ


และที่กล่าวมาทั้งหมดคือส่วนสำคัญต่างๆของ Internet of Things ที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้หลายคนเข้าใจภาพของ IoT ได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือศัพท์คำนี้จึงไม่ได้หมายถึง Smart device อย่าง นาฬิกาอัจฉริยะ อย่าง Apple Watch หรือสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่มันยังครอบคลุมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆอีกหลากหลายล้านตัวกว้างไกลไปยังหลากหลายอุตสาหกรรมอีกด้วย โดยในอนาคตคุณจะได้เห็น ไมโครเวฟคุยกับตู้เย็นให้สั่งอาหารมาเติม เครื่องซักผ้าคุยกับทีวีบอกคุณว่าผ้าซักเสร็จแล้ว สายรัดข้อมือจะคุยกับรถพยาบาลแจ้งให้ไปรับตัวผู้ป่วยที่กำลังหัวใจวาย เหล่านี้คืออนาคตของ Internet of Things ที่สิ่งต่างๆกำลังจะคุยกันได้

ที่มา http://www.veedvil.com/news/internet-of-things-iot/

Disruptive Technologies


สมัยก่อนเชื่อกันว่า มีเพียงความเชื่อ ความศรัทธา ค่านิยม และศาสนาเท่านั้น ที่ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนแปลงได้ เพิ่งมา 200 กว่าปีหลังนี้ที่มนุษย์ตระหนักว่าเทคโนโลยีนี่แหละคือตัวการสำคัญที่ทำให้ชีวิตไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 40 กว่าปีหลังนี้ที่เทคโนโลยีทำให้โลกเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ชนิดสังคมใดที่ตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ก็มีโอกาสถูกทิ้งไปไม่เห็นฝุ่น

ที่จริงมนุษย์ในโลกตะวันตกเริ่มเห็นแล้วว่าเครื่องมือตีพิมพ์ข้อความได้ ตั้งแต่ ค.ศ. 1439 โดย Johannes Gutenberg ซึ่งสิ่งนี้มีผลกระทบต่อความเชื่อของคนเป็นอย่างมาก ศาสนาคริสต์สามารถเผยแพร่คำสอนผ่านการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิลทำให้ศาสนาคริสต์กระจายไปทั่วโลกได้ก็เพราะเทคโนโลยีนี่แหละ

มีการกล่าวกันว่า สาเหตุหนึ่งที่ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย คือ นอร์เวย์ สวีเดน และ เดนมาร์ก ซึ่งเป็นลูกหลานไวกิ้ง สามารถไล่ทันอังกฤษซึ่งมีอารยธรรมก่อนหน้าได้ก็เพราะการแพร่ของศาสนาคริสต์ไปในบริเวณนี้เมื่อประมาณ ค.ศ. 1100 ซึ่งพระบังคับให้ทุกคนต้องอ่านหนังสือให้ออก หากพระไปตรวจสอบและพบว่าใครอ่านหนังสือไม่ออกก็จะถูกประจาน เอามานั่งกันไว้เป็นพิเศษแถวหน้าในโบสถ์ และทำพิธีให้ไม่ได้ เช่น แต่งงาน ดังนั้นทุกครอบครัวจึงต้องบีบบังคับ ดูแล ให้ลูกหลานอ่านหนังสือออก ซึ่งเป็นหัวใจไปสู่การมีคุณภาพชีวิตระดับโลกในเวลาต่อมา

นับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 3 ในปี 1969 ที่เทคโนโลยี IT เริ่มเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลง วิธีการดำรงชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป วิวัฒนาการของเทคโนโลยีก็ไปไม่หยุด จนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในปัจจุบันที่มีการผสมผสานของเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยมี IT คอมพิวเตอร์และวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ เป็นแกนนำ ปัจจุบันมีคำเรียกบรรดาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่นี้ว่า disruptive technologies

disrupt หมายถึง ขัด ขวาง กีดขวาง หรือเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงให้เปลี่ยนไปจากสภาวะที่ดำรงอยู่ การเรียกเทคโนโลยีใหม่ๆ ว่า disruptive technologies มิได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพียงแต่เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็นอยู่ ประการสำคัญก็คือกระทบต่อการทำมาหากิน ธุรกิจ การดำเนินชีวิตของผู้คน ฯลฯ

ในตอนแรกใน ค.ศ. 1995 นิยมเรียกกันว่า disruptive innovation ซึ่งเน้นไปที่นวัตกรรมที่มีลักษณะขัดขวางดังกล่าว ตัวอย่างที่พูดกันก็คือรถยนต์ Ford Model T ออกสู่ตลาดใน ค.ศ. 1908 ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากจนทดแทนรถม้าไปหมดในสหรัฐอเมริกา และต่อมาในยุโรป

ที่จริงรถยนต์เกิดก่อนรถ Ford รุ่นนี้ 30 ปี แต่ไม่เป็น disruptive innovation เพราะราคาแพง มีคนใช้ไม่กี่คัน มีการพัฒนาเป็นลำดับแต่ไม่สามารถทดแทนรถม้าได้ แต่เมื่อ Ford Model T ออกมาในราคาถูกเพราะผลิตเป็นกอบเป็นกำและใช้งานได้ดี รถม้าก็หายไปเพราะนวัตกรรมนี้ มันจึงเป็น disruptive innovation อย่างแท้จริง

การปรากฏตัวของ Wikipedia ในโลกไซเบอร์ก็เป็น disruptive innovation เพราะไปทดแทนเอ็นไซโคลพีเดียชุดที่เป็นหนังสือและที่เป็นดิจิทัลอยู่ในไซเบอร์ซึ่งทั้งหมดต้องซื้อ เพราะ Wikipedia ฟรี และสะดวกต่อการใช้

ในเวลาต่อมา Clayton M. Christensen เจ้าพ่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี (ขายหนังสือสุดฮิต Innovator’s Dilemma, 1997) จุดประกายเรื่อง disruptive technologies โดยกล่าวว่า ประการแรกของเทคโนโลยี คือ sustaining technology ซึ่งเป็นการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยละน้อยและ disruptive technology ซึ่งเป็นพายุลูกใหม่ ในตอนแรกอาจยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ disruptive technology

ลองมาดูกันว่า disruptive technology ตามที่ McKinsey Global Institute ประมวลไว้ 12 อย่างมีอะไรบ้าง

(1) Mobile internet เครื่องมือใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงทั่วโลกที่เคลื่อนย้ายได้ เช่น laptop/smartphones ทำอะไรได้มากมาย เช่น สามารถตรวจโรคระยะไกล (เจาะเลือดและให้เครื่องมือติดตั้งกับ smartphones ตรวจน้ำตาลในเลือด) หรือ mobile banking ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมการเงินผ่านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ

(2) Automation of knowledge work ขณะนี้ IBM ประดิษฐ์เครื่องมือชื่อว่า Watson ซึ่งสามารถวินิจฉัยโรคจากข้อมูลและอาการ ร่างคำฟ้อง และแนะนำเรื่องกฎหมาย สร้างซอฟต์แวร์ที่ “ฉลาด” คิดวิเคราะห์ได้จากข้อมูลที่ใส่เข้าไป

(3) Internet of Things (IOT) ให้ IP address แก่สารพัดสิ่ง ไม่ว่าตัวสินค้า เม็ดยา ชิ้นวัสดุ โดยฝังเซ็นเซอร์ขนาดเล็กจนถึงเล็กที่สุดเพื่อส่งข้อมูลสื่อสาร ซึ่งสามารถเอาไปใช้งานได้ เช่น คุณภาพของดิน รู้จากเซ็นเซอร์ที่โรยไว้ในดิน ก็จะรู้ว่าควรปลูกอะไร ใส่เซ็นเซอร์ในเม็ดยาเพื่อให้ปล่อยสารอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ฯลฯ

(4) Advanced robotics หุ่นยนต์ผ่าตัดเพื่อให้คนไข้ถูกกระทบน้อยที่สุด และผ่าตัดอย่างแม่นยำ (da Vinci เป็นชื่อที่รู้จักกันดี) หรือใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือโรงไฟฟ้าปรมาณู

(5) Cloud technology เทคโนโลยีเก็บข้อมูลและซอฟต์แวร์รวมเพื่อใช้งาน ซึ่งช่วยทำให้ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันกับขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องลงทุนด้านคอมพิวเตอร์สูง

(6) Autonomous vehicles ได้แก่ drones ใช้เป็นอาวุธทำลายล้าง ไว้ถ่ายรูป สำรวจผลผลิตเกษตรหรือป่าหรือแหล่งน้ำ ฯลฯ ตลอดจนรถยนต์ไร้คนขับซึ่งเริ่มมีออกมาใช้บ้างแล้วในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

(7) Next-generation genomics เทคโนโลยีปรับปรุงพัฒนายีนเพื่อรักษาโรค ตลอดจนพัฒนาพันธุ์สัตว์ พืช ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

(8) Next-generation storage เทคโนโลยีเก็บไฟฟ้าและพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ ลิเทียม-ไอออน ที่มีประสิทธิภาพสูง สร้าง fuel cells เพื่อขับเคลื่อนยานยนต์ ตลอดจนนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด

(9) 3D printing การพิมพ์ระบบ 3 มิติ ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าลดต่ำลง เช่น การพิมพ์สินค้าออกมาเป็นชิ้นที่จับต้องได้ทำให้เลือกแบบที่ต้องการได้ในราคาถูก นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในด้านทันตกรรมและการแพทย์อีกด้วย

(10) Advanced materials การผลิตวัสดุใหม่ๆ เช่น วัสดุที่ทำความสะอาดตัวเอง กลับสู่สภาพเดิมเสมอ แข็งแรงและเบาเป็นพิเศษ หรือเป็นสารตัวนำไฟฟ้า กำลังก้าวหน้าไปไกลทุกขณะ

(11) Advanced oil and gas exploration and recovery เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นในการบุกเบิกขุดค้นหาน้ำมันและก๊าซ ทำให้ได้น้ำมันและก๊าซเพิ่มมากขึ้น

(12) Renewable electricity เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆ ที่ไม่มีวันหมด เช่น ผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงแดด ลม คลื่น น้ำพุร้อน ฯลฯ อย่างมีประสิทธิภาพ มีตัวเลขว่าก่อนปี 2050 มีความเป็นไปได้สูงที่แหล่งผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกจะเป็นดวงอาทิตย์

เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่หยุดนิ่ง มีความก้าวหน้าตลอดเวลา การที่มันจะเป็น disruptive technologies หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้ถูกกระทบปรับตัวได้ดีเพียงไร สิ่งสำคัญที่จะช่วยก็คือการมีทัศนคติที่เป็นบวกว่ามันคือโอกาส ไม่ใช่สิ่งที่จะมาทำลาย และพร้อมที่จะนำมันมาปรับใช้

ที่มา: ตีพิมพ์ในคอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่อังคาร 22 พ.ย. 2559

กรุงศรีอยุธยา 1 ในเมืองใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษย์





งามตระการตา.. มุมหนึ่งของอุทยานประวัติศาสตร์กรุงเก่ายามราตรี สะท้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ยาวนานกว่า 400 ปี ของราชธานีแห่งอาณาจักรสยาม การศึกษาค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันในช่วง 15-20 ที่ผ่านมาได้พบข้อมูลว่าเมื่อ 3 ศตวรรษก่อน กรุงศรีอยุธยามีประชากรถึง 1 ล้านคน เป็นทั้งอู่ข้าวอู่น้ำ ศูนย์กลางศิลปะวิทยาการและการค้าขายกับแว่นแคว้นต่างๆ การเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกเริ่มขึ้นในยุคนี้ แต่.. "อูเดีย" ที่ชาวฝรั่งเศสเรียกขานย่อยยับลงในปี พ.ศ.2310 ด้วยมือของอาณาจักรใหม่ที่เข้มแข็งกว่า .. และอยู่ใกล้ๆ กัน. -- ภาพ: Tour.Co.Th



ในช่วงหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์โลก กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นนครใหญ่อันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไม่มีแห่งอื่นใดสามารถเปรียบเทียบได้ ที่นี่เป็นแหล่งแห่งความเจริญรุ่งเรืองสุดขีด เป็นแหล่งค้าขายระหว่างประเทศ เป็นแหล่งวิวัฒนาการทางสังคม และวัฒนธรรมอันหลากหลาย เป็นอู่อารยธรรมอีกแห่งหนึ่งในซีกโลกตะวันออก 

เทอร์เทียส แชนดเลอร์ (Tertius Chandler, 2458-2543) นักประวัติศาสตร์อิสระที่ศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์โลกแนวก้าวหน้า ได้เคยศึกษา และเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเมืองโบราณจากแหล่งต่างๆ เอาไว้ในหนังสือ Four Thousand Years of Urban Growth อันมีชื่อเสียงของเขา หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี 2530

ศ.จอร์จ โมเดลสกี (George Modelski) แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ได้ศึกษาเรื่องนี้มานาน และเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ในหนังสือ World City -3000 to 2000 ซึ่งเป็นเรื่องราวการวิวัฒน์ของเมืองต่างๆ ทั่วโลกในระยะเวลา 5,000 ปี คือ จากช่วงก่อนคริสต์ศักราช 3,000 ปี จนถึง ปี ค.ศ.2000

แต่ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่มีการเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งชื่อ “อยุธยา” ได้ปรากฏในทำเนียบ 16 เมืองใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษย์ และเรื่องนี้ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้

นั่นคือการศึกษาเปรียบเทียบแบบเดียวกันกับมหานครนิวยอร์กในศตวรรษที่ 20 กรุงลอนดอนในทศวรรษที่ 1900 และย้อนหลังไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิล (อิสตันบุล) เมื่อก่อนคริสต์ศักราช 600 ปี หรือเมืองเจริโค (Jericho) เมื่อ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล

ทั้งหมดเป็นเมืองใหญ่ที่สุดแห่งยุคสมัยที่นำมนุษย์เข้าสู่อีกยุคหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านวัฒนธรรม หรือการค้า แต่ละเมืองล้วนสิ้นสุดยุคแห่งความยิ่งใหญ่ต่างกันไป บางแห่งถูกเมืองอื่นๆ ร่วมยุคเดียวกันแซงหน้าในด้านความใหญ่โต และจำนวนประชากร และบางแห่งสิ้นสุดลงเพราะถูกทำลาย...

ภายใต้การศึกษา และเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียดแบบ “ถึงก้นครัว” ตั้งแต่เรื่องการผลิต และจ่ายแจกอาหารในหมู่ประชากร รวมทั้งจำนวนผู้เสียชีวิตในอุบัติภัยร้ายแรงต่างๆ ฯลฯ นักประวัติศาสตร์ได้พบว่า กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ด้วยประชากรราว 1,000,000 คน

ช่วง 400 ปีของกรุงศรีอยุธยานั้น นักการทูตชาวตะวันตกที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีด้วยได้เคยบันทึกเอาไว้ว่า เป็นเมืองที่สวยงาม .. แต่น่าเสียดายที่ถูกพม่าโจมตี และเผาทำลายราบในปี ค.ศ.1767 (พ.ศ.2310) และศูนย์กลางของราชอาณาจักรใหม่ได้ย้ายลงไปยังกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน.

ยุคทองแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา




ถึงแม้จะไม่มีปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ของชาติไทย แต่นักการทูตตะวันตกที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาได้วาดแผนที่แบบเดียวกันนี้เอาไว้เป็นจำนวนมาก นักประวัติศาสตร์ในสหรัฐฯ ที่ศึกษาคนคว้าในช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา พบว่าเมื่อประมาณ 3 ศตวรรษที่แล้วที่นี่มีประชากรถึง 1 ล้านคน และจัดให้เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในยุคสมัย อยู่ในลำดับที่ 13 เมืองใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 5,000 ปีของมวลมนุษย์.





ภาพวาดของชาวตะวันตกที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีเมื่อ 300 ปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นวัดวาอาราม ปราสาทราชวังและกิจกรรมในแม่น้ำเจ้าพระยา นักการทูตฝรั่งเศสบันทึกเอาไว้ว่า "อูเดีย" เป็นเมืองที่สวยงาม.. นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันในยุคใหม่พบว่า เมืองหลวงของราชอาณาจักรสยามแห่งนี้เคยมีประชากรถึง 1,000,000 คน ใหญ่โตที่สุดในยุคสมัย.




รถม้าสะท้อนความเป็นตะวันตก ขบวนช้างบ่งบอกความเป็นตะวันออก กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นแหล่ง "ปะทะ" ระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับตะวันออก หลายอาณาจักรมุ่งไปยังที่นั่นเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและประกอบการค้าขาย ในยุคที่อยุธยาเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยจำนวนประชากรถึง 1,000,000 คน.





แผนที่ฝรั่งเศสปีพ.ศ.2229 แสดงอาณาเขตของอาณาจักรสยาม พุกาม เขมร ลาว โคชินจีนกับแคว้นตังเกี๋ย ทั้งหมดเป็นแว่นแคว้นในสายตาของชาวตะวันตกที่เดินทางเข้าสู่ภูมิภาคในยุคนี้ นั่นคือช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันเป็นยุคทองของ "อูเดีย" มีแผนที่แบบเดียวกันนี้อีกจำนวนมาก ที่สะท้อนความรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยาในยุคหนึ่งซึ่งกลายเป็นเมืองใหญ่ที่สุดแห่งยุค.





ชาวตะวันตกซึ่งเป็นนักวาดเขียนสะท้อนชีวิตความเป็นไปกับความประทับใจเอาไว้มากมาย เมื่อได้ไปเยือนกรุงศรีอยุธยาใน 3-4 ศตวรรษก่อน นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันในยุคใหม่ 2 กลุ่มได้ศึกษาและยกให้อยุธยาเป็นหนึ่งใน 16 เมืองใหญ่ของโลก เป็นแหล่งอารยธรรมตะวันออกที่ยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ 5,000 ปีของมวลมนุษย์.





ภาพเขียนของชาวฝรั่งเศสเมื่อครั้งเจ้าพระยาโกษาปาน อัญเชิญพระราชสาสน์จากกรุงศรีอยุธยาไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่พระราชวังแวร์ซายส์ในกรุงปารีส เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองราชอาณาจักร ในยุคทองของ "อูเดีย" ที่มีประชากรถึง 1,000,000 คน นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันในยุคใหม่ 2 กลุ่มศึกษาและได้ข้อมูลตรงกัน ในยุคสมัยหนึ่งอยุธยาเคยเป็นเมืองใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก.






