วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551

3G ต้องแบบนี้ถึงจะ “เวิร์ค” (ผู้จัดการ)

วันพฤหัสบดี 30 ตุลาคม 2008 - 8:37

จากแคมเปญการตลาดที่ได้ผลในประเทศที่ใช้ 3G แพร่หลาย ฉีกข้อจำกัดเดิมๆ ของโฆษณาด้วยลูกเล่นแพรวพราวดึงดูดใจผู้บริโภค นำมาสู่ “กฎเหล็ก 10 ประการ” ที่นักการตลาดต้องไม่พลาด เพื่อติดปีกให้อัตราการตอบสนองโฆษณาบน “มือถือ” วิ่งฉิว ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ดังต่อไปนี้ 1. รู้จักผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคชอบมีส่วนร่วมกับกิจกรรมง่ายๆ David Ketchum ประธานของสมาคมการตลาดดิจิตอลแห่งเอเชียจึงมองว่าผู้บริโภคสำคัญที่สุด ดังนั้น นักโฆษณาต้องดึงดูดให้พวกเขาสนใจและอยากมีส่วนร่วมให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีหวือหวาด้วยซ้ำ “ควรให้ความสำคัญกับอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเขา ไม่ว่าจะเป็นคอมมูนิตี้, ของแจกฟรี, ข่าวสาร หรือกอสซิปต่างๆ” ยกตัวอย่างเช่นแคมเปญในฮ่องกงของคอนแทคเลนส์ Acuvue อยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าผู้บริโภคสนใจ “สิทธิประโยชน์” มากกว่าแบรนด์ จึงเชื้อเชิญให้พวกเขาดาวน์โหลดคูปองจากโทรศัพท์ขอรับคอนแทคเลนส์ชนิดทำให้ตากลมโตขึ้นไปทดลองใช้ฟรี ขณะเดียวกันก็ให้ร่วมสนุกส่ง MMS ประกวดภาพถ่ายหลังจากใช้สินค้า ปรากฏว่ามีสาวๆ หลายหมื่นคนดาวน์โหลดคูปอง และร่วมประกวดครั้งนี้หลายพันราย โดยผู้ชนะเลิศได้รับโหวตมากถึง 9,000 ครั้ง เป็นต้น 2. รอจนกว่าจะพร้อม แม้จะมีไอเดียกระฉูดร้อนแรงปานใด แต่ก็ไร้ค่าได้หากเครือข่าย 3G ยังไม่พร้อม ดังนั้นโฆษณาไม่จำเป็นต้องซับซ้อนจนกว่าจะมีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์ระดับไฮเอนด์มากพอ เช่น ในอินเดียและประเทศไทยที่เครือข่ายและอุปกรณ์ยังคงมีราคาแพง จำนวนคนดูคอนเทนต์จากมือถือไม่มากนัก หากนักการตลาดต้องการโฆษณาในรูปแบบหนังก็ควรสั้นและกระชับ หรือแบ่งส่วนให้ดาวน์โหลดได้ง่ายในแต่ละครั้ง สำหรับ MTV ใช้วิธี SMS เตือนให้คนชมรายการแทน เป็นต้น ดังนั้นสำหรับตลาดใหม่ ยังควรใช้การผสมผสานระหว่างสื่อดั้งเดิมและสื่อดิจิตอลแบบเรียบง่ายไปก่อน 3. ช่วงเวลาโฆษณาเข้ากับวิถีชีวิต แม้จอภาพบนโทรศัพท์ของผู้บริโภคบางรายอาจไม่ใหญ่พอ แต่ก็มีอำนาจเต็มเปี่ยม ดังนั้นนักการตลาดควรทำให้พวกเขาเป็นมิตร ด้วยการสร้างความเป็นส่วนตัวให้เกิดขึ้น ดังที่ David Wolf ซีอีโอของ Wolf Group Asia บอกว่าเป็นความได้เปรียบของโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งความสามารถในการระบุตำแหน่งผู้ใช้ ช่วยหลีกเลี่ยงการรบกวนผู้บริโภค โดยส่งข้อความที่มีความหมายและน่านำไปใช้ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่ในบริเวณนั้น เช่น ส่งส่วนลดร้านอาหารก่อนเวลาอาหาร รวมไปถึงการส่งข้อความด้วยภาษาไทยหากผู้ใช้เป็นคนไทย เป็นต้น 4. ห้าม “สแปม” เด็ดขาด สแปมอีเมลน่ารำคาญฉันใด ข้อความขยะบนโทรศัพท์มือถือก็ชวนเอือมระอาฉันนั้น สิ่งเหล่านี้บริษัทโทรคมนาคมต้องเป็นฝ่ายจัดการ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกดีกับโฆษณาผ่านช่องทางนี้ อย่างเช่นที่ประเทศจีน China Mobile และ China Unicom พยายามหาทางลดข้อความขยะเหล่านั้นอยู่ 5. เชื่อฟังผู้คุ้มกฎไม่ละเมิดความลับ โฆษณาไฮเทคขนาดไหนก็ต้องปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า มิเช่นนั้นชื่อเสียงของแบรนด์อาจเสียหายได้ แม้จะมีความแตกต่างทางกฎหมายในแต่ละประเทศก็ตาม เพราะตำรวจตัวจริงก็คือผู้บริโภคนั่นเอง สักวันหนึ่งพวกเขาก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น 6. รู้จังหวะที่ผู้บริโภค “เล่น” ด้วย โดยทั่วไปในแต่ละวันผู้ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่จะเช็กข้อมูลของตัวเองหลายครั้ง และชื่นชอบการฟังเพลงไปด้วย ในกรณีของตลาดญี่ปุ่นพบว่าผู้บริโภคชอบข้อความและคอนเทนต์ที่เข้าใจง่าย ช่วยให้เสพข้อมูลเหล่านั้นได้ทันที ส่งผลให้พวกเขากลับมาใช้แอพพลิเคชั่นหรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ใช้ง่ายเหล่านี้บ่อยๆ ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่าผู้ใช้มักตอบสนองกับข่าวสารจากโทรศัพท์ตัวเองในช่วงวันทำงาน หรือ จันทร์ – ศุกร์มากกว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ ดังนั้นนักการตลาดต้องรู้ว่าช่วงเวลาไหนเหมาะสมกับการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ด้วยความเข้าใจเรื่องจังหวะเวลา ทำให้ Motorola ออกแคมเปญ “บอกลาคนที่คุณรัก” ที่สนามบินฮ่องกง ให้บริการข้อความ “Goodbye” ต่างๆ ในรูปแบบ SMS, MMS, Mobile Video ผ่าน Bluetooth จากนั้นผู้รับสามารถส่งข้อความต่อไปยังคนที่กำลังเดินทาง ซึ่งมีการนำซูเปอร์สตาร์เช่น David Beckham และเจย์ โชว์มาบันทึกข้อความ “Goodbye” ยั่วใจให้คนส่งกันเพิ่มขึ้นอีกด้วย 7. สร้างคอนเทนต์เฉพาะ “มือถือ” โฆษณาแบบ Branded Content ก็ทำได้ผ่านแมกกาซีน รายการ และเว็บไซต์ ที่เป็นเวอร์ชั่นสำหรับโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ (Mobizines, Mobisodes และ Mobisites) ซึ่งเชื่อกันว่าจะมีแนวโน้มสดใส หากเนื้อหาที่นำเสนอมีความกระชับและใช้เวลาพอเหมาะเพื่อไม่ให้ผู้ใช้รู้สึกเบื่อ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก MTV แนะนำว่า “หากเป็นหนังสั้น ควรแบ่งเป็นตอนๆ ละ 2 นาที ไม่ควรยาวกว่านี้ เบรกโฆษณาไม่ควรนานเกิน 15 วินาที” ปรากฏการณ์นี้ไม่นับรวมตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ 3G เฟื่องฟูมานานแล้ว พวกเขายินดีเสียเวลาดาวน์โหลดเพื่อดู VDO เต็มรูปแบบให้อิ่มไปเลยทีเดียว 8. แคมเปญผสมผสาน ดันสู่การประกวด การโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายก็จริง แต่จะทรงพลังยิ่งขึ้นหากมีโฆษณาจากสื่ออื่นๆ หนุนนำไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ หรือทีวี ฯลฯ ที่กระตุ้นระดับแมสก่อน แล้วค่อยต่อยอดด้วยสื่อโทรศัพท์มือถือที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ตอบโต้ 2 ทางกับโฆษณา และกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมสู่สายตากลุ่มเป้าหมายได้ 9. ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ ส่วนใหญ่ลูกค้าชาวเอเชียไม่ชอบถูกรบกวนทางโทรศัพท์ เว้นแต่ว่ามีข้อเสนอที่สำคัญจริงๆ ตัวอย่างแคมเปญที่ผู้ใช้เห็นแล้วไม่อยากพลาด อาทิ เสนอเกมใหม่ที่ให้คอนเทนต์เฉพาะใช้ฟรี ตบด้วยโอกาสลุ้นสินค้าที่กำลังฮิตขณะนั้น หรือดาวน์โหลดเพลงฟรีเมื่อซื้อสินค้า ซึ่งเครื่องดื่มสไปรท์ทำสำเร็จมาแล้วในเมืองจีน หรือไม่ก็เสนอประสบการณ์ที่มีเงินก็ซื้อไม่ได้ เช่น โอกาสได้เดตกับดาราขวัญใจ เป็นต้น 10. ทดลองสิ่งใหม่ๆ จากเทคโนโลยีเท่าที่มีอยู่เพียงแค่ SMS และ Bluetooth ก็ทดลองแคมเปญใหม่ๆ ได้มากมาย เช่น แคมเปญฉลองครบรอบ 25 ปีแบรนด์ Air Force ของ Nike ในฮ่องกง ก็ใช้ Bluetooth สร้างความหวือหวาให้แคมเปญการตลาด โดยเชิญลูกค้ามาไล่ล่าสะสมคูปองดิจิตอลตามจุดต่างๆ จนครบ 40 อัน เพื่อลุ้นรางวัลรองเท้ารุ่นพิเศษสุดมูลค่า 15,000 เหรียญฮ่องกง เป็นต้น ซึ่งก็มีคนร่วมสนุกถึง 5,000 คน ดังนั้นเทคโนโลยีหวือหวาไม่สำคัญเท่าความคิดสร้างสรรค์เก๋ไก๋ที่นักการตลาดรู้แจ้งว่าโทรศัพท์สามารถ “เล่น” กับกิจกรรมชนิดไหนและอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้ อาจดูเรียบง่ายและแสนจะธรรมดาจนนักการตลาดบางคนมองข้าม ทว่ากลับ “โดนใจ” กลุ่มเป้าหมาย ช่วยประกันความสำเร็จของแคมเปญโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างเหลือเชื่อ

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

DVD


เขียนโดย อสูรฟ้า
Thursday, 24 January 2008
แผ่น DVD มาตรฐานสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าแผ่น CD ธรรมดา ถึง 7 เท่า ในแบบ 1 ชั้น (Layer) คือประมาณ 4.7 กิกะไบต์ และเมื่อกล่าวถึงระบบภาพแล้ว DVD สามารถให้ภาพที่คมชัดใกล้เคียงกับเทปต้นแบบจากสตูดิโอ ซึ่งมากกว่า 500 เส้น ด้วยระบบการบีบอัดสัญญาณ Digital รวมถึงการส่งผ่านของข้อมูลที่มีความเร็วถึง 9.8 Mbps ซึ่งมากกว่า VCD ที่มีอัตราการส่งผ่านเพียง 1.5 Mbps และเมื่อเปรียบเทียบความคมชัด DVD ให้รายละเอียดที่มากกว่า VCD ถึง 4 เท่า และระบบเสียงนั้นสามารถเก็บเสียงที่เป็นระบบ Dolby Digital (AC-3), DTS 5.1 Channel
ก่อนอื่นเรามารู้จักกับแผ่น DVD กันก่อนนะครับ
DVD-R/RW และ DVD+R/RW คืออะไร
ทำไมถึงต้องมีเครื่องหมายบวกและเครื่องหมายลบ สำหรับดีวีดีทั้งสองประเภทนี้ ในตอนแรกมาตรฐาน DVD R/RW เริ่มต้นกับเครื่องหมายลบก่อน โดยเกิดจากการพัฒนาและวางมาตรฐานของกลุ่ม DVD Forum ซึ่งเรียกว่าเป็นสมาคมสำหรับควบคุมมาตรฐานสื่อบันทึกข้อมูลในรูปแบบของดีวีดีขึ้นมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ด้วยการพัฒนามาตรฐานของ DVD Forum ดูเหมือนว่าช้า และไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานและการพัฒนาต่อไปในอนาคตด้วย ทางสมาชิกกลุ่มหนึ่งจึงร่วมมือกันพัฒนามาตรฐานดีวีดีที่บันทึกได้ในรูปแบบของ DVD+R/RW ขึ้นมา เป็นกลุ่ม DVD Alliance ทำให้มาตรฐานใหม่นี้ไม่ได้ถูกยอมรับจาก DVD Forum ที่เป็นผู้ดูแลมาตรฐานเดิมอยู่มาตรฐาน DVD+R/RW จึงเป็นมาตรฐานต่างหากที่ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้กับมาตรฐานเดิม แต่ด้วยการที่กลุ่มสมาชิกที่แยกตัวมาตั้งมาตรฐานใหม่ ต่างก็เป็นผู้นำด้านการผลิต DVD+R/RW จึงได้เริ่มมีการยอมรับและไดร์ฟดีวีดีรุ่นใหม่ๆ ต่างก็สามารถที่จะอ่านข้อมูลและใช้งาน DVD+R/RW มาตรฐานใหม่นี้ได้ด้วย จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าเมื่อซื้อไดร์ฟประเภทนี้มาแล้วจะไม่สามารถนำไปใช้กับเครื่องเล่นใดๆ ได้ เพียงแต่ไดร์ฟทั้งสองมาตรฐานจะไม่ สามารถใช้งานข้ามไดร์ฟ เป็นไดร์ฟประเภทไหนก็ต้องใช้ประเภทนั้น เช่น ไดร์ฟ DVD+R/RW จะไม่สามารถเขียนข้อมูลลงในแผ่น DVD-R/RW ได้ และไดร์ฟ DVD-R/RW ก็ไม่สามารถเขียนข้อมูลลงแผ่น DVD+R/RW ได้เช่นเดียวกัน แต่เมื่อเขียนแล้ว แผ่นทั้งสองมาตรฐานต่างก็สามารถนำไปใช้กับไดรฟ์ดีวีดีรอมรุ่นใหม่ๆ ได้ไม่เป็นปัญหาในส่วนของการอ่านแผ่น
ปัญหาความแตกต่างของทั้งสองมาตรฐานเท่าที่เห็นก็จะเป็นลักษณะของการบันทึกข้อมูลมากกว่า โดย DVD+R/RW เนื่องจากพัฒนาออกมาภายหลัง เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของ DVD-R/RW จึงมีความสามารถที่เหนือกว่า เช่น สั่งให้หยุดการเขียนและเขียนต่อได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการรอ และใช้เทคโนโลยี Lossless Linking ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการบันทึกและการอ่านข้อมูล ใช้งานได้ง่ายและสะดวกขึ้น ส่วนการบันทึกรูปแบบของ R และ RW ก็ไม่ได้ต่างไปจากเครื่องบันทึกซีดีปัจจุบันR คือ Recordable หรือบันทึกได้ครั้งเดียว และ RW คือ Re-Writeable ที่สามารถนำกลับมาบันทึกซ้ำใหม่ได้ ซึ่งทั้งสองมาตรฐาน DVD-R/RW และ DVD+R/RW ต่างก็สามารถบันทึกใหม่ได้ประมาณ 10,000 ครั้งประเภทของไดร์ฟ DVD ปัจจุบันไดร์ฟดีวีดีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของการติดตั้งดังนี้1. ไดร์ฟภายใน (Internal Drive) เป็นไดร์ฟที่ติดตั้งภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ราคาถูกลงเรื่อยๆและน่าจะทดแทนไดร์ฟซีดีรอมได้ทั้งหมด2. ไดร์ฟภายนอก (External Drive) ติดตั้งอยู่ภายนอกคอมพิวเตอร์ คุณสมบัติอื่นๆเทียบเท่ากับไดร์ฟภายใน
รูปแบบของแผ่นดีวีดี แผ่น DVD-ROM เป็นแผ่นดีวีดีที่บันทึกข้อมูลเพียงอย่างเดียวเหมือนกับซีดีรอม โดยการบันทึกข้อมูลจากโรงงานเราไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมได้ แผ่น DVD-R (DVD-Recordable) เป็นแผ่นดีวีดีที่สามารถบันทึกข้อมูลได้เพียงครั้งเดียว โดยสามารถบันทึกได้ทั้งข้อมูลเพลงและวิดีโอ ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้เขียนแผ่น แผ่น DVD-RW (DVD-Rewritable) สามารถเขียนข้อมูลซ้ำได้หลายครั้งจะเล่นได้กับไดร์ฟ DVD-R/RW บนเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แผ่น DVD+R/RW เป็นแผ่นที่ใกล้เคียงกับ DVD-RW ป็นมาตรฐานที่ทำให้แผ่นที่สามารถเขียนซ้ำได้สามารถนำไปใช้งานได้กับเครื่องเล่น ดีวีดีอื่นๆ ที่ไม่ใช่ไดร์ฟของดีวีดