วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

วิกฤตสหรัฐทั้ง 3 ครั้ง
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในแต่ละช่วงเวลามีความซับซ้อนและมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

หากเราลองมองกลับไปถึงศึกษาวัฏจักรของเศรษฐกิจสหรัฐ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา จะพบว่า เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) แล้ว จะต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้น ซึ่งในที่นี้หมายถึงมีอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นบวกติดต่อกัน 2 ไตรมาส แต่ทั้งนี้ระยะเวลาและรูปแบบของการฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยในแต่ละครั้งมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นตอปัญหาที่กดดันเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา

ตัวอย่างเช่น ช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับปัญหาฟองสบู่แตกในหุ้นกลุ่มไฮเทค (Dot.Com Bubble) ในช่วงปี พ.ศ. 2543 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5-6 ไตรมาส (โดยเริ่มจากไตรมาส 2/2543จนถึงไตรมาส 3/2544) ก่อนจะฟื้นตัวกลับมามีอัตราการขยายตัวเหนือ 0.00 % ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2544

นอกจากนี้เหตุการณ์ในอดีตยังชี้ว่า ปัญหาฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์เคยเป็นชนวนที่ทำให้เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในสหรัฐ มาแล้ว 2 ครั้ง คือ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 โดยทั้ง 2 ครั้งเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์สถาบันเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย (Savings and Loan Associations) หรือเป็นที่รู้จักกันดีว่า S&L Crisis

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 นั้น เศรษฐกิจสหรัฐ ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในอัตราตัวเลข 2 หลัก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากวิกฤตน้ำมันในช่วงปี ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) ในขณะที่การคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปสู่ฐานะทางการเงินของสถาบันเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ที่มักระดมเงินทุนระยะสั้น แล้วไปปล่อยกู้ระยะยาวในสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (ซึ่งมักจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นแบบคงที่) วิกฤต S&L ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวฉุดเศรษฐกิจสหรัฐ ให้เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็น ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2526

ต่อมาช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ผลพวงจากวิกฤต S&L กลับมาสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ อีกครั้ง พร้อมๆกับการเกิดสงครามอิรัก ผลกระทบจากทั้งสองเหตุการณ์ฉุดเศรษฐกิจสหรัฐ ให้ชะลอตัวลง ซึ่งเมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดจะเห็นว่า ภาวะถดถอยในรอบนี้ น่าจะจัดเป็นภาวะถดถอยทางเทคนิค คือเป็นช่วงเวลาที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหดตัวลง (ติดลบ) ติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม ในครั้งนั้นเศรษฐกิจสหรัฐ ใช้เวลาน้อยกว่าการเกิดวิกฤตครั้งแรกในการฟื้นตัวกลับมา

และถ้าหากพิจารณาถึงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ใน 3 ช่วงเวลาที่กล่าวมา โดยเรียงลำดับจากภาวะถดถอยในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 และภาวะถดถอยช่วงปีค.ศ. 2000-2001 (ยุคฟองสบู่ด็อตคอม)จะพบว่า เฟดตอบรับกับเหตุการณ์ภาวะถดถอยทั้ง 3 ช่วงด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่แตกต่างกัน นั้นคือ ในภาวะถดถอยช่วงต้นทศวรรษ 1980 (วิกฤตน้ำมัน + วิกฤต S&L) โดยเฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 4.75 % คือจากระดับ 13.00 % ในเดือนพฤศจิกายน 2524 ลงสู่ระดับ 8.25 % ในเดือนธันวาคม 2527

ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึง ต้นทศวรรษ 1990 (สงครามอิรัก + วิกฤต S&L) มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวมทั้งสิ้น 6.81 % จากระดับ 9.81 % ในเดือนพฤษภาคม 2532 สู่ระดับ 3.00 % ในเดือนกันยายน 2535 เป็นที่น่าสังเกตว่า จำนวนครั้งของการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดในรอบนี้ มากกว่าจำนวนครั้งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงเศรษฐกิจถดถอยต้นทศวรรษ 1980ราว 2 เท่า

ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจช่วงค.ศ.2000-2001 (ฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี) โดยเฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรวมทั้งสิ้น5.50 % จากระดับ 6.50 % ในเดือนพฤษภาคม 2543 สู่ระดับ 1.00 % ในเดือนมิถุนายน 2546

ส่วนการรับมือกับเศรษฐกิจที่ส่อเค้าถดถอยตรั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ลงมากถึง 0.75 % ในการประชุมที่จัดขึ้นอย่างฉุกเฉิน ติดตามมาด้วยการปรับลดอีกครั้ง 0.50 % ในการประชุมตามกำหนดการปกติ(29-30 มกราคม) การปรับลดดอกเบี้ยทั้ง 2 ครั้ง รวม 1.25 % ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดปรับลงอย่างรวดเร็วจาก4.25 %หลังการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 มาอยู่ที่ 3.00 % ในขณะนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 4.00 % ทั้งยังเป็นเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมด้วยกัน

และถ้าเรานับรวมการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในช่วงปลายปี 2550 (กันยายน ตุลาคม และธันวาคม 2550)เป็นต้นมาจะพบว่า เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาแล้วทั้งสิ้น 2.25 % ในรอบ 5 เดือน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2551) แม้กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกมั่นใจได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐ จะสามารถหลีกเลี่ยงหรือหลุดพ้นจากภาวะถดถอยได้ ข้อมูลตัวเลขจีดีพีล่าสุดของสหรัฐฯในไตรมาส 4/2550 ยังสะท้อนให้เห็นว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ขยายตัวเพียง 0.6 % ต่อปี ซึ่งลดลงจากการขยายตัว 4.9 % ในไตรมาสก่อนหน้า นี่อาจส่งสัญญาณถึงอาการเริ่มต้นของภาวะถดถอย

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในแต่ละช่วงเวลามีความซับซ้อนและมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยภาวะถดถอยที่เกิดจากวิกฤตสถาบันเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย(S&L)ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นเวลายาวนานมากที่สุด

แล้วต้นตอของปัญหาเหล่านี้ คืออะไร?

เมื่อเราพิจารณาถึงสาเหตุของวิกฤต S&L ในช่วงต้นและปลายทศวรรษ 1980 มาเปรียบเทียบกับวิกฤตซับไพรม์ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันบางประการ คือต่างมีสาเหตุอยู่ที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นหลังจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ เข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างต่อเนื่อง ดังสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านตัวเลขการหดตัวลงของยอดขายบ้าน โดยในช่วงวิกฤต S&L ต้นทศวรรษ 1980 ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ หดตัวลงถึง 28 เดือนติดต่อกัน (เดือนพฤศจิกายน 2521 –เดือนกุมภาพันธ์ 2524) ขณะที่วิกฤตซับไพรม์รอบนี้ ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ หดตัวลงแล้ว 25 เดือนติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 เป็นต้นมา และยังคงมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากตลาดยังคงรอเวลาที่จะผ่านพ้นจุดต่ำสุดต่อไปอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ความคล้ายคลึงของปัญหาวิกฤตซับไพรม์ในรอบนี้กับปัญหาของวิกฤต S&L ในอดีต ยังได้แก่ผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่จากความไม่มีเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีต่อการลดลงอย่างเห็นได้ชัดของการใช้จ่ายของผู้บริโภคภาคเอกชน

แต่ก็จะเห็นว่าในครั้งนี้ ส่งผลกระทบที่ขยายวงกว้างมากกว่า!!!

แต่ก็ยังมีความแตกต่างระหว่างวิกฤตการณ์ทั้ง 2 รอบอยู่ที่ ในวิกฤต S&L นั้น สถาบันการเงินประเภท Savings and Loansเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นก็คือ สถาบันการเงินประเภทดังกล่าวหลายแห่งต้องทยอยปิดตัวลง

ในขณะที่วิกฤตซับไพรม์รอบปัจจุบัน ความเสียหายทางการเงินไม่เพียงเกิดขึ้นกับบริษัทผู้ปล่อยกู้จำนองในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังขยายวงกระทบไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งหมายความรวมถึงธนาคารชั้นนำ นักลงทุนสถาบัน และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ถือครองตราสารที่หนุนหลังด้วยสินเชื่อด้อยคุณภาพอีกด้วย

และสถานการณ์อาจจะเลวร้ายลงไปอีกหากตลาดการเงินยังคงขาดเสถียรภาพเนื่องจากความเชื่อมั่นยังไม่กลับคืนมา และทำให้สถาบันการเงินชั้นนำที่กำลังเผชิญปัญหาต้องผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นของตนเองให้กับลูกหนี้พร้อมๆ กับการควบคุมการปล่อยสินเชื่อประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้มีมาตรฐานที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดวิกฤตซับไพรม์รอบนี้ก็อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐ และอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องเข้าสู่ "ภาวะชะลอตัว/ถดถอย" ซึ่งก็จะสะท้อนให้เห็นว่า เฟดอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องไปอีกเช่นกัน ทั้งนี้ สัญญาอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า (Fed Funds Futures) ล่าสุด ณ วันที่ 30 มกราคม 2551 สะท้อนตัวเลขคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ย Fed Funds อาจลดลงไปสู่ระดับ 2.25 % ภายในกลางปีนี้

เราก็คงต้องจับตาดูตลาดอสังหาฯของสหรัฐต่อไป เนื่องจากว่า สาเหตุของวิกฤตนั้น มาจากปัญหาของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ดังนั้นจึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ถึงความไม่มีเสถียรภาพของตลาดอสังหาฯในสหรัฐ (ซึ่งได้ลุกลามไปยังตลาดสินเชื่อทั่วโลก และล่าสุดกำลังส่งกระทบต่อไปยังอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทประกันตราสารหนี้) เพราะปัญหาในตลาดอสังหาฯ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคสหรัฐ

ในขณะที่ความเสียหายทางการเงินที่ทยอยปรากฏออกมาในงบดุลของสถาบันการเงิน ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน และอาจทำให้สถาบันการเงินต้องทำการคุมเข้มมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภคในรูปแบบอื่นๆ(นอกเหนือไปจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย)

และในที่สุด ความเสี่ยงของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากปัญหาดังกล่าวมาทั้งหมดได้ส่งผลกระทบกลับไปยังการบริโภคของภาคเอกชนซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ และนโยบายการคลังของรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เอนเอียงไปในเชิงที่ผ่อนคลายลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว แต่ดูเหมือนว่าความเสี่ยงของการเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ต่อไป ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมตามปกติและแบบฉุกเฉินของธนาคารกลางสหรัฐ เมื่อเร็วๆ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองทางเศรษฐกิจในเชิงลบของธนาคารกลางสหรัฐได้อย่างชัดเจน

ในขณะที่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งได้รับการสนันสนุนจากประธานาธิบดีบุช ที่ได้รับความเห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมาด้วยคะแนนที่ท่วมท้น อาจต้องเผชิญความล่าช้าในการพิจารณาโดยวุฒิสภาในขั้นตอนถัดไป ซึ่งจะทำให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงทางการเมืองก่อน แทนที่จะถูกเร่งประกาศออกมาให้เป็นข่าวดีของผู้บริโภคสหรัฐ

นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางการคืนเงินภาษียังถูกวิจารณ์โดยนายพอล ครุกแมนว่า แผนการดังกล่าวอาจไม่มีประสิทธิภาพมากนักในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการคืนเงินภาษีดังกล่าว (ผู้มีรายได้น้อยกว่า 75,000 เหรียญสหรัฐ) อาจเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ได้กำลังประสบกับความเดือดร้อนทางการเงิน ฉะนั้นเงินภาษีที่ได้รับคืนไปอาจถูกนำไปเก็บเป็นเงินออม และจ่ายหนี้มากกว่าจะถูกนำมาจับจ่ายใช้สอย

และถ้าหากพิจารณากันให้ดี จะเห็นได้ว่า ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับตลาดสหรัฐที่ถือได้ว่า มีขนาดเศรษฐกิจเป็น 1 ใน 4 ของโลก อาจเข้าสู่ช่วงตกต่ำยาวนานและอาจส่งผลให้เฟดต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าที่คาดยังคงดำเนินต่อไป

แม้ว่าหลายฝ่ายจะทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ถึงขนาดของผลที่จะเกิดขึ้นและที่จะส่งผลต่อสหรัฐและต่อโลกได้ตริงๆซักที

ถึงอย่างไร เราก็ทำได้แค่ต้องติดตามตอนต่อไปจริงๆ อย่างไรก็ตามเราควรที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะทำให้ผลนั้นกระทบกับเราให้น้อยที่สุด


http://learners.in.th/blog/nanartip/143743

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

3จี รู้จักกันจริงไหม (กรุงเทพธุรกิจ)
    ผู้บันทึก: Sirich4 on วันอังคาร 16 กันยายน 2008 - 8:31
ในช่วงระยะหลังนี้ เราพูดถึง เทคโนโลยี “3จี” กันอย่างกว้างขวาง แท้จริงแล้ว 3จี มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราอย่างไร และประเด็นสำคัญคือ เราพร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวจาก 2จี ไปสู่ 3จี ลองดูบทวิเคราะห์จากกูรูกันหน่อย

ทำไมต้องเป็น 3จี แล้วระบบ 2จี ที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไร 

ปัจจุบันนี้ เราใช้เทคโนโลยี 2จี ซึ่งบางคนก็บอกว่า 2.5, 2.7 หรือ 2.8จี การจะก้าวไปสู่ 3จี ที่ดูเหมือนจะอยู่แค่เอื้อม แต่ไปไม่ถึงสักทีนั้น หากถามว่าเราพร้อมแล้วหรือยัง ความพร้อมนี้ไม่สามารถมาจากหน่วยใดหน่วยหนึ่งในระบบ แต่ต้องมาจากทุกส่วนเกี่ยวเนื่องกันหมด ไม่ว่าจะเป็น Network Provider, Operator, Terminal/ Equipment Vendor, Content, Media ที่สำคัญคือ End users ว่ามีความต้องการใช้งานที่มากกว่าความสามารถของ 2จี ในปัจจุบันนี้แล้วหรือยัง 


3จี ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในวงการโทรคมนาคม จุดเริ่มต้นคือเน็ตเวิร์คที่แข็งแกร่ง ด้วยปัจจัยหลายประการ 2จี ที่ใช้ทุกวันนี้ ไม่เพียงพอต่อรูปแบบเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น สลับซับซ้อนมากขึ้น หรือมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้น แม้ว่าผู้ให้บริการคอนเทนท์ทุกวันนี้ ต้องการจะพัฒนาการดูหนังฟังเพลง นำเสนอข่าวสาร กราฟฟิก ฯลฯ ให้เต็มรูปแบบมัลติมีเดียมากเพียงใด แต่ก็ต้องลดคุณสมบัติลง เพราะบางบริการเน็ตเวิร์ครองรับไม่ได้ จึงต้องออกแบบมาให้ไม่ซับซ้อนมากเกินไป และผู้ใช้งานภายใต้ระบบ 2จ สามารถเปิดใช้งานได้ในระดับหนึ่ง 


2จี เพียงพอแล้วหรือไม่สำหรับการใช้งานในปัจจุบัน 

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป หากใช้งานแค่รับส่งอีเมล ดูภาพที่มีความละเอียดไม่มากนัก 2จี ก็เพียงพอแล้ว แต่เมื่อใดที่ต้องแนบไฟล์วิดีโอคลิป หรือไฟล์งานออกแบบที่มีขนาดใหญ่ ผู้รับก็จะไม่สามารถดาวน์โหลดได้จากโทรศัพท์มือถือ พีดีเอ หรืออุปกรณ์สื่อสารไร้สายอื่นๆ หรือหากทำได้ก็ใช้เวลานาน ดังนั้น เพื่อจะให้รับได้เต็มที่ ก็ต้องใช้ผ่านระบบ พื้นฐานที่มีความเสถียรมากกว่า รับไฟล์ใหญ่ได้ดีกว่า ดูภาพเคลื่อนไหวได้ไม่สะดุด แต่ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบการสื่อสารที่ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ มักจะเดินทาง ทำงาน ท่องเที่ยว แต่ขณะเดียวกันก็มีความต้องการที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางการเงิน ข่าว ความบันเทิงได้อย่างไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ทำให้ต้องการระบบ และอุปกรณ์สื่อสารที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ 3จี เหล่านี้จะผลักดันให้ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย ผ่านอุปกรณ์สื่อสารแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และ 3จี จะส่งเสริมให้ชีวิต ไร้สายนั้น เพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 


การพัฒนาไปพร้อมๆ กันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เริ่มตั้งแต่การวางระบบเครือข่าย ติดตั้งอุปกรณ์ เนื้อหาข้อมูลที่ผู้บริโภคต้องการ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ความร่วมมือเป็นพันธมิตรกันในอุตสาหกรรม รวมไปถึงมีเดียหรืออุปกรณ์สื่ออิเล็คทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น กล้อง เครื่องพิมพ์ โทรทัศน์ จอแสดงผล เป็นต้น ต้องมีความสามารถที่รองรับระบบ 3จี ได้ และที่สำคัญ คือแนวทางการส่งเสริมการตลาด กิจกรรมโปรโมชั่น และการให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย เหล่านี้จะขับเคลื่อนความต้องการและความเข้าใจ 3จี ในกลุ่มผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เทคโนโลยี 3จี นั้นจะเพิ่มโอกาศทั้งด้านธุรกิจ และการพัฒนา รูปแบบในการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งทางภาครัฐ เอกชน และ ประชาชนทั่วไป 


หลักสำคัญของ 3จี คือ ความครอบคลุมของสัญญาณ และประสิทธิภาพเมื่อใช้งานนอกสถานที่ (Coverage + Mobility) โดยเฉพาะการให้บริการบรอดแบรนด์ไร้สาย (Wireless Broadband) คือส่วนผสมที่ช่วยให้ 3จี เกิดขึ้นได้ ผู้ให้บริการโครงข่ายที่ได้เปรียบคือผู้ที่บริการในลักษณะ End to End Solutions ซึ่ง การให้บริการบรอดแบรนด์ไร้สายนี้จะมีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการให้บริการในช่วง ปลายทางของระบบเครือข่าย (Last mile) ที่ระบบอื่นๆ ให้บริการไม่ทั่วถึง 


3จี ส่งผลอย่างไรต่อผู้ใช้ที่เป็นบุคคลทั่วไป 

ในฐานะของผู้ใช้ “3จี” จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน มากกว่าการใช้งานในระบบ 2จี เช่น การตรวจรักษาอาการทางการแพทย์เบื้องต้นในระบบทางไกล (Remote Medical service), การรับชมภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ต่างๆ ตามความต้องการ (Video on demand), การติดตามเฝ้าระวังภัยในสถานที่ต่างๆ (Online-monitoring), การติดต่อสื่อสารภายในเฉพาะกลุ่ม (Web community online) แม้แต่เกมออนไลน์ หรือการอัพโหลดวิดีโอคลิป สามารถทำได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว สิ่งใดที่ทำได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วไป ก็ย่อมสามารถทำได้บนโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารไร้สายใดๆ ได้เช่นเดียวกัน นี่เป็นแนวโน้มของชีวิตสมัยใหม่ 


สำหรับเนื้อหาข้อมูลข่าวสารสาระและบันเทิง (Content) ในปัจจุบัน มีให้เลือกมากมาย ซึ่งถ้าเชื่อมต่อผ่าน Fix line หรือ ADSL ย่อมสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อยู่แล้ว เพียงแต่ 3จี ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อ เข้าถึงข้อมูลได้อิสระมากยิ่งขึ้น (Mobility) ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตาม 3จี จะดีกว่า 2จี หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ Quality of Experience คือเมื่อใช้งานแล้วสามารถเข้าถึงคอนเทนท์ได้อย่างราบรื่นรวดเร็ว ไม่มีติดขัดไม่กระตุก ย่อมสร้างความประทับใจและทำให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน 3จี 


3จี ส่งผลอย่างไรต่อองค์กร 

ด้วยความโดดเด่นของ 3จี คือสามารถส่งข้อมูล+เสียงไปพร้อมกันได้ดี บริษัทหรือองค์กรต่างๆ สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เช่น การประชุมทางไกลที่สามารถทำได้ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Teleconference, Video Conference), หรือ การทำโมบายล์ ออฟฟิศ และ การติดต่อประสานงานที่กระชับรวดเร็ว หรือ การส่งไฟล์ขนาดใหญ่ ที่สามารถเปิดอ่านได้บนมือถือ จึงทำให้เพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น 


นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาบริการต่างๆ ขององค์กร ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบการตลาดที่แปลกใหม่ ดึงดูดใจและหลากหลายมากยิ่งขึ้น สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยร่วมมือกับพันธมิตรดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมกันและกัน เพื่อให้บริการที่แปลกใหม่ และสะดวกยิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้ เช่น การดาวน์โหลดเพลง การช้อปปิ้งผ่านมือถือ การติดตามสอดส่องเฝ้าระวังความปลอดภัยภายในบ้าน เรียลไทม์ (Online Monitoring) 


เทคโนโลยีที่เหนือกว่า 3จี คืออะไร 

ถัดจากเทคโนโลยี 3จี ซึ่งขณะนี้ อยู่ในเทคโนโลยีอยู่ในช่วงเอชเอสพีเอ คือเอชเอสพีเอ+ หรือ และถัดไป คือ 4จี ซึ่งแตกต่างกันที่ “Throughput” หรือความสามารถในการส่งข้อมูลที่มากขึ้นต่อช่วงเวลาหนึ่ง ส่งได้เร็วมากขึ้นในระยะเวลาที่สั้นมากขึ้น ขณะนี้ ในโลกปัจจุบันเราอยู่ในยุคของเอชเอสพีเอ ในแง่ของผู้ให้บริการ การจะอัพเกรดไปยังเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ต้องพิจารณาระบบและอุปกรณ์ในเครือข่ายที่มีอยู่ (Existing network) อุปกรณ์เดิมบางอย่างไม่เอื้อต่อการพัฒนาไปสู่ 3จี หรือ 4จี หรือทำได้ก็ไม่ดีพอ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการลงทุนเครือข่ายในอนาคต 


ยังมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า 4จี หรือไม่ แล้วจำเป็นหรือไม่สำหรับบ้านเรา 

4จี หรือแอลทีอี (Long Term Evolution) เน้น Throughput; uplink, downlink เป็น 100 Mbps หากจะดาวน์โหลดภาพยนตร์ในระบบดีวีดีก็ทำได้ในระยะเวลาไม่กี่วินาที อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์การใช้งานที่ดีก่อนจาก 3จี เพื่อพัฒนารูปแบบการใช่งานของผู้บริโภค ตอนนี้เราไม่สามารถจินตนาการได้ว่าการใช้งานในระบบ 4จี จะต่างจาก 3จี อย่างไร ในแง่ความหลากหลายของบริการ หรือ ความต้องการของตลาดและผู้ใช้งานจริง แน่นอนว่าประสิทธิภาพในด้านความเร็วจะดีกว่ามาก แต่ดีเกินความจำเป็นหรือไม่ ตอนนี้เรายังตอบไม่ได้ ความต้องการการใช้งานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต เมื่อผ่านยุคของ 3จี ถึงตอนนั้นเราอาจจะพอเห็นความต้องการอย่างชัดเจนแล้ว เช่น อาจจะมีคอนเทนท์ที่แปลกใหม่ และเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั่วไป ซึ่งต้องการประสิทธิภาพเครือข่ายในระดับสูงกว่า 3จี ก็เป็นได้ 

ปัจจัยที่จะผลักดันตลาดให้ 3จี เกิดและประสบความสำเร็จ 

1. ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ตลาดทั้งในด้านเทคโนโลยีและบริการ ให้ประชาชนรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Educate market) 

2. พัฒนาระบบเครือข่ายให้มีความพร้อม สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้ครอบคลุมและรวดเร็ว (Network Availability) 

3. มีการพัฒนาเนื้อหาข้อมูลทั้งสาระความรู้ ข่าวสาร และบันเทิงที่ดึงดูดความสนใจ (Content Provider) 

4. การให้บริการจะต้องไม่ซับซ้อน และค่าบริการต้องไม่สูงเกินไป จึงจะผลักดันตลาดได้ 

5. รัฐบาลต้องผลักดัน โดยให้กฎระเบียบเปิดกว้าง เอื้อต่อการลงทุนและส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน (Government Support) 

6. ความแพร่หลายและความหลากหลายของ Terminal หรือ อุปกรณ์สื่อสาร (Handset) เช่น มีทุกระดับราคา มีหลายรุ่นให้เลือก คนทั่วไปสามารถซื้อได้ ราคาย่อมเยา (Affordable, Accessible) 


นายพิสิษฐ์ กล่าวในที่สุดว่า 3จี ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นเส้นทางแห่งการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึง “ดีกว่า” แต่รองรับการใช้งานที่ “ซับซ้อนกว่า” ตามยุคสมัยและความต้องการของสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ (Tele Communication network) เมื่อ 3จี เข้ามา ย่อมกระตุ้นการใช้งานและพัฒนาไปพร้อมๆ กันทั้งระบบของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของผู้ให้บริการระบบเครือข่าย ผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ให้บริการคอนเท้นต์ ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารที่เกี่ยวเนื่อง ซัพพลายเออร์ เวนเดอร์ 

กทช.การันตีประมูลคลื่น3จี ไม่ทำโอเปอเรเตอร์มือถือเจ๊ง
โดย ผู้จัดการออนไลน์15 กันยายน 2551 11:21 น.
       โอเปอเรเตอร์ ภาคประชาชน ห่วงเรื่องประมูล 3 จี หวั่นมีการฮั้วราคาสูงสู้ทุนนอกไม่ไหว ประธานกทช.การันตีราคาประมูล 3 จีไม่ทำให้โอเปอเรเตอร์ล่มจมแน่ ฝากทำความเข้าใจผู้ใช้ไม่ต้องห่วงถูกมัดมือใช้ 3จี เผยมีสิทธิเลือกใช้ 2 จี หรือ 3 จีได้ตามความต้องการ ยันค่าประมูลคลื่น 3 จีส่งเข้ารัฐทุกบาททุกสตางค์
       
       นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เปิดเผยว่า ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจากประชาชนทั่วไปเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (TMT หรือ 3 G and beyond) 2 ครั้ง ซึ่งจัดในกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ให้ความสนใจเรื่องวิธีการให้ใบอนุญาต ด้วยการประมูลเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นห่วงการให้ใบอนุญาตด้วยวิธีการประมูล จะเกิดการฮั้วกันระหว่างผู้ประกอบการเกิดขึ้น หรือผู้ประกอบการในประเทศอาจจะไม่มีเงินลงทุนสู้ผู้ประกอบการต่างชาติได้
       
       นอกจากนี้ มีผู้ให้ความเห็นว่าทำไมถึงเลือกวิธีการประมูล และทำไม ใช้วิธีการจัดสรรความถี่ให้ผู้ประกอบการที่มีอยู่ 3 รายเช่นเดียวกับที่ประเทศสิงคโปร์ และญี่ปุ่น ทำแต่วิธี นี้จะต้องทำเป็นวาระแห่งชาติ ถึงจะสามารถดำเนินการได้
       
       อย่างไรก็ดี มีความเป็นห่วงว่าผู้ประกอบการไทยไม่สามารถสู้ทุนต่างชาติ ได้หาก กทช.เปิดให้ต่างชาติเข้ามาขอใบอนุญาต 3 จีนั้น เชื่อว่าตามข้อกำหนดที่ระบุให้ผู้ประกอบการลงทุน 3 จีให้ครอบคลุม 90 %  พื้นที่ของประเทศ ทั้งหมดนั้นเชื่อว่าจะเป็นตัวบีบให้ต่างชาติหาพันธมิตรผู้ประกอบการเดิมในประเทศร่วมลงทุนเนื่องจากในกรอบระยะเวลาดังกล่าวผู้ประกอบการจะไม่สามารถลงทุนเครือข่ายได้ครอบคลุม 90 % ตามที่กำหนด โดยกรณีนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศสวีเดน มีผู้ประกอบรายหนึ่งถอนตัวจากการทำ 3 จีเนื่องจากไม่สามารถลงทุน 3 จีได้ทันตามกำหนด
       
       พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธาน กทช. กล่าวว่า สำหรับกรณีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการประมูลใบอนุญาต 3 จีมีผู้ประกอบการและภาคประชาชนต่างเป็นห่วงว่าจะออกมาสูงเกินไป กทช.ขอยื่นยันว่าค่าธรรมเนียมที่ออกมาจะเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลมากที่สุด
       
       "ข้อกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสูงเกินไปนั้น เราขอรับรองตรงนี้ว่าจะไม่สูงจนส่งผลให้ผู้ประกอบการล่มจมอย่างแน่นอน เราจะพิจารณาอย่างระเอียดรอบคอบ ด้วยความสมเหตุสมผลภายใต้สถานการณ์ของประเทศไทย"
       
       อย่างไรก็ดี กทช. อยากบอกไปถึงภาคประชาชนว่าหากมีการเปิดให้บริการ 3 จีในประเทศไม่ว่าจะเป็น 3 จีบนความถี่มาตรฐาน 2.1 GHz หรือ 3 จีบนคลื่นความถี่เดิม 850MHz -900 MHz ประชาชนจะไม่ถูกบังคับให้ใช้งานเพียงเทคโนโลยี 3 จีเท่านั้น แต่ยังจะสามารถเลือกใช้บริการ 2 จีได้ตามความต้องการ โดยบริการ 3 จีจะเป็นบริการทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานเทคโนโลยีที่มีความเร็วสูง เช่น ภาคธุรกิจ นักธุรกิจ เป็นต้น
       
       สำหรับรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ 3 จีนั้น กทช. จะส่งให้กับกระทรวงการคลังทั้งหมด เนื่องจากรายได้ดังกล่าวเกิดจากการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรของ ประเทศ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดจากดำเนินการ 3 จี ของ กทช.ที่เกิดขึ้นนั้น ภาครัฐจะจ่ายคืนหรือไม่ขึ้นอยู่กับความกรุณาของภาครัฐ
       http://www.manager.co.th/Telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9510000109129

"ฮอว์กิง" ทำ "ฮิกกส์" เดือดหลังวางร้อยเหรียญ พนัน "เซิร์น" ไม่เจออนุภาคพระเจ้า
โดย ผู้จัดการออนไลน์15 กันยายน 2551 17:43 น.



"ฮอว์กิง" นักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหลุมดำที่สุดในโลก วางเดิมพัน 100 เหรียญ ฟันธง "เซิร์น" ไม่เจออนุภาคพระเจ้าแน่นอน ซ้ำยังบอกน่าตื่นเต้นหากหาไม่เจอ เพราะจะชี้ชัดว่ามีบางอย่างที่ผิด ด้าน "ฮิกก์ส" เจ้าของทฤษฎีอนุภาคออกมาโต้แสบ บอกไม่เคยอ่านวิจัยที่ฮอว์กิงยืนยันว่าไม่มี "อนุภาคฮิกก์ส" แต่เท่าที่อ่านงานบางชิ้นผลงานก็เขียนไม่ดีสักเท่าไหร่

       
       การตัดริบบิ้นเดินเครื่องการทดลองวิทยาศาสตร์อันซับซ้อนผ่านไปด้วยดี เมื่อเซิร์น (CERN) หรือองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) ปล่อยลำแสงแรกเข้าเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ไปเมื่อวันที่ 10 ก.ย.51 หากแต่การทดลอง "ของจริง" ที่จะเร่งอนุภาคโปรตอนชนกันนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกนาน
       
       ทั้งนี้ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ซึ่งฝังตัวอยู่ได้พรมแดนสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส คือ การค้นหาสัญญาณของอนุภาคฮิกก์ส (Higgs boson) หรือที่ขนานนามกันว่า "อนุภาคพระเจ้า" (God Particle) ซึ่งคาดว่าจะเผยออกมา หลังการเร่งอนุภาคให้ชนกัน ที่ความเร็วใกล้แสง
       
       อย่างไรก็ดี นักฟิสิกส์ชื่อก้อง สตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking) ได้ออกมาพนันด้วยเงิน 100 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3,500 บาท ว่า การทดลองของเซิร์นนั้น จะไม่พบอนุภาคที่เปรียบเสมือน "จอกศักดิ์สิทธิ์" (holy grail) แห่งวงการจักรวาลวิทยาอย่างแน่นอน
       
       สำนักข่าวเอเอฟพีซึ่งอ้างรายงานจากวิทยุบีบีซีระบุ ถึงคำให้สัมภาษณ์ของฮอว์กิงว่า แอลเอชซีจะเพิ่มระดับพลังงาน จนเราสามารถศึกษาอันตรกริยาของอนุภาคได้ และเชื่อว่ากันว่า ที่ระดับพลังงานดังกล่าวจะทำให้พบอนุภาคฮิกก์ส
       
       "ผมว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นยิ่งกว่า หากเราหาอนุภาคฮิกก์สไม่พบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีบางอย่างที่ผิดพลาด และเราต้องกลับมาคิดกันอีกครั้ง ผมพนัน 100 เหรียญเลยว่าเ ราจะไม่พบฮิกก์ส" ฮอว์กิง เจ้าของงานเขียน "ประวัติย่อกาลเวลา" (A Brief History of Time) กล่าวกับสำนักข่าวบีบีซี
       
       อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์คนอื่นยังมีความคิดในบวก โดยฮูแบร์ต รีฟส์ (Hubert Reeves) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์เลอมาร์แตง (Le Matin) ของสวิตเซอร์แลนด์ว่า เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้น อาจเปลี่ยนแปลงวงการฟิสิกส์อนุภาคไปตลอดกาล
       

       "เครื่องจักรนี้อาจนำมาซึ่งผลอันไม่อาจคาดเดา ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางวงการฟิสิกส์อนุภาคได้ มันเป็นเครื่องมือที่น่าประทับใจมาก" รีฟส์กล่าว และเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของสถานที่ตั้งเครื่องเร่งอนุภาค ราวกับเป็นโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์
       
       ขณะที่มีคำถามถึงความเป็นไปได้ ในการพบอนุภาคฮิกก์ส ทางด้านฮอว์กิงก็กล่าวการทดลองที่จะเกิดขึ้นอาจค้นพบ "คู่ยิ่งยวด" (superpartner) ซึ่งเป็นอนุภาคที่จะเป็น "คู่สมมาตรยิ่งยวด" (supersymmetric partners) กับอนุภาคซึ่งเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว
       
       "การมีอยู่ของอนุภาคคู่ยิ่งยวด จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะยืนยันทฤษฎีสตริง และอนุภาคเหล่านี้ สามารถสร้างสสารมืดอันลึกลับซึ่งยึดกาแลกซีไว้ด้วยกัน ไม่ว่าแอลเอชซีจะพบอะไร หรือล้มเหลวที่จะพบ ผลที่ออกมาก็จะบอกเราถึงโครงสร้างของเอกภพ" ฮอว์กิงกล่าว
       
       ปัจจุบันฮอว์กิงวัย 66 ปีนี้เป็นศาสตราจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University) สหราชอาณาจักร ทั้งนี้เขาป่วยเป็นโรคเซลล์ประสาทเคลื่อนไหวผิดปกติ (motor neuron disease) ตั้งแต่อายุ 22 ปี ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และต้องนั่งอยู่บนรถเข็นและพูดผ่านคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สังเคราะห์เสียง
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อฮอว์กิงออกมาท้าทายเช่นนี้ ปีเตอร์ ฮิกก์ส (Peter Higgs) ศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ (Edinburgh University) แห่งสหราชอาณาจักร ผู้นำเสนอการมีอยู่ของอนุภาค "ฮิกก์ส" ก็ได้แถลงกับสื่อมวลชน บนเกาะอังกฤษตอบโต้การแสดงความเห็นดังกล่าวของเพื่อนร่วมชาติ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตามรายงานของไทม์
       
       "ผมขอสารภาพว่า ผมไม่เคยอ่านงานวิจัยที่สตีเฟน ฮอว์กิงทำ เพื่อยืนยันในสิ่งที่เขาอ้าง แต่ผมได้อ่านหนังสือที่เขาเขียน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องพื้นๆ ของการคำนวณที่เขาทำ และขอพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยนะ ผมไม่คิดว่าสิ่งที่เขาทำมันดีนักหรอก ในความเข้าใจของผม เขาจับทฤษฎีฟิสิกส์อนุภาค มารวมกับแรงโน้มถ่วง ในวิธีที่ไม่มีนักฟิสิกส์อนุภาคคนไหน เชื่อว่าจะเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง" ไทม์รายงานคำพูดของฮิกก์ส ระหว่างการแถลง
       
       ฮิกก์สยังกล่าวอีกว่า ในความเห็นของเขานั้น การทำให้ทฤษฎีฟิสิกส์อนุภาค ทฤษฎีควอนตัม เป็นทฤษฎีที่สอดคล้องกันแล้ว ต้องใส่อะไรลงไปมากกว่าแค่แรงโน้มถ่วง  ซึ่งเขาเชื่อว่าฮอว์กิงคงไม่ได้ทำอย่างนั้น และกล่าวด้วยว่า เขาสงสัยอย่างยิ่งเกี่ยวกับการคำนวณของฮอว์กิง แต่เมื่อพูดถึงจุดนี้ไทม์ระบุว่า ภายในการแถลงข่าวได้เปลี่ยนเรื่อง เพื่อยุติการแสดงความเห็นนี้อย่างรวดเร็ว
       
       ทั้งนี้ ไทม์ระบุว่าฮอว์กิงและฮิกก์ส ต่างเป็นคู่แข่งที่จะได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งจะได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผลการทดลองที่จะออกมาจากเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีของเซิร์น และการโต้เถียงของทั้งสอง ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลต่อองค์กรวิทยาศาสตร์แห่งนี้
       
       ฮิกก์สซึ่งปัจจุบันอายุ 79 ปีแล้ว ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับอนุภาคฮิกก์สตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ซึ่งก่อนหน้านั้นนักฟิสิกส์ ต่างสงสัยมานานว่าอนุภาคมีมวลได้อย่างไร โดยเขาอธิบายว่าไ ด้เขียนเอกสารยาว 2 หน้า ที่กลายเป็นพื้นฐานของฟิสิกส์อนุภาคในปัจจุบัน ซึ่งงานของเขาได้แสดงให้เห็นว่า อนุภาคที่ไม่มีมวลเปลี่ยนไปเป็นอนุภาคที่มวลได้อย่างไร.

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

เซิร์น

วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11141 มติชนรายวัน

"เซิร์น" พลิกโฉมวิทยาศาสตร์โลก ไขปริศนากำเนิดจักรวาล โดย เชตวัน เตือประโคน
ภาพทางอากาศที่ตั้งของ "เซิร์น" เส้นวงกลมสีขาวคือ ตำแหน่งของอุโมงค์ยาว 27 กม. ส่วนจุดประ คือชายแดนระหว่างตอนเหนือของฝรั่งเศสและตอนใต้ของสวิสวันนี้ (10 กันยายน) นับเป็นอีกวันที่วงการวิทยาศาสตร์โลกต้องจดจำ!!กับคำถามมากมายที่ติดใจผู้คนมาแสนนานว่า เอกภพหรือจักรวาลเกิดจากอะไร? ประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง? ทฤษฎี "บิ๊กแบง" (Big Bang) หรือ "การระเบิดครั้งใหญ่" เมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีก่อน ที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุดว่าเป็นต้นตอของการเกิดจักรวาล ก็ยังมีช่องโหว่เรื่องสสาร (Matter) และ ปฏิสสาร (Antimatter) ที่ก่อให้เกิดการระเบิด คือโดยธรรมชาติแล้ว ทั้ง 2 มีมวลเท่ากัน แต่ประจุตรงกันข้ามกัน เมื่อเกิดปฏิกิริยาแล้วก็จะหักล้างกันเองอย่างสมบูรณ์ ไม่น่าจะมี จักรวาล กาแล็กซี่ ดวงดาว โลก หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้บางครั้ง การเปิดเดิน เครื่องเร่งอนุภาคแบบหมุน (Large Hadron Collider) หรือ "LHC" ของ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรป เพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) หรือ "เซิร์น" (CERN) อาจให้คำตอบเพราะตามที่ ปีเตอร์ ฮิกก์ส (Peter Higgs) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาค "ฮิกก์ส" โดยพยายามอธิบายเรื่องอนุภาคพื้นฐานและแรงพื้นฐานในธรรมชาติ (ที่ก่อให้เกิดการระเบิด) ซึ่งบางอนุภาคมีมวล และบางอนุภาคที่ไม่มีมวล และการทดลอง "เซิร์น" ครั้งนี้ อาจทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้คำตอบลองจิตนาการว่า มีการลอบวางระเบิดในตู้โทรศัพท์แห่งหนึ่งการทดลองของ "เซิร์น" ครั้งนี้ คือการเก็บรวบรวมหลักฐานในการระเบิด จากชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อดูว่า ระเบิดลูกนั้นคือ ระเบิดชนิดใด ประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง และในการทดลองตามทฤษฎีแล้วต้องพบอนุภาคที่เราเรียกขึ้นลอยๆ ว่า "ฮิกก์ส" ด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า การทดลองครั้งนี้ เป็นไปเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีของนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษผู้นี้นั่นเอง"ทฤษฎีมีอยู่แล้ว แต่ยังขาดการทดลองสนับสนุน" อรรถกฤต ฉัตรภูมิ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว และเล่าให้ฟังว่า การทดลองครั้งนี้ คือการเดินเครื่องเร่งอนุภาค แอลเอชซี เพื่อให้ลำอนุภาคของโปรตอน 2 ตัววิ่งมาชนกัน โดยให้โปรตอนทั้งสองนี้ เคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม ตามท่อที่วางไว้ ภายใต้ภาวะสุญญากาศ แล้วชนกันที่ความเร็วเกือบจะเท่าความเร็วแสง ที่พลังงานสูงระดับล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์ ทุกคนต่างลุ้นระทึก ว่าหลังการชนนี่แหละจะเกิดอะไรขึ้น"ด้วยความเร็วระดับนี้ พลังงานสูงระดับนี้ ตามทฤษฎีควอนตัมแล้ว การชนกันของอนุภาคโปรตอนสองลำนี้จะทำให้เราพบอะไรบางอย่างหลังการชน เพราะถ้าไม่เป็นไปตามนั้น แสดงว่ามีความผิดพลาดในทฤษฎีควอนตัม นักวิทยาศาสตร์ต้องกลับไปขบคิดกันใหม่
(ซ้าย) ภายในเครื่องเร่งอนุภาค "แอลเอชซี" เป็นขดลวดเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กขนาดยักษ์ให้โปรตอน 2 ตัววิ่งชนกันด้วยความเร็วเกือบเท่าความเร็วแสง (ขวา) สถานี ALICE ทำหน้าที่ตรวจวัดสถานะที่เกิดขึ้นหลังบิ๊กแบง"แต่ตามทฤษฎีแล้วหลังจากการชน น่าจะทำให้นักวิทยาศาสตร์พบอะไรบางอย่าง"และหากสิ่งนั้นคือ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยค้นพบมาก่อน (อนุภาคฮิกก์ส) ก็เท่ากับว่า เราได้ค้นพบแล้ว ซึ่งต้นกำเนิดแห่งมวลในจักรวาล สิ่งที่ทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้แต่สิ่งที่ผู้คนกังวล จากการทดลองครั้งประวัติศาสตร์ของ "เซิร์น" ครั้งนี้ คือ การเดินเครื่องเร่งอนุภาค ให้เกิดการชนกันของลำอนุภาคโปรตอน 2 ตัว นอกจากจะทำให้ค้นพบอนุภาคฮิกก์สนี้แล้ว จะก่อให้เกิดสิ่งอื่นหรือใหม่ เป็นต้นว่า "หลุมดำ" ที่จะกลืนโลกทั้งโลก!!"เป็นไปได้ว่าจะเกิดหลุมดำ" อาจารย์จากรั้วจามจุรีให้คำตอบ "แต่ก็คงเป็นหลุมดำขนาดเล็กๆ เกิดมาเพียงแวบเดียวก็หายไปแล้ว ไม่น่าจะสามารถดูดกลืนโลกได้ เพราะในธรรมชาตินั้นก็เกิดหลุมดำขนาดเล็กๆ เป็นปกติ พวกรังสีพลังงานสูงๆ จากนอกโลกก็ทำให้เกิดหลุมดำได้ เกิดแล้วก็หายไป ส่วนหลุมดำขนาดใหญ่ที่เกิดในอวกาศ เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ ซึ่งก็ไม่ได้อันตราย หากไม่เข้าไปใกล้" เป็นข้อคิดเห็นของอาจารย์อรรถกฤตขณะที่อีกคน "ดร.พิเชษฐ์ กิจธารา" จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดฉากเรื่องของปฏิบัติการวันที่ 10 กันยายน 2551 ว่า เป็นความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์หลายพันคนในเกือบร้อยประเทศ เป้าหมายของโครงการนี้ก็เพื่อทดสอบและยืนยันทฤษฎีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับอนุภาคมูลฐาน และค้นหาหลักฐานต่างๆ ที่จะเป็น "กุญแจ" สร้างทฤษฎีใหม่เพื่อไขความลับของจักรวาล "หลักการ คือใช้ธรรมเนียมปฏิบัติของนักฟิสิกส์ที่มีมากว่าหลายสิบปี นั่นคือ เมื่อนักฟิสิกส์อยากรู้ว่าภายในวัตถุหรืออะตอมมีองค์ประกอบมูลฐานอะไรบ้าง ก็จับมันมาชนกันหรือยิงอะไรสักอย่างเข้าใส่มัน เพื่อให้เกิดการแตกตัวหรืออาจจะรวมตัวเกิดเป็นอนุภาคใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น รัทเทอร์ฟอร์ดยิงอนุภาคแอลฟาเข้าไปในแผ่นทองคำบางๆ ทำให้รู้ว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสขนาดเล็กตรงกลาง และอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบนอก การทดลองที่เซิร์นก็ใช้หลักการเดียวกัน มีการเร่งอนุภาคให้ชนกันแล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และมีการพัฒนาและปรับปรุงให้ระดับพลังงานของการชนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เครื่อง LHC ในปัจจุบัน"ดร.พิเชษฐ์บอกว่า ปัจจุบันเรารู้ว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสและอิเล็กตรอน ภายในนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ภายในโปรตอน (และนิวตรอน) ประกอบด้วยอนุภาคที่เรียกว่า ควาร์ก (quark) จำนวน 3 ตัว เราเรียกอนุภาคที่ประกอบด้วยควาร์กว่าเป็น "อนุภาคประเภท Hadron" อนุภาคที่จะใช้ชนในเครื่อง LHC ทั้งหมดเป็น Hadron จึงเป็นที่มาของชื่อเครื่องนี้
1.อาคารทรงกลม (ทางซ้ายด้านบท) คืออาคารที่ตั้งของการทดลองเซิร์นอยู่ท่ามกลางชนบท 2.นักวิจารณ์ว่า แอลเอสซีจะทำให้เกิดหลุมดำ ซึ่งจะขยายออกจนกลืนกินโลกใบนี้ 3.ภาพบิ๊กแบงในจินตนาการของศิลปิน เชื่อว่าเกิดขึ้นกับจักรวาลเมื่อ 15 ล้านล้านปีก่อนในขั้นแรกนี้จะใช้โปรตอนในการชน"อนุภาคโปรตอนทั้งหมดในการทดลองแต่ละครั้งรวมกันได้ประมาณเท่าเม็ดทรายเม็ดเล็กๆ แต่มีความเร็วสูงมากใกล้ความเร็วแสงและมีพลังงานเทียบเท่ารถไฟ 1 ขบวน สภาวะพลังงานสูงของอนุภาคที่กำลังชนกันดังกล่าวใกล้เคียงกับสภาวะตอนกำเนิดจักรวาล หรือ Big Bang สิ่งที่เราจะได้จากการทดลองนี้ คือการทดสอบทฤษฎีและการค้นหาหลักฐานเพื่อนำไปสู่ทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์มากขึ้น"ด๊อกเตอร์จากมหิดล ยกตัวอย่างการค้นหาว่ามวลคืออะไร? มาจากไหน? "มวล" ในภาษาชาวบ้านก็คือเนื้อสสาร ซึ่งต่างจากน้ำหนักที่เกิดจากแรงดึงดูดของโลก เมื่อเราออกไปอยู่นอกโลกเราก็สามารถอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักได้ แต่ยังมีมวลอยู่ นักฟิสิกส์คิดกันว่ากลไกที่ทำให้เกิดมวลคือ กลไกของฮิกก์ส (Higgs Mechanism) แต่ที่ผ่านมาเราไม่สามารถทดสอบและยืนยันได้ เนื่องจากระดับพลังงานไม่สูงพอ แต่วันนี้ LHC มีพลังงานที่น่าจะสูงพอสำหรับทดสอบกลไกของฮิกก์ส และค้นหาอนุภาคที่ชื่อว่า Higgs Boson"ในทางทฤษฎีเราเชื่อกันว่ามีแม่เหล็กขั้วเดี่ยว แต่เราไม่เคยพบในธรรมชาติ แม่เหล็กปกตินั้นจะมีสองขั้ว คือเหนือและใต้ หากนำมาหักเป็นสองท่อน แต่ละท่อนก็จะกลายเป็นแท่งแม่เหล็กเหนือใต้เหมือนเดิม เพียงแต่ขนาดเล็กลง ไม่ได้กลายเป็นขั้วเหนือและใต้เดี่ยวๆ แยกจากกัน ไม่ว่าจะหักเป็นท่อนเล็กๆ สักกี่ครั้งก็ตาม ซึ่งต่างกับกรณีของประจุไฟฟ้าที่เราพบประจุบวกและลบแยกเป็นอิสระจากกันได้ นักฟิสิกส์หลายคนหวังว่า ในระดับพลังงานที่สูงมากๆ ของ LHC เราอาจจะสร้างแม่เหล็กขั้วเดี่ยวได้ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยคลี่คลายปริศนา"แล้วเรื่องของหลุมดำที่เกิดขึ้น?ด๊อกเตอร์ด้านฟิสิกส์จากมหิดลบอกว่าเรื่องนี้จริงๆ ไม่ใช่ประเด็นหลักของการทดลองในครั้งนี้ แต่มีหลายคนคิดไปว่าพลังงานของ LHC อาจจะสูงมากพอจนทำให้เกิดหลุมดำขนาดจิ๋วดูดกลืนโลกเข้าไป"ถ้ามันเกิดขึ้น เราคิดว่ามันสามารถวิ่งทะลุโลกได้โดยไม่ได้รับอันตราย อีกอย่างที่เราเชื่อถ้ามันเกิดขึ้นจริงมันควรจะหายไปในพริบตาไม่ส่งผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น สมมุติว่ามันเกิดขึ้นจริงแล้วมันหายไปมันจะให้ความรู้แก่เรามหาศาล เป็นบททดสอบทฤษฎีหลายอย่าง ทำให้เราเข้าในทฤษฎีฟิสิกส์ใหม่ๆ มากขึ้นได้อนุภาคใหม่ๆ ออกมา โดยที่เราไม่เคยเจอมาก่อน และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการจะทำให้เกิดน้ำท่วมโลกด้วย" ดร.พิเชษฐ์กล่าวพร้อมกับหัวเราะหลังจากวันนี้แล้วมาเฝ้าดูกันว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเกี่ยวกับ "เซิร์น""เซิร์น" (CERN) หรือ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรป เพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) ก่อตั้งมากว่า 50 ปีแล้ว โดยได้ทดลองเร่งอนุภาคในระดับพลังงานต่างๆ ตั้งแต่ไม่กี่สิบกิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) ไปจนถึงหลายร้อย GeV และมีการค้นพบอนุภาคมูลฐานบางตัว รวมถึงการให้กำเนิด "เวริล์ด ไวล์ด เว็บ (www)" เมื่อปี 2533 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของคนทั้งโลกเมื่อ 19 ปีที่แล้ว องค์กรนี้ได้ตัดสินใจสร้าง "เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี" ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่อยู่ในอุโมงค์ใต้เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และชายแดนฝรั่งเศสลึกลงไป 100 เมตร ขดเป็นวงกลมระยะทาง 27 กิโลเมตร และมีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Magnet) ทำหน้าที่ควบคุมลำอนุภาคให้แบนจนเป็นเส้นรอบวง ทั้งนี้ เครื่องเร่งอนุภาคแรกของเซิร์นซึ่งขดเป็นวงกลมเช่นเดียวกันนั้นมีความยาวเพียง 7 กิโลเมตรภายในองค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งยุโรปนี้ จ้างนักวิทยาศาสตร์หลากหลายเชื้อชาติทำงานวิจัย เฉพาะเจ้าที่โดยตรงมีถึง 2,500 คน ขณะที่มีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกอีกราว 8,000 คน ที่แวะเวียนมาทำงานวิจัยที่นี่ปัจจุบันเซิร์นมีสมาชิกจาก 20 ประเทศในยุโรป ซึ่งมีหน้าที่และได้รับสิทธิพิเศษ โดยประเทศเหล่านี้ต้องร่วมลงทุนในค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานของเซิร์น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับองค์กรและกิจกรรมต่างๆสำหรับประเทศไทยก็เกี่ยวข้องกับเซิร์นในฐานะที่เป็นประเทศกลุ่ม "ไม่ใช่สมาชิก" (non-Member States) ซึ่งมีอยู่หลายประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม อิหร่าน เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น แม้ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนหรือร่วมกำหนดทิศทางการวิจัย แต่ก็ได้ใช้ประโยชน์ทางการศึกษาวิจัยจากข้อมูลการทดลองของเซิร์นควอนตัมจักรวาลใหม่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกผลิตพลังงานของดวงอาทิตย์ และดาวอื่นๆ ทำให้เรามองลึกลงไปถึงธรรมชาติของจักรวาล อ่านง่ายไม่ซับซ้อน นำสู่แนวคิดสำคัญๆ และยิ่งกว่านั้นแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของเรื่องพวกนี้ต่อชีวิตประจำวันของเรา, โทนี่ เฮย์ และแพ็ตทริก วอลเตอร์ส-เขียน ดร.พิเชษฐ กิจธารา แปล สำนักพิมพ์มติชน www.matichonbook.com โทร.0-2580-0021 ต่อ 3305, 3306

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

ความสุข...ในวัยสูงอายุ


:

ชีวิตทุกคนผ่านวัยทารก วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่และก็ถึงวัยสูงอายุ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หลายคนได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ได้อยู่ในครอบครัวที่มีความสุขความอบอุ่นร่วมกับพี่น้อง เจริญเติบโต ศึกษาเล่าเรียน มีอาชีพการงาน และหลักฐานมั่นคง มีครอบครัว มีลูกมีหลาน แล้วก็ก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ชีวิตที่ผ่านมามีทั้งสุขทั้งทุกข์ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน และเมื่อเป็นผู้สูงอายุประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า จะปฏิบัติตัวอย่างไรให้เป็นผู้สูงอายุที่ดี มีคุณค่า มีความสุขในบั้นปลายขีวิต และเพื่อความสุขของชีวิต เมื่อเป็นผู้สูงอายุมีหลักที่ควรประพฤติและปฏิบัติตัวดังนี้

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ อายุ 60-70 ปี ขึ้นไปตามที่เรียกกันว่า ผู้สูงอายุ หรือ คนแก่ อย่าไปมัวแต่คิดถึงอายุที่ล่วงไปด้วยความหวาดวิตก อาลัยอาวรณ์ แต่จะคิดว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่ผ่านโลกผ่านชีวิตมามากพอ เฉลียวฉลาดจากการได้รับประสบการณ์ต่างๆ มามากแล้ว พอที่จะอำนวยคุณประโยชน์ให้พวกเด็กๆ และคนหนุ่มสาวได้ ในการให้คำปรึกษา แนะนำ ให้ข้อคิดจากความชำนาญในชีวิตมามาก และภาคภูมิใจในตัวเองว่ายังคงเป็นคนที่มีค่า มีประโยชน์ต่อสังคม แม้ร่างกายอาจเป็นไปได้ที่ไม่สามารถจะกระทำสิ่งใดๆ ได้ เหมือนกับครั้งยังหนุ่มสาว แต่ความคิดอ่าน สติปัญญา ความรอบรู้จะยังคงมีให้ใครๆ ได้เสมอ

ยังคงปรารถนาที่ให้ทุกคนเห็นว่าเราก็เป็นคนที่เหมือนคนทั้งหลาย ซึ่งมีความต้องการและไม่ต้องการ มีความพึงใจและไม่พึงใจ มีความรู้สึกนึกคิดเยี่ยงปุถุชนทั้งหลาย และจำทำตัวเป็นคนมีค่ามีประโยชน์ต่อสังคมเรื่อยไปเท่าที่จะสามารถทำได้

ไม่คอยแต่รบกวนใครๆ เขาจนเกินไป ไม่ต้องมาคอยให้ใครเป็นห่วง คอยกังวล สงสารเวทนา จนเขาไม่เป็นอันทำงาน ประกอบอาชีพ หรือศึกษาเล่าเรียน ไม่ต้องการรบกวนเวลาหรือขัดขวางความสุขของใครอื่น แต่ต้องคอยระวังดูแลตัวเอง ใช้สมอง และความคิดตัดสินปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง

ควรที่จะมีผุ้ให้คำแนะนำปรึกษาหารือบ้างเมื่อมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นกับตัว อย่าอวดดื้อถือดีว่าตัวเองรู้อะไรดีไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ต้องการพึ่งใคร

สำนึกอยู่เสมอว่าชีวิตกับงานเป็นของคู่กัน งานจะช่วยให้ความสุขใจได้ อย่านั่งๆ นอนๆ หรือนิ่งเฉย ควรหางานทำเพื่อช่วยคลายเหงา และช่วยให้เกิดความสุขทางใจ และควรเป็นงานี่สามารถทำได้ และเป็นงานที่เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เพื่อที่จะได้ภูมิใจว่าตัวเองยังมีค่ามีประโยชน์ต่อสังคม

ควรคิดเสมอว่า "อายุ" ไม่ใช่อุปสรรค ที่จะทำให้เลิกเคารพนับถือตนเองและผู้อื่น รู้จักตัวเอง รู้จักผู้อื่น และคิดหาทางช่วยผู้อื่นเสมอเมื่อเขาต้องการ อายุเป็นเพียงตัวเลข ที่บอกถึงเวลาที่ชีวิตล่วงเลยมาตามกาลเวลาเท่านั้น

ยึดมั่นต่อคำกล่าวที่ว่า "คนเราไม่แก่เกินเรียน" สิ่งที่ควรจะต้องทำอย่างต่อเนื่องก็คือ การศึกษาหาความรู้ อ่านเขียน และเรียนให้รู้ถึงเรื่องต่างๆ ที่ทำให้เกิดความรู้ความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอ แล้วจะหาทางเผยแพร่ให้ผู้อื่นรู้ด้วยต่อไป

หาเวลาพักผ่อนหย่อนใจบ้าง สร้างความสนุกสนานเบิกบานใจให้แก่ตัวเอง มีงานอดิเรกทำพอที่จะให้เพลิดเพลินใจ หาเวลาเดินทางท่องเที่ยว ไปงานเลี้ยงของญาติและเพื่อนๆ ไปมาหาสู่คนอื่นๆ จะได้พูดคุยสนทนากันวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องของโลก ได้คุยทบทวนถึงชีวิตแต่หนหลังที่เคยมีสุขมีทุกข์มา และไม่ควรพูดคุยกับเด็กอยู่ตลอดเวลา ถึงความแตกต่างของสมัยนี้กับสมัยก่อน อย่าพยายามเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน เพราะการพูดเปรียบเทียบอยู่ซ้ำๆ ซากๆ พวกเด็กๆ จะรำคาญ ไม่อยากฟัง

หากพูดผิดๆ หรือทำสิ่งใดผิดพลาดไปบ้าง ก็อย่าคิดว่าตัวเองอายุมากผ่านชีวิตมามาก เมื่อพูดหรือทำอะไรแล้วต้องถูกเสมอ พูดผิดทำผิดจะต้องได้คิดแก้ไข เด็กรุ่นใหม่อาจมีความรู้ ความฉลาดในเรื่องบางอย่างยิ่งกว่าเราก็ได้

หากแสดงอารมณ์หงุดหงิดเกรี้ยวกราดออกมา ควรใช้สติพิจารณาด้วยเหตุผลถึงการกระทำที่ผ่านมา เมื่ออารมณ์เหล่านั้นสิ้นไป และเตือนตัวเองเสมอว่าไม่บังควรเอาแต่อารมณ์ตัวเองอีกต่อไป

http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/05/news_291856.php


ตลาดใหญ่วัยชรา เปิดโอกาสสินค้าใช้ง่าย-ไฮเทค
ผู้สูงอายุในวัย 60 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่มีความต้องการเฉพาะด้านอันเป็นผลพวงมาจากความเปลี่ยนแปลงของร่างกายซึ่งเป็นไปตามตัวเลขวัยที่สูงขึ้น รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บและความเสื่อมบางอย่างที่มักจะตามมาพร้อมกับวัย เช่น ความสามารถในการจำที่ลดลง สายตาเสื่อม และความสามารถในการได้ยินลดลง เป็นต้น กระนั้นก็ตาม นับว่ายังโชคดีที่เทคโนโลยีในยุคนี้สามารถเข้ามาเป็นตัวช่วยให้ชีวิตของผู้บริโภคหลังวัย 60 มีความสะดวกสบายมากขึ้นได้ 



นายโจเซฟ เอฟ. คอฟลิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย เอจแล็บ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเส็ตส์ หรือ เอ็มไอที ในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "ตลาดใหม่คือกลุ่มผู้สูงวัย" ทั้งนี้กลุ่มคนในเจเนอเรชันที่เรียกว่า "เบบี้บูมเมอร์" ซึ่งปัจจุบันมีอายุตั้งแต่ 60 - 70 ปีขึ้นไป เป็นตลาดที่ต้องการความเยาว์วัย นั่นหมายถึงพวกเขาต้องการเทคโนโลยีอะไรก็ตามที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตมีความแข็งแรง กระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวา เป็นอิสระ ช่วยเหลือตัวเองได้ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 



เนื่องจากคนวัยนี้มักจะมีลูกๆ ที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงพ้นภาระการเลี้ยงดู และไม่มีภาระค่าการศึกษาของลูกๆ อีก จึงมีเงินเหลือที่จะจับจ่ายใช้สอยเพื่อตัวเอง บ้างก็มีเงินเก็บและอยู่ในฐานะที่เรียกว่ารวย ในคนกลุ่มนี้มีเป็นจำนวนมากที่สามารถและยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มความสุขและความสะดวกสบาย 



ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการขายสินค้าให้กับผู้บริโภคสูงวัย ไม่จำเป็นจะต้องเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าไฮเทคหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาให้คนสูงวัยใช้เป็นพิเศษ แต่ยังสามารถเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าที่คนทั่วไปในวงกว้างสามารถใช้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด ยกตัวอย่าง บริษัท แอปเปิล คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งมีสินค้าเครื่องเสียงส่วนตัวในระบบดิจิตอลขนาดพกพาตระกูล "ไอพ้อด" ออกมาให้คนทุกเพศทุกวัยสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย ทั้งรูปทรงสินค้ายังดูดีมีสไตล์ ถูกใจคนหลากหลายเจเนอเรชัน ร้านค้าของแอปเปิลยังออกแบบให้ดูสะอาดตา สว่าง และทันสมัย แม้คนสูงวัยก็ยังอยากจะเดินเข้าร้านเพราะรู้สึกว่าเข้าไปแล้ว ดูกระชุ่มกระชวยและไม่ตกสมัย 



ในอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เช่นกัน ทุกวันนี้บริษัทผู้ผลิตไม่ได้มุ่งออกแบบและผลิตรถยนต์ออกมาให้คนสูงวัยใช้เป็นรุ่นๆ ไป หากแต่เน้นออกแบบและผลิตรถที่สามารถใช้ได้ดีไม่ว่าผู้ขับขี่จะอยู่ในวัยใดก็ตาม ยกตัวอย่าง ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ฮอนด้ารุ่น "เอเลเมนท์" ปุ่มต่างๆ ค่อนข้างมีขนาดใหญ่ ทำให้คนขับไม่ว่าจะแก่หรือหนุ่มสาว ก็สามารถจับใช้ได้อย่างถนัดถนี่ โฆษกของฮอนด้ากล่าวว่า อันที่จริงบริษัทไม่ได้ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้คนสูงวัยใช้งานปุ่มต่างๆ ได้ถนัด แต่ตั้งใจให้วัยรุ่นที่ชอบกิจกรรมผจญภัย เช่น สกี สามารถใส่ถุงมือเล่นสกีขับขี่รถได้อย่างปลอดภัย แต่คุณสมบัติดังกล่าวก็กลับเป็นแรงดึงดูดใจให้คนสูงวัยชอบรถรุ่นนี้เช่นกัน 



นาย เอียโร ลานซู วิศวกรบริษัทฟอร์ดฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัจจัยการออกแบบในเชิงสรีรศาสตร์ของมนุษย์ เผยว่า แนวโน้มที่สำคัญในอนาคตสำหรับวงการรถยนต์ก็คือ รถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย เช่น ผู้ขับขี่สามารถเลือกสีและอุปกรณ์บนแผงหน้าปัดได้ตามต้องการ เพื่อให้อ่านมาตรวัดและสัญลักษณ์ต่างๆ บนแผงหน้าปัดได้ง่ายขึ้น 



นอกจากนี้เขายังเห็นว่า เทคโนโลยีหลายอย่างสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้ขับขี่ทุกกลุ่มเพศวัย ตัวอย่างเช่น ระบบตรวจเช็กมุมอับสายตา ระบบเตือนเมื่อรถเปลี่ยนเลน และระบบลดเพิ่มความเร็วโดยอัตโนมัติตามสภาพที่เหมาะสม เช่นหากรถเข้าใกล้คันหน้ามากเกินไป ระบบก็จะปรับลดความเร็วของรถลงโดยอัตโนมัติ ระบบไฮเทคเหล่านี้ วัยรุ่นและคนหนุ่มสาวสามารถใช้ได้ และขณะเดียวกันก็เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ที่สูงอายุด้วย 



และภาพต่อไปนี้ก็คือตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ดีกับผู้คนทั่วไป และดีเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงวัย 1) แผงหน้าปัดฮอนด้า รุ่น "เอเลเมนท์" ปุ่มต่างๆ ใหญ่สะใจ 2) โทรศัพท์จิทเทอร์บัก ผลิตโดยบริษัท ซัมซุงฯ ตัวเลขและปุ่มต่างๆ มีขนาดใหญ่พิเศษ อ่านได้สบายตา และมีปุ่มสำหรับหมายเลขฉุกเฉิน ด้วยการกดเพียงปุ่มเดียว ทั้งยังมีบริการพิเศษสามารถขอให้โอเปอเรเตอร์ช่วยต่อสายให้ 3) หมดปัญหาลืมกุญแจเมื่อใช้ตัวล็อก "ควิกเซ็ต" ที่ใช้วิธีสแกนลายนิ้วมือเพื่อเปิดล็อก แทนการใช้ลูกกุญแจไข 4) หุ่นยนต์ "ลูจ" ทำความสะอาดรางน้ำ ท่อน้ำ แทนคน ทำให้ไม่ต้องปีนขึ้นไปให้เมื่อยและเสี่ยงตก ผู้ผลิตคือ บริษัท ไอโรบ็อตฯ 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2353 31 ส.ค.  - 03 ก.ย. 2551