ภาพเขียนของชาวฝรั่งเศส บอกเล่าเหตุการณ์ครั้งเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสนำพระราชสาสน์จากกรุงปารีสไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีภาพดีๆ เช่นนี้อีกจำนวนมาก ในขณะที่หลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทยถูกทำลายหรือสูญหายไปในเหตุการณ์ "เสียกรุง" แต่นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันในยุคใหม่ 2 กลุ่มทำการศึกษาและได้ข้อมูลตรงกันว่า กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในยุคหนึ่ง.



ภาพจากเว็บไซต์องค์การยูเนสโกที่ขึ้นทะเบียนกรุงเก่าเป็นมรดกโลกหลายปีก่อน เศียรพระพุทธรูปที่จมอยู่ในโคนต้นไทร สะท้อนการล่มสลายอันขมขื่นของกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 ที่นี่เคยเป็นเมืองใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคหนึ่ง เป็นอีกแห่งหนึ่งที่แตกดับลงจากการศึก หลายแห่งล่มสลายไปกับภัยธรรมชาติ บางแห่งพังทลายลงเพราะไม่อาจผลิตอาหารให้พอเลี้ยงดูประชากรได้.


ที่มา http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000008955

16 เมืองใหญ่ในประวัติศาสตร์มวลมนุษย์


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Jericho

1. เจริโค (Jericho) ใหญ่ที่สุดของโลกในยุค 7,000 ปีก่อนคริสตกาล พลเมือง 2,000 คน ตั้งอยู่ระหว่างทะเลแดงกับภูเขานีโบ (Mt Nebo) เป็นโอเอซิสใหญ่ที่สุด ใช้น้ำจากแม่น้ำจอร์แดน ในคัมภีร์ไบเบิลเก่าบันทึกเอาไว้ว่า เจริโคเป็น “เมืองแห่งต้นปาล์ม” อยู่กันต่อมาอีกหลายยุค และเสื่อมไปกับกาลเวลา

2. อูรุค (Uruk) ใหญ่ที่สุดในยุค 3,500 ปีก่อนคริสตกาล พลเมือง 4,000 คนเป็นเมืองหลวงของแคว้นกิลกาเมช (Gilgamesh) ในมหากาพย์ และเชื่อกันว่าคือเมืองเอเร็ค (Erech) ทีสร้างโดยกษัตริย์นิมรอด (King Nimrod) ในคัมภีร์ไบเบิล อยู่ใกล้แม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates River) ศูนย์กลางการเกษตรและการค้า สงครามในภูมิภาคที่เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 2000 BC ยืดเยื้อข้ามศตวรรษ ต่อมา เมืองอูรุคถูกทิ้งให้ร้างไปในยุคก่อนที่ฝ่ายอิสลามเข้าครอบครอง

3. มาริ (Mari) เมืองหลวงแคว้นเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ในยุค 2000 BC ประชากร 50,000 ในยุคของกษัตริย์สุเมเรียน (Sumarite) หลายพระองค์ ก่อนเข้าสูยุคอาโมเรียน (Amorite) มีการสร้างพระราชวังขนาด 300 ห้อง ล่มสลายลงใน 1759 BC ถูกยึดรองโดยกษัตริย์ฮัมมูราบี (Hammurabi) แห่งบาบีลอน ในทศวรรษที่ 1930 นักโบราณคดีฝรั่งเศสค้นพบจารึกภาษาสุเมเรียน 25,000 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเมือง และเศรษฐกิจ จารึกนี้ทำให้คนรุ่นปัจจุบันรู้จักสภาพการณ์ในยุคนั้น

4. อูร์ (Ur) เป็นเมืองท่าสำคัญในอ่าวเปอร์เซียในยุค 2100 ก่อนคริสตกาล ประชากร 100,000 คน ค้าขายกับทั่วโลก ราว 500 BC ถูกทิ้งเป็นเมืองร้างเพราะภัยแล้งที่เกิดจากแม่น้ำที่เปลี่ยนทิศทางไหล แต่ยังเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อมา การขุดค้นในทศวรรษ 1850 พบซากมนุษย์จำนวนมาก เป็น “เมืองแห่งคนตาย” (City of the Dead) หรือนีโครโพลิส (Necropolis)

5. หยินซู (Yinxu) รุ่งเรืองในช่วง 1300 BC ประชากร 120,000 คน เติบโตจากหมู่บ้านเล็กๆ ในอาณาจักรจีนโบราณ เป็นแหล่งที่ค้นพบจารึกบนกระดูกสัตว์ที่เรียกว่า ออราเคิลโบน (Oracle Bone) จำนวนมาก เขียนด้วยอักษรจีนโบราณ เมืองทรุดโทรมลง และถูกทอดทิ้งในสมัยราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty)

6. บาบีลอน (Babylon) รุ่งเรืองสุดขีดในช่วง 700 BC พลเมือง 100,000 เป็นศูนย์กลางความร่ำรวยแห่งยุคสมัย กษัตริย์ทรงอำนาจ และอิทธิพล เป็นแหล่งของสวนลอยบาบีลอน กับหอคอยแห่งบาเบล (Tower of Babel) คัมภีร์ไบเบิลกล่าวเอาไว้ว่า ชาวบาบีลอนเชื่อมั่นในพระเจ้า และพยายามปีนป่ายไปสู่สวรรค์ ราว 538 BC กษัตริย์ไซรัส (Cyrus) แห่เปอร์เซียยาตราทัพทวนแม่น้ำยูเฟรติสเข้าตี ปล้นสะดมบาบีลอนจนแหลกคามือ

7. คาร์เถจ (Carthage) รุ่งเรืองโดดเด่นในปี 300 BC พลเมือง 100,000 ได้ชื่อเป็นเมืองยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ก่อนที่จะถูกกองทัพโรมันที่เหนือกว่าเข้าโจมตี และเผาจนวายวอด และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อ 146 ปีก่อนคริสตกาล

8. โรม (Rome) ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี ค.ศ.200 ประชากร 1,200,000 คน เลี้ยงดูชาวเมืองด้วยอาหารจากยุโรป และรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในรูปภาษี ชีวิตอันสุขสบายของชาวโรมันสะท้อนได้ดีมากในภาพยนตร์ เช่น แกลดิเอเตอร์ (Gladiator) ที่นำแสดงโดย รัสเซล โครว์ (Russell Crowe) กับวาวควีน ฟีนิกซ์ (Joaquin Phoenix) แต่ปี ค.ศ.273 โรมเหลือประชากรอยู่ราว 500,000 เริ่มเข้าสู่ยุคมืด (Dark Age)

9. คอนสแตนนิโนเปิล (Constantinople) เจริญสุดขีดในปี ค.ศ.600 ประชากร 600,000 คน เป็นศูนย์กลางการค้าขาย อาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาลในยุคของจักรพรรดิฟลาวีอุส เฮราคลีอุส ออกัสตัส (Flavius Heraclius Augustus) สงครามเปอร์เซียปี 618 ทำให้การส่งอาหาร และพืชผลการเกษตรจากอียิปต์หยุดชะงัก พลเมืองเริ่มอดอยาก และเหลือเพียงประมาณ 1 ใน 10 ของจำนวนเมื่อ 18 ปีก่อนหน้านั้น

10. แบกแดด (Bagdad) ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในปี ค.ศ.900 ประชากร 900,000 คน ได้ชื่อเป็นศูนย์กลางของยุคทองแห่งศาสนาอิสลาม เป็นศูนย์กลางของศิลปะ และวิทยาการหลายแขนงที่โลกอิสลามใช้มาจนถึงยุคปัจจุบัน แบกแดดเฟื่องฟูอยู่ 300 ปีเศษ ก่อนจะถูกกองทัพมองโกลรุกราน และถูกตีย่อยยับลงในปี 1250

11. ไคเฟิง (Kaifeng) เป็นเมืองใหญ่มากใน ค.ศ.1200 ประชากร 1,000,000 คน ตัวเมืองป้องกันแน่นหนาด้วยกำแพงถึง 3 ชั้น แต่ก็ไม่พ้นเงื้อมมือของมองโกลในการศึกที่ยืดเยื้อ 30 ปีเศษ และปี 1234 ไคเฟิงก็แตกพ่าย ราษฎรหลบหนีไปคนละทิศละทาง ที่นี่ยังมีชุมชนชาวยิวโบราณใหญ่โตที่สุดในจีนอีกด้วย

12. ปักกิ่ง โดดเด่นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1500 ประชากร 1,00,000 คน ใหญ่โตที่สุดในยุค แต่แพ้ภัยตัวเองเพราะไม่สามารถเลี้ยงดูประชากรที่มากมายได้ ราษฎรบุกถางป่าตัดไม้ทำบ้านเรือนที่อาศัย และเผาถ่านเป็นเชื้อเพลิงจนโล่งเตียน ส่งผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมสะท้านสะเทือนไปทั่วภูมิภาค

13. กรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองหลวงอาณาจักรสยามโบราณอยู่กว่า 400 ปี แต่ขึ้นนำหน้าทุกเมืองในโลกในปี ค.ศ.1700 (พ.ศ.2243) ประชากร 1,000,0000 คน เป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าจากสารพัดทิศ รวมทั้งชาวยุโรปด้วย แต่อยุธยาก็สิ้นสุดลงเป็นเถ้าถ่านด้วยน้ำมือของกองทัพพม่า

14. ลอนดอน ใหญ่โตที่สุดในต้นศตวรรษที่ 19 หรือปี ค.ศ.1825 ประชากร 1,335,000 คน ที่อยู่กันแออัดจนเกือบจะทุกย่านของเมืองหลวงมีสภาพเป็นสลัม อาชญากรรมลามเมือง ในปี 1829 รัฐบาลได้ตั้งกองกำลังตำรวจขึ้นอย่างเป็นทางการ ตั้งชื่อตามชื่อของนายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต พีล (Robert Peel) ชาวอังกฤษเรียกตำรวจว่า “บ๊อบบี้ส์” (Bobbies) จนถึงทุกวันนี้

15. นิวยอร์ก ในปี 1925 หรือต้นศตวรรษที่แล้วมีประชากรถึง 7,774,000 คน เป็นมหานครที่มองสู่อนาคตอย่างแท้จริง เป็นแห่งแรกของโลกที่สร้างตึกระฟ้า ถึงแม้ว่าจะเจอสภาพเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 แต่การก่อสร้างอาคารสูง เช่น ไครสเลอร์ เอ็มไพร์สเตท ลินคอล์น และอาคารวันวอลสตรีท ฯลฯ ก็ยังดำเนินต่อไป

16. โตเกียว ใน 1968 (พ.ศ.2511) เมืองหลวงของญี่ปุ่นมีประชากรถึง 20,500,000 คน ไม่เคยมีที่ไหนประวัติศาสตร์โลก แต่เศรษฐกิจของประเทศรุ่งเรืองสุดขีด ระหว่างปี 1953-1990 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจยุคหลังสงครามโชติช่วงมากที่สุด ญี่ปุ่นสร้างสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่ออกสู่ตลาดโลกมากมายหลายชนิด.


ที่มาhttp://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000008955

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

ค้าปลีกในสหรัฐฯ ปิดสาขารับปี 2017 : "ปี 2017 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล"


ค้าปลีก Sears, Kmart และ Macy ในสหรัฐฯ ปิดสาขารับปี 2017 : "ปี 2017 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล"

ทุกครั้งที่ผู้เขียนเริ่มเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับการพลิกผัน (Disruption) จะมีความไม่สบายใจ เพราะเพื่อนๆ ผู้เขียนหลายท่าน รวมทั้งผู้ติดตามบทความก็กำลังทำธุรกิจที่มีแนวโน้มขาลงตามกระแสโลก ผู้เขียนเองต้องขออภัยผู้อ่านที่อ่านแล้วอาจจะไม่สบายใจ จึงขอเสนอแนะว่า เราสามารถเลือกอ่านหรือเสพสื่อใดก็ได้ที่ทำให้เราสบายใจ

ดังนั้นเพื่อความสบายใจก็ขอให้ท่านมองผ่านบทความของผู้เขียนไป แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอยืนยันว่า ในเนื้อหาทุกบทความของผู้เขียนจะไม่ใส่อคติใดๆ และข้อมูลจะมาจากแหล่ง reference ที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะระบุไว้ท้ายบทความเสมอ และผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านที่เปิดใจอดทนอ่านด้วยสติและปัญญาและปราศจากอารมณ์ จะได้รับประโยชน์จากบทความแน่นอน

วันนี้ผู้เขียนได้พูดคุยกับเพื่อนอเมริกันผ่าน whatsapp ในเรื่องวิกฤติของธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐฯ จึงได้ค้นคว้าเพิ่มเติมข่าวสารให้ผู้อ่านได้รับทราบ



Sears ได้ตัดสินใจประกาศในช่วงปีใหม่ โดยปิดสาขากว่า 150 แห่ง ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของอุตสาหกรรมค้าปลีกของสหรัฐฯ อันสืบเนื่องมาจากการถูกท้าทายโดยร้านค้า online เช่น Amazon ซึ่งในสมัยที่ผู้เขียนเรียนปริญญาโทที่เมือง Atlanta มลรัฐจอร์เจีย ผู้เขียนมักจะหาเวลาพักผ่อนเดินเล่นหาซื้อของในร้านทั้งสองเสมอ โดยในขณะนั้นมี Sears และ Kmart ในมลรัฐจอร์เจียทั่วทุกแห่ง

Sears Holding Corp. (SHLD) ได้ประกาศว่าจะทำการปิดสาขาของ Kamart อีกถึง 109 สาขา และ outlets ของ Sears อีก 41 สาขา รวมไปถึงการยกเลิกแผนที่จะจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์ช่างฝีมือ (Craftman tool) ภายใต้ตราสินค้า Stanley Black & Decker แต่ SHLD ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของการจ้างงานของพนักงานแต่อย่างใด โดยการปิดสาขาในปี 2016 ก็ได้มีการปิดไปแล้ว 78 สาขา ส่วนในปี 2015 ปิดไปมากกว่า 200 สาขา

ซึ่งในปลายปี 2014 Eddie Lampert, CEO ของ Sears ได้ให้ข้อมูลว่า Sears อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital transformation) โดยจะอยู่ในรูปแบบ membership-based และ e-commerce-centric retailer และกำลังสร้าง "Shop Your Way program" ขึ้นมา โดยจะค่อยๆ ลดสาขาที่เป็นกายภาพให้น้อยลงตามลำดับ



Macy ได้ประกาศรับปี 2017 เช่นกัน โดยปิด 68 สาขาและต้องให้พนักงานออกจากงาน 10,000 ตำแหน่ง เหตุการณ์นี้เกิดจากผลของรายได้การประกอบการที่ย่ำแย่ลงมาตลอด อีกทั้ง Macy ยังคาดว่าจะต้องปลดพนักงานอีก 3,900 ตำแหน่งจากแผนการปิดสาขาอีกอย่างต่อเนื่อง และยังต้องปลดพนักงานที่เกิดจากการปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กรอีก 6,200 ตำแหน่ง

Macy ได้เปิดเผยด้วยว่า การตัดค่าใช้จ่ายของ Macy ด้วยการปลดพนักงานและปิดสาขาก็เพื่อนำเอางบประมาณของบริษัทไปมุงเน้นลงทุนในธุรกิจดิจิทัล ซึ่งในปรากฏการณ์นี้ Prof. Mark Cohen ศาสตราจารย์ของ Columbia Business School ได้ให้ความเห็นว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของการประกาศปิดสาขาและปลดพนักงานครั้งสุดท้ายของ Macy และยังให้ความเห็นอีกด้วยว่า มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และแน่นอน "more to come"



Prof. Mark Cohen ได้ให้ความเห็นด้วยว่า การที่องค์กรไม่ยินดีที่จะรับรู้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็จะได้รับผลนี้ นั่นก็คือการปิดตัวของธุรกิจในที่สุด
--------------


ข้อมูลเพิ่มเติม

1. Hardvard Business Review ได้ลำดับก่อนหลังธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ จะถูก disrupt ดังนี้


(1) Media
(2) Telecom
(3) Financial services
(4) Retail
(5) Insurance
(6) Education
(7) Healthcare



2. ผู้บริหาร ที่มีวิสัยทัศน์จึงสามารถคาดการณ์การพลิกผัน (Disruption) ในอุตสาหกรรมได้ ก็จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถประเมินความสามารถขององค์กรในอนาคตได้ การจ้างบุคลากรที่เหมาะสมจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขององค์กรได้ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้เกิดการตัดสินใจจากข้อมูล และมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่องค์กรที่เชี่ยวชาญทางดิจิทัล และเป็นที่แน่นอนว่า องค์กรที่ยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าวก็จะต้องกลายเป็นผู้ตาม และอาจถูกทิ้งอยู่ข้างหลังอย่างไม่ต้องสงสัย

Reference
[1] http://money.cnn.com/2017/01/05/investing/sears-kmart-closing-stores/
[2] http://fortune.com/2014/12/15/sears-ceo-lampert/
[3] http://money.cnn.com/2017/01/04/news/companies/macys-job-cuts-stock/index.html
[4] https://hbr.org/2016/03/the-industries-that-are-being-disrupted-the-most-by-digital
----------------
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม
www.เศรษฐพงค์.com
8 มกราคม 2560 10:00
-----------------

ที่มา http://www.stock2morrow.com/

8 Jan, 2017

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

สิงคโปร์แชมป์ PISA สุดยอดคุณภาพการศึกษาที่ไร้คู่แข่ง

โดย อแมนด้า ไวส์    
MGR Online  
20 ธันวาคม 2559 
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Behind Singapore’s PISA success and why others may not want to compete
By Amanda Wise
18/12/2016

รายได้ครัวเรือนอู้ฟู่และการเรียนพิเศษกับคุณครูระดับปรมาจารย์ คือปัจจัยสำคัญที่หนุนสิงคโปร์ได้ครองอันดับหนึ่งตารางจัดอันดับคุณภาพการศึกษาของ 70 ชาติ

มิใช่เรื่องน่าประหลาดที่ประเทศปราดเปรื่องอย่างสิงคโปร์สามารถผงาดขึ้นครองจ่าฝูงบนตารางจัดอันดับคุณภาพการศึกษาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก นามว่า “ปิซ่า” กระนั้นก็ตาม น่าพิจารณาเจาะลึกกันสักครา ว่าปัจจัยอันใดกันแน่ ที่ส่งผลให้ยุวชนคนสิงคโปร์มีระดับมาตรฐานการเรียนการสอนเลอเลิศได้ปานนั้น

การจัดอันดับ “ปิซ่า” หรือ PISA อันเป็นคำย่อจาก Programme for International Student Assessment (โครงการเพื่อการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ) ซึ่งประกาศผลกันเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา (6 ธ.ค.) ได้จัดวางให้สิงคโปร์เป็นอันดับที่ 1 ของตารางการประเมินผลนักเรียนนานาชาติในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน เหนือชั้นกว่าประเทศอื่นๆ และระบบเศรษฐกิจอื่นๆ มากกว่า 70 แห่งทั่วผืนปฐพี ขณะที่ตารางย่อยสำหรับกลุ่มประเทศโออีซีดีนั้น ประเทศชื่อชั้นหรูๆ อย่างออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และอังกฤษไปปรากฏอยู่ในอันดับท้ายๆ

ความสำเร็จดังกล่าวจุดชนวนให้ต้องถามว่าสิงคโปร์ทำเยี่ยงใด จึงเก่งกาจกันปานนั้น และประเทศอื่นจะอยากเจริญรอยตามล่ะหรือ

เคล็ดลับความสำเร็จที่ต้องเอ่ยถึงก่อนเลยคือ การที่เมืองลอดช่องแห่งนี้ลงทุนหนักมากให้แก่ระบบการศึกษาของตน ผู้ที่จะมาเป็นคุณครูได้ ต้องเก่งที่สุดและยอดเยี่ยมที่สุด พร้อมกันนั้น สิงคโปร์ได้พัฒนาแนวทางครุศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงในกลุ่มแขนงวิชาสายแข็ง นามว่า STEM หรือก็คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ อาทิ แนวทางการศึกษาคณิตศาสตร์แบบรอบรู้เชี่ยวชาญ หรือก็คือแนว Maths Mastery ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่นักเรียนจะศึกษาในแต่ละชั้นจนกระทั่งเก่งกาจเชี่ยวชาญก่อนจะเลื่อนขึ้นสู่ชั้นถัดไป แนวทางนี้ประสบความสำเร็จสุดๆ ในสิงคโปร์และจีน ทำให้อังกฤษนำไปทดลองใช้เมื่อปี 2015 และผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่านักเรียนที่อยู่ในแนวทางนี้เก่งกว่านักเรียนในแนวทางอื่นๆ

โดยวัฒนธรรมประเพณีแล้ว ชาวลอดช่องนับเป็นชาติที่ปักใจไว้เหนียวแน่นมาก ว่าพวกตนจะต้องประสบความสำเร็จในการเรียนการสอน และประเทศนครรัฐแห่งนี้มีการเน้นย้ำในระดับชาติกันเลยทีเดียวว่าคนสิงคโปร์จะต้องมีความเป็นเลิศด้านการศึกษา

ที่ผ่านมา ความสำเร็จในการจัดอันดับ ปิซ่า ตลอดจนในตารางจัดอันดับสาขาอื่นๆ ของโลก ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างแบรนด์“สิงคโปร์”อันลือลั่นสนั่นพิภพ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คริสโตเฟอร์ กี นักวิชาการคนดังของสิงคโปร์เรียกว่า “การแข่งขันสะสมอาวุธทางปัญญา” กล่าวก็คือการเรียนการสอนที่สนับสนุนให้แข่งขันกันสุดฝีมือ ถือเป็นบรรทัดฐานธรรมดาของสังคม

บทบาทของการกวดวิชาและสอนพิเศษ

ในการอภิปรายหลายๆ กรรม หลายๆ วาระ ภายในออสเตรเลียในหัวข้อประมาณว่า ทำไมชาวออสซี่ไม่สามารถสร้างผลงานได้ดีเท่ากับชาวลอดช่อง ได้มีการมุ่งเน้นไปในจุดที่ว่าโรงเรียนในสิงคโปร์ทำอะไรกันบ้าง

กระนั้นก็ตาม การอภิปรายทั้งหลายทั้งปวงได้ละเลยปัจจัยสำคัญที่สร้างคุณูปการใหญ่หลวงแก่ความสำเร็จของประเทศนครรัฐแห่งนี้ คือ บทบาทของการกวดวิชาและสอนพิเศษ ตลอดจนอิทธิพลที่การกวดวิชาและสอนพิเศษมีต่อความสำเร็จโดยองค์รวมของเหล่านักเรียนเมืองลอดช่อง

ต่อไปนี้เป็นตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจ:

• 60% ของนักเรียนวัยมัธยมปลาย และ 80% ของนักเรียนวัยประถม ได้รับการสอนพิเศษ-ได้เข้าเรียนกวดวิชา

• 40% ของนักเรียนชั้นเตรียมประถมมีคุณครูสอนพิเศษให้

• นักเรียนวัยเตรียมประถมได้เรียนพิเศษสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ขณะที่นักเรียนชั้นประถมได้เรียนพิเศษสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

ใช่แล้วค่ะ ในจำนวนเด็กวัยประถม 10 คนในสิงคโปร์ จะมีอยู่ 8 คนที่ได้เรียนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นแบบคุณครูสอนพิเศษ หรือแบบโรงเรียนกวดวิชา

เมื่อปี 1992 ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ ณ ระดับเพียง 30% สำหรับกรณีมัธยมปลาย และ 40% สำหรับระดับประถม โดยจำนวนชั่วโมงที่นักเรียนใช้ไปกับการเรียนพิเศษจะทวีขึ้นเมื่อเรียนถึงชั้นปลายๆ ของระดับประถม ทั้งนี้ เด็กจากครอบครัวชนชั้นกลางได้เข้าเรียนพิเศษนับเป็นจำนวนชั่วโมงที่มากกว่าเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะด้อยกว่านั้น

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งมีอยู่ว่า ภายในหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนโรงเรียนกวดวิชาเอกชนเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าทวีคูณ โดยที่ว่าในปี 2015 ศูนย์กวดวิชาที่จดทะเบียนมีจำนวน 850 แห่ง พุ่งเพิ่มจากระดับ 700 แห่งในปี 2012

ปัจจัยด้านรายได้ของครอบครัว

ตามผลสำรวจค่าใช้จ่ายครัวเรือนของสิงคโปร์ การสอนพิเศษของประเทศนครรัฐแห่งนี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงถึง 1,100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (772 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) สูงมากสำหรับประเทศที่มีประชากรเพียง 5.6 ล้านราย โดยตัวเลขนี้เทียบได้เป็นสองเท่าของตัวเลขค่าใช้จ่ายครัวเรือนเมื่อปี 2005 ซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ 650 ล้านดอลลาร์สิงโปร์

ทั้งนี้ 34%ของครัวเรือนที่มีบุตร จัดสรรงบค่าใช้จ่ายเพื่อการเรียนพิเศษแก่ลูกๆ ในระดับ 500 – 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือนต่อเด็ก 1 คน ขณะที่ อีก 16% จัดสรรงบค่าใช้จ่ายนี้แก่ลูกๆ ในระดับ 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือนต่อคน

ในการนี้ หากแบ่งระดับรายได้ของครัวเรือนเป็น 5 ช่วง ช่วงละ 20% จะพบว่าครอบครัวผู้มีรายได้ระดับ 20% ของก้นตาราง สามารถหาเลี้ยงชีพได้เพียงเดือนละ 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ จึงอาจกล่าวได้ว่างบค่าใช้จ่ายเพื่อการเรียนพิเศษในระดับดังกล่าว ถือว่าเป็นเงินที่มหาศาล

หากคิดไปถึงข้อเท็จจริงว่าครอบครัวที่มีลูก 2-3 คน เราย่อมเห็นวี่แววของปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงเศรษฐกิจสังคมปรากฏอยู่ในประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่ความสำเร็จทางการศึกษาต้องพึ่งพิงกับการเรียนพิเศษ

ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ในบรรดาครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุด 2 ช่วงสุดท้ายของตาราง คือมีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ จะมีเพียง 20%เท่านั้นที่ให้ลูกได้เรียนพิเศษ

ศูนย์กวดวิชา

ศูนย์การสอนพิเศษและโรงเรียนกวดวิชาทั้งปวงประกอบความหลากหลาย มีตั้งแต่ศูนย์ติววิชาใกล้บ้านสนนราคามิตรภาพ และศูนย์สอนพิเศษประจำชุมชน ไปจนถึงโรงเรียนกวดวิชา “ยี่ห้อดัง” ใหญ่ยักษ์ระดับชาติซึ่งมีสาขากระจายไปตามศูนย์การค้าชั้นนำทั่วเกาะสิงคโปร์

คุณภาพของการกวดวิชาที่นักเรียนได้รับจะเป็นไปตามความสามารถที่นักเรียนจะจ่ายไหว

มันเป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาล

ยุทธศาสตร์การตลาดของโรงเรียนกวดวิชามักที่จะเน้นสร้างความวิตกกังวลในใจผู้ปกครองเด็ก ว่าเด็กจะล้มเหลวทางการศึกษา หากผู้ปกครองไม่ยอมควักกระเป๋าช่วยสร้างความได้เปรียบให้แก่เด็กๆ

ผู้ปกครองมากเลยร้องบ่นว่าโรงเรียน “สอนเกินตำรา” ความหมายก็คือ มุมมองว่าคุณครูในชั้นเรียนทึกทักว่าเด็กในห้องได้รับความรู้เพิ่มเติมจากโรงเรียนกวดวิชามาแล้ว และจึงสอนเกินระดับของหลักสูตร ดังนั้น จึงต้องตรองดูว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่เด็กส่วนน้อยที่ไม่มีโอกาสได้รับองค์ความรู้เพิ่มเสริมพิเศษ

ทำไมต้องเริ่มเรียนพิเศษตั้งกะชั้นเตรียมประถมและชั้นประถม

ในสิงคโปร์มีการสอบที่สำคัญต่ออนาคตของนักเรียนอย่างยิ่งยวด คือ การสอบ PSLE หรือการสอบจบจากชั้นประถม ซึ่งเป็นการสอบที่มีส่วนได้เสียดุเดือด เพราะผลการสอบมิใช่แค่การไปกำหนดว่านักเรียนจะได้เข้าโรงเรียนมัธยมแห่งใด หากยังไปกำหนดด้วยว่านักเรียนจะได้เรียนในโรงเรียนที่จะได้ช่องพิเศษเข้ามหาวิทยาลัยกันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่เมืองลอดช่องไม่ได้มีสิทธิอัตโนมัติที่จะฝากเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยม “ประจำท้องถิ่น”

โรงเรียนมัธยมทั้งหลายจะเป็นฝ่ายเลือก โดยโรงเรียนมัธยมเกรดเอบวกจะได้เลือกเด็กที่มีผลสอบ PSLE สูงลิ่ว ทั้งนี้ โรงเรียนมัธยมจัดแบ่งได้ 4 เกรด และผลสอบดังกล่าวจะส่งให้นักเรียนได้เข้าเรียนลดหลั่นตามเกรด ถ้าเป็นโรงเรียนมัธยมเกรด A นักเรียนจะได้เข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยม ถ้าเป็นโรงเรียนมัธยมระดับก้นตาราง ก็จะป้อนนักเรียนเข้าสู่สถาบันอาชีวศึกษาบ้าง โพลีเทคนิคบ้าง โดยจะต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน

คุณพ่อคุณแม่ที่มีฐานะเป็นชนชั้นกลางจำนวนมากเชื่อว่า “การแข่งขัน” นั้นเริ่มตั้งแต่ต้นมือ

คุณพ่อคุณแม่จึงถูกคาดหวังให้กวดขันดูแลให้ลูกๆ วัยก่อนประถม ได้อ่านและเขียน อีกทั้งมีทักษะคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานก่อนที่เด็กจะเข้าโรงเรียน เด็กจะมีศักยภาพได้อย่างนั้น ย่อมต้องพึ่งพาบริการของโรงเรียนสอนพิเศษนั่นเอง

ขณะที่ผู้คนพากับชื่นชมมากมายในความสำเร็จของระบบการศึกษาของสิงคโปร์ ก็ยังมีคำถามที่ตรวจสอบบทบาทของบรรดาโรงเรียนกวดวิชาต่อรูปโฉมแนวโน้มของชีวิตวัยเด็ก และต่อการกระตุ้นความกังวลของคุณพ่อคุณแม่

ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญมีอยู่ว่า โรงเรียนจะทึกทักว่าเด็กทุกคนได้เรียนพิเศษกับทั่วหน้าแล้ว และจึงทำการสอนเกินหลักสูตรเพราะถือว่าเด็กที่ได้เรียนพิเศษเป็นประชากรกลุ่มหลักในห้องเรียน

ผู้ปกครองมากรายในสิงคโปร์โอดครวญหนักหนากับสภาพแวดล้อมที่แข่งขันกันสาหัสสากรรจ์ได้ส่งผลเป็นแรงบีบคั้นให้เด็กต้องทุ่มเทเวลาแก่การกวดวิชาดุเดือดเลือดพล่าน พร้อมกับกระทบไปยังมิติต่างๆ ของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้เวลากับสมาชิกในครอบครัว การบั่นทอนโอกาสที่จะใช้ชีวิตวัยเด็ก การพัฒนามิตรภาพ ตลอดจนการได้พักผ่อนอย่างเหมาะสม ในการนี้ มีจำนวนมากเลยที่รู้สึกว่าต้องยอมแลก เพราะพวกตนไม่มีทางเลือก

คนสิงคโปร์นั้นมีเงาของความวิตกหนักมากในเรื่องว่า กลัวจะต้องล้าหลัง กลัวจะเป็นผู้แพ้ ฝ่ายผู้กำหนดนโยบายจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระแวดระวังว่าการได้มาซึ่งความสำเร็จอันฉูดฉาดในด้านการศึกษานั้น ตั้งอยู่บนความเสียหายอันใดบ้าง

นี่มิใช่ว่าจะคัดค้านความสำเร็จของสิงคโปร์ แต่เป็นเรื่องของการตรวจสอบในประเด็นการกวดวิชานอกเวลาเรียน การเรียนการสอนในสิงคโปร์มีความเป็นเลิศในหลากหลายมิติ กระนั้นก็ตาม การเรียนพิเศษไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต หากจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ของการใช้ชีวิตด้วย

อแมนด้า ไวส์ รองศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแมคควอรี, ออสเตรเลีย

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ The Conversation (http://theconversation.com/)

ปี 2560 แรงงานวัยเกษียณยังมีคุณค่า ผุดอาชีพใหม่-รายได้ดี!


โดย MGR Online    
31 ธันวาคม 2559

ปี 2560 ธุรกิจเอกชนเตรียมพร้อมรับมือปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และมีแรงงานวัยเกษียณ โดยเฉพาะระดับผู้บริหาร ด้านบริษัทจัดหางานจากต่างประเทศ ถึงขนาดต้องเปิดบริษัทเพื่อเฟ้นหาตัวผู้บริหารวัยเกษียณโดยเฉพาะ ชี้เอกชนต้องวางแผนตั้งรับ เพราะแนวโน้มนี้ส่งผลกระทบ 4 กลุ่มสายงานที่ขาดแคลน คือ “การเงิน-วิศวกรรม-สินค้าบริโภคอุปโภค-ค้าปลีก” ในทุกระดับ ขณะคนที่เกษียณที่มีทักษะพร้อมโดดเข้าสู่อาชีพที่ปรึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูง ด้านวงในธุรกิจสื่อสารและคอนซูเมอร์เผย เริ่มมีการปรับตัวรับมือกับวิกฤต

ยุคนี้เป็นยุคของการเปลี่ยนแปลง ที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้งด้านสื่อสาร และธุรกิจรีเทล หลายแห่ง ต้องเผชิญปัญหาด้านบุคลากร เพราะผู้บริหารระดับสูงที่ทยอยเกษียณอายุในเวลาใกล้ ๆ กันแบบยกทีมทุกสายงาน ทำให้เกิดวิกฤต เพราะไม่สามารถปั้น Successor (ตัวตายตัวแทน) จากคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้ทันการเปลี่ยนแปลง

ประเทศไทยมีการเกษียณอายุที่ 60 ปี และในปัจจุบันมีผู้สูงอายุทั้งประเทศประมาณ 10 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของประชากรทั้งประเทศ ถือเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ โดยในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า แรงงานกลุ่มนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะจะกระจายอยู่ในทุกสายงานขององค์กร





ที่มาภาพ : ศาสตราจารย์ศศิพัฒน์ ยอดเพชร คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์





นับว่าการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุนี้ จึงเป็นที่มาของปัญหาที่ทำให้ภาคธุรกิจเอกชน ต้องเผชิญภาวะการขาดแคลนแรงงานที่มีศักยภาพ ต่อเนื่องมาจากที่วัยเกษียณในกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) มีจำนวนมาก และบริษัทเอกชนก็ไม่สามารถหาตัวตายตัวแทน พัฒนาคนใหม่ ทั้งเจนเอ็กซ์ (Gen X) และเจนวาย (Gen Y) ที่มีศักยภาพเข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงได้ทัน ซึ่งกลุ่มนี้จะกระจายเต็มองค์กรในอีก 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ได้ปะทุขึ้นตั้งแต่ประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งในปี 2560 บริษัทเอกชนหลายแห่งได้หาทางออกโดยนำนโยบายการต่ออายุแรงงานเกษียณมาใช้กับองค์กร ขณะเดียวกันยังทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนทรัพยากรบุคคล

อาชีพใหม่ผุดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลง
นางสาวสุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป บริษัทด้านบริหารจัดการแรงงาน ที่มีสาขากว่า 60 ประเทศทั่วโลก กล่าวว่า ปัญหานี้เกิดจากการตั้งรับไม่ทันของบางองค์กร ถึงแม้ผู้บริหารระดับกลางที่มีอยู่จะมีความสามารถ แต่ยังไม่สามารถดูแลเรื่องการบริหารระดับสูงได้ ทั้งในส่วนการมองทิศทางธุรกิจในภาพรวม และการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพราะยังขาดประสบการณ์

อีกทั้งไม่มีการวางแผน ไม่เคยให้โอกาสในการฝึกฝน อบรมทักษะในการเป็นผู้บริหาร ตราบใดที่ยัง Centralize คืออำนาจยังอยู่ที่ผู้บริหารสูงสุดเท่านั้น จะทำให้ระดับรองลงมาไม่มีทักษะในการบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ หรือมีน้อยจนทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการขึ้นมาแทนที่ ซึ่งในส่วนองค์กรเองก็จะมองว่าไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี

ขณะที่บางองค์กรให้อิสระ ทำในลักษณะ Decentralize คือให้อำนาจในการตัดสินใจตั้งแต่ระดับผู้จัดการ (Line Manager) เพื่อเป็นการฝึกฝน พัฒนา เพราะมองว่าเมื่อกลุ่มผู้สูงอายุออกจากองค์กรไป ต้องมีกลุ่มเจเนอเรชันใหม่เข้ามาทดแทน มีเรื่องอะไรที่เจนฯใหม่ต้องเรียนรู้ เป็นการดูแล ฝึกฝน และอบรมมาก่อน

จะเห็นได้ว่าตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ คณะกรรมการพิเศษ เกิดขึ้นมากในหลายองค์กร เพื่อเป็นการยืดเวลาการทำงานของพนักงานสูงอายุ ตัวอย่างในบางบริษัทที่เห็นได้ชัด ตั้งแต่ระดับฝ่ายขาย เช่นอดีตผู้บริหารท่านหนึ่งระดับผู้อำนวยการฝ่ายขาย (Sales Director) ซึ่งทุกวันนี้ยังเข้าออฟฟิศอยู่เป็นบางวัน โดยมีหน้าที่หลักคือการแก้เคสเมื่อเกิดปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ จะคิดแผนในการแก้ไข และสนับสนุนการขาย

วิธีการนี้กลายเป็นเรื่องปกติ เพราะจะหาใครที่มีความรู้ประสบการณ์ และคอนเนกชันได้ดีเท่ากับ “คนใน”

ดังนั้นผู้บริหารกลุ่มนี้จะได้รับข้อเสนอที่เป็นลักษณะสัญญาระยะสั้น อาจจะเป็นปีต่อปี หรือ 3 ปี
ปัจจุบันผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ จะได้รับข้อเสนอต่ออายุจากองค์กร แต่ไม่ได้หมายความว่าได้ต่ออายุทุกคน จะต้องเป็นกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุ หรือแรงงานเกษียณอายุที่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้

เช่นต้องเข้าใจในเรื่องของเทคโนโลยี จึงจะสามารถให้คำปรึกษาได้ ถึงแม้จะเป็นแรงงานสูงอายุ แต่การเรียนรู้จะต้องเกิดขึ้น พร้อม ๆ กับคนรุ่นใหม่ได้เช่นกัน

เตรียมตัวเป็นไทยแลนด์ 4.0

นางสาวสุธิดา บอกว่า ภาครัฐมีการตื่นตัว และให้ความสำคัญกับแรงงานสูงอายุมากขึ้น เพราะมองเห็นอนาคตใน 10-20 ปีจะมีผู้สูงอายุเกือบเต็มประเทศ

ขณะคนที่อยู่ในวัยแรงงานลดน้อยลง แต่สิ่งที่ทำให้แรงงานเกษียณมีคุณค่าเพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ภาคธุรกิจบริษัทเอกชน จึงต้องเดินตามกรอบและทิศทางของประเทศที่มีความคิดสร้างสรรค์ และนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาบูรณาการตั้งแต่เล็กไปใหญ่ ตั้งแต่ระดับคน ระดับองค์กร ไปจนถึงระดับประเทศ ซึ่งการสื่อสาร Internet of thing จะเข้ามาครอบทั้งหมดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และปรับให้ทันกระแสโลก

โดยในปี 2560 องค์กรต่าง ๆ ต้องเพิ่มการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงฝึกอบรมคนให้มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ที่ผ่านมาเรื่องนี้ยังเป็นอุปสรรค และประสิทธิภาพการผลิตนั้นยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์อยู่มาก

อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวโน้มการจ้างงานซึ่งจะทำให้มีการเปลี่ยนไป เพราะคนทำงานในวัยผู้สูงอายุ วัยเกษียณ กลับกลายเป็นบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในองค์กร เนื่องเพราะองค์กรต้องมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ต้องการคนที่มีลักษณะยืดหยุ่น คนที่ใช่และพร้อม

ดังนั้นเมื่อยังหาคนมาทดแทนไม่ได้ แรงงานวัยเกษียณจึงตอบโจทย์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะมีความพร้อมทั้งด้าน Knowledge และ Know How







ตั้งบริษัทเฟ้นตัวผู้บริหารป้อนเอกชน

นอกจากนี้ยังมีอีกแนวโน้มที่ชี้ชัดว่า คนวัยใกล้เกษียณเป็นกลุ่มแรงงานที่มีค่ามากในเวลานี้ คือ ในส่วนของแมนพาวเวอร์เอง ก็มีบริษัทลูกซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการสรรหาผู้เชี่ยวชาญพิเศษในกลุ่มคนที่เป็นผู้บริหาร

จากสถิติลูกค้าของแมนพาวเวอร์ ในปี 2559 ความต้องการแรงงานในกลุ่มนี้มีอัตราเติบโตถึงร้อยละ 20 ซึ่งถือว่าสูงมากท่ามกลางสภาวะตลาดปัจจุบัน เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และการตื่นตัวเรื่องไทยแลนด์ 4.0 จากภาครัฐ ทุกคนจึงต้องมีแผนในการรองรับ

ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ ที่มีลักษณะการบริหารแบบครอบครัว (Family Business) เพราะต้องเตรียมรับมือกับการเกษียณอายุของคนรุ่นก่อน

ดังนั้น การยกตัวอย่างองค์กรที่เป็นธุรกิจครอบครัว (Family Business) จะค่อนข้างชัดเจนมาก เพราะมาถึงช่วงเวลาเปลี่ยนรุ่น จากคุณพ่อคุณแม่ มาสู่รุ่นลูกหรือรุ่นหลาน ที่อาจจะยังไม่มีความรู้หรือประสบการณ์เพียงพอ จึงยังต้องจ้างคนเก่าเอาไว้เป็นที่ปรึกษา หรือคณะกรรมการ เพื่อให้การแนะนำ และโค้ชชิ่งให้กับเจเนอเรชันถัดไป

Family Business ที่ประสบปัญหานี้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีจ้างคนที่เกษียณแล้วเป็นที่ปรึกษาต่อ เพราะยังไม่มั่นใจคนในระดับรอง ขณะที่การจ้างคนนอกธุรกิจเข้ามาก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ 6 เดือนถึง 1 ปีซึ่งไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและการแข่งขันในช่วงนี้

การหาคนมาทดแทนผู้บริหารระดับสูงนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องมีความรู้ ความชำนาญ มีทักษะ และประสบการณ์ ถ้าจ้างมาแล้วระดับล่างไม่ยอมรับก็อยู่ไม่ได้ เข้ามาแล้วนอกจากคุมคนได้ ต้องบริหารจัดการได้ และต้องแก้ปัญหาให้ทีมได้ การหาคนที่มีคุณลักษณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย




นางสาวสุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป





ทางออกเมื่อเผชิญวิกฤตขาดแรงงานวัยเกษียณ

นางสาวสุธิดา กล่าวว่า ตัวอย่างของภาคเอกชนที่มีการปรับตัวเพื่อรองรับวิกฤตแรงงานทดแทนบุคลากรกลุ่มเกษียณอายุ จะมีการวางแผนจำนวนบุคลากรล่วงหน้า 5-10 ปี


อีกทั้งจะใช้แนวทางชะลอการเกษียณของแรงงานสูงอายุให้ช้าลง โดยต่ออายุการทำงานบนเงื่อนไขพิเศษ เช่น การจัดหางานนอกเวลาหรืองานพิเศษให้กับแรงงานสูงอายุ ในตำแหน่งที่เหมาะสม เป็นที่ปรึกษา คณะกรรมการ หรือผู้ชำนาญพิเศษ

“จะใช้วิธีการดึงคนสูงอายุมาเป็นพี่เลี้ยง กลุ่ม Talent ที่มีศักยภาพสูง เพื่อเตรียมความพร้อมในการถ่ายโอนความรู้ให้กับคนที่จะมารับตำแหน่งในยุคต่อไป”

ขณะเดียวกันองค์กรต้องวางแผนการนำทรัพยากรบุคคลของตัวเองมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเปรียบเทียบระหว่างการจ้างงานคนใหม่เข้ามา กับการใช้คนเดิมที่มีความรู้ มีประสบการณ์และทักษะในการทำงานอยู่แล้วถือเป็นต้นทุนที่ต่ำกว่า รวมทั้งคนในกลุ่มนี้ยังมีความสามารถในการบ่มเพาะและฝึกฝนพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่จะมาแทนที่ได้อีกด้วย

ในทางตรงกันข้าม การส่งบุคลากรคนรุ่นใหม่ไปศึกษาอบรมงานข้างนอกต้องมองว่าประสิทธิภาพ และผลลัพธ์เป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก เพราะลักษณะและวิธีการทำงานจะเทียบกับคนในสายงาน ในองค์กรที่มีประสบการณ์โดยตรงไม่ได้ ดังนั้นการให้บุคลากรที่มีอาวุโสมาเป็นพี่เลี้ยงคนรุ่นใหม่ จะสามารถลดต้นทุนได้ และมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่า ขณะที่ใช้เวลารวดเร็วกว่า

ขาขึ้นของอาชีพใหม่หลังเกษียณ

นางสาวสุธิดา กล่าวถึงสายงานที่มีการขาดแคลน จากการเกษียณของแรงงานผู้สูงอายุนั้น ในกลุ่มใช้แรงงาน จะสามารถใช้แรงงานหลังจากเกษียณได้ต่อในระยะเวลาอันสั้น คือ ประมาณ 1-5 ปี

ส่วนกลุ่มแรงงานทักษะระดับผู้บริหาร ซึ่งจะทำให้เกิดอาชีพใหม่ขึ้น เพราะความต้องการคนที่มีศักยภาพ มีทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ เข้ามาในส่วนของการจัดตั้งองค์กร หรือบริหารจัดการในด้านกลยุทธ์ขององค์กร เป็นที่มาของอาชีพที่ปรึกษา คณะกรรมการ และอาชีพผู้ชำนาญพิเศษ

ซึ่งอาชีพนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกิจ ภายใต้โครงการ หรือ Project ต่าง ๆ ซึ่งจะเข้ามามีส่วนร่วมในองค์กรประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เรียกได้ว่ากลุ่มอาชีพนี้ถือว่าเป็นขาขึ้นมาก

จากปัจจัยต่าง ๆ ทำให้แต่ละองค์กรต้องการประสิทธิผลมากที่สุด ต้องพิจารณาว่าจะใช้วิธีการใดจากสิ่งที่มีอยู่ การจ้างคนมาใหม่นอกจากมีค่าใช้จ่ายที่สูงแล้ว ยังมีข้อจำกัดที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ จึงต้องใช้คนเก่ามาเป็นพี่เลี้ยง

4 กลุ่มสายงานที่ขาดแคลนคนทดแทนวัยเกษียณ

ขณะที่ธุรกิจที่มีผลกระทบมากจากแรงงานเกษียณ ประกอบด้วย กลุ่มอาชีพสายการเงิน (Finance) ทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ เช่น Tax Adviser ให้คำปรึกษาเรื่องภาษี ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการบริหารการเงินขององค์กร

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มสายวิศวกรรม (Engineering)

กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มสินค้าบริโภคอุปโภค (Consumer Product)

กลุ่มที่สี่คือธุรกิจค้าปลีก (Retail)

โดยทั้งหมดอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนรุ่น และต้องมีการวางแผนเรื่องบุคลากรในอนาคตไว้ล่วงหน้า และส่วนใหญ่ต้องการบุคลากรในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง (Top Management) หรือในส่วนของผู้ชำนาญพิเศษ (Specialist) เช่นในกลุ่มของวิศวกรที่มีความรู้และประสบการณ์เฉพาะทาง ซึ่งคนรุ่นต่อไปยังไม่สามารถเข้าใจทางเทคนิคได้ดีพอ คนรุ่นนี้จึงต้องให้คำแนะนำ เพราะมีทักษะในการแก้ปัญหาที่ดีกว่า รวดเร็วกว่าการเสาะหาข้อมูล อาชีพที่ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์เฉพาะด้านจึงเป็นที่ต้องการ









ส่วนสายสังคมที่ไม่ต้องใช้ความเป็นผู้ชำนาญการมากนัก ก็ยังมีความต้องการในบางเซกเมนต์ เช่น ธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจที่ต้องมีการบริหารจัดการต้นทุน แรงงานสูงอายุยังสามารถผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาได้ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติเฉพาะบุคคลที่ต้องมีความรู้ และประสบการณ์ที่จะนำองค์กรได้ เรียกได้ว่าถ้ามีคุณค่าต่อองค์กรก็ได้ไปต่อ

“เรื่องการเรียนรู้ของพนักงานต้องมีการเปลี่ยนแปลง เช่นด้านไอที ทุกคนต้องปรับไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่เฉพาะแรงงานผู้สูงอายุ แต่ต้องปรับทั้งองคาพยพ เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีที่ทุกคนต้องใช้”

อัตราผลตอบแทนของแรงงานวัยเกษียณ

นางสาวสุธิดา ย้ำว่าอัตราเงินเดือนกลุ่มวัยเกษียณจะมีลักษณะที่หลากหลาย เพราะแรงงานภาคพิเศษ หรือแรงงานนอกเวลา ไม่จำเป็นต้องเข้าบริษัททุกวัน มีการเข้าทำงานเป็นรายวัน รายชั่วโมง ไปจนถึงให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์เป็นรายเคสและเรียกเก็บค่าตอบแทนตามตกลง

“กลุ่มอาชีพที่ปรึกษาจะมีรายได้ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน เป็นงานรายจ๊อบหรือระยะสั้น ทำสัญญากับองค์กรประมาณ 1-3 ปี อาชีพนี้ไม่จำกัดแค่ผู้บริหารที่มีชื่อเสียง แต่เป็นคนทำงานทั่วไปที่มีศักยภาพเช่นในธุรกิจรีเทล หรือคอนซูเมอร์โปรดักต์ที่มีเม็ดเงินมหาศาล”

เคสตัวอย่าง (ที่ปรึกษาเอสเอ็มอีเป็นฟรีแลนซ์) ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ คำนวณการให้คำปรึกษาและเรียกเก็บเป็นรายเดือนตามที่ตกลง กรณีมีเคสฉุกเฉินเร่งด่วนที่ต้องเข้าไปหารือในบริษัท ยังสามารถเรียกเก็บเพิ่มเติมไปจนถึงค่าเดินทางได้อีก ในส่วนของที่ปรึกษาภาครัฐหรือบางองค์กรอาจต้องใช้เอกสารรับรองการเป็นที่ปรึกษา คือต้องไปขึ้นทะเบียนที่ปรึกษากับกระทรวงการคลัง

แต่ในธุรกิจเอกชนบางแห่ง จะใช้การแนะนำและบอกต่อโดยดูตามความชำนาญพิเศษในแต่ละด้าน การเป็นที่ปรึกษานั้น ความยากคือการทำตามความคาดหวังของลูกค้า สามารถแก้ปัญหาให้ได้หรือไม่ สามารถทำผลลัพธ์ออกมาตามที่ต้องการหรือไม่ หากทำได้ นั่นคือได้เงินตอบแทน และมีการต่อสัญญา ซึ่งไม่ได้เป็นการผูกมัดทั้งสองฝ่าย

“ธุรกิจเอสเอ็มอีวันนี้ น่าจะเน้นมาสู่เรื่องของดิจิตอลมาร์เกตติ้ง เราเดินมาถึงจุดเปลี่ยนของการบริหารจัดการสื่อ สังเกตจากงบประมาณในการใช้สื่อออฟไลน์ลดลงในทุกธุรกิจ เบนมาใช้สื่อออนไลน์มากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ธุรกิจเอสเอ็มอีและเจ้าของกิจการอาจจะยังตามไม่ทัน จึงต้องใช้บริการที่ปรึกษา”

วงในสายสื่อสารและคอนซูเมอร์เริ่มปรับ

สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากบริษัทยักษ์ใหญ่วงการสื่อสาร เปิดเผยถึงสถานการณ์ด้านทรัพยากรบุคคลว่า “ก็ยอมรับว่าบริษัทกำลังเจอปัญหาการเกษียณอายุของผู้บริหารระดับสูง ที่จะทยอยครบวาระตั้งแต่ปี 2559 ไปจนอีก 2 ปีข้างหน้า เรียกว่าแทบทุกสายงานตั้งแต่ไฟแนนซ์ กฎหมาย การตลาด และฝ่ายขาย

ซึ่งบริษัทเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีหลักสูตรการเตรียมความพร้อมหัวหน้างาน ตั้งแต่ระดับล่าง ไปจนถึงระดับสูง ซึ่งก็ปูพื้นให้กับคนที่มีศักยภาพ แต่ประสบการณ์และความเก๋าเกมไม่ได้มีกันง่าย ๆ และก็มีโอกาสสะดุดแน่นอน

ยิ่งผู้บริหารที่อยู่ในแผนกที่ใหญ่มาก คนที่จะมารับตำแหน่งก็ยิ่งหนักใจ ในบางสายงาน เราจึงต้องใช้วิธีผ่างานส่วนนั้นออกเป็นส่วนย่อย 2-3 ส่วน ตั้งคนใหม่ขึ้นมาลองบริหารแต่ละส่วน โดยให้มีการกำกับและฝึกฝนจากคนเดิม

นโยบายตรงนี้จะช่วยผ่อนภาระ และทำให้เห็นคนที่มีแววได้ชัดขึ้น

“ที่บริษัทมีนโยบายต่ออายุเกษียณให้กับผู้บริหารอยู่แล้ว ขึ้นกับความสมัครใจ เพราะบางท่านพร้อมเป็นที่ปรึกษา ชี้แนะผู้บริหารมือใหม่ บางท่านก็อยากไปพักผ่อน หรือให้เวลากับครอบครัว จึงอยู่ที่การเจรจาเป็นราย ๆ ไป”

ด้านแหล่งข่าวผู้บริหารจากธุรกิจอุปโภคบริโภค ที่มีธุรกิจในลักษณะครอบครัว พบว่าการส่งไม้ต่อธุรกิจจากเจเนอเรชันพ่อสู่ลูกในเจเนอเรชันเอ็กซ์และวาย ส่วนใหญ่เผชิญปัญหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเข้ามารับบทบาทงานบริหารต่อ ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้กับกำหนดเกษียณของผู้บริหารระดับสูงในบริษัท ที่ร่วมงานมาพร้อม ๆ กับรุ่นบุกเบิกหรือก่อตั้ง

“ตอนที่เข้ามารับช่วงต่อนั้นเครียดและกดดันมาก เพราะเราก็ใหม่ แม้จะฝึกมาระยะหนึ่งแล้ว ก็ไม่ได้รู้งานทะลุปรุโปร่ง โชคดีที่ผู้ใหญ่ทุกท่านพร้อมจะช่วยแนะนำ ทำให้ผ่อนหนักเป็นเบา”

ส่วนตัวเองที่เป็นเด็กก็ต้องรับฟังแนวทางหลายอย่าง แล้วมาปรับใช้เป็นแนวของเราเอง ขณะที่ผู้ใหญ่ก็เมตตา เปิดโอกาสให้ทดลองตามวิธีที่เราคิด มีทำผิดก็หลายครั้ง ก็มาช่วยกันแก้ไข และยังฝากเรากับลูกค้ารายใหญ่ ๆ ทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้อย่างไม่สะดุด

ที่มา http://manager.co.th/SpecialScoop/ViewNews.aspx?NewsID=9590000128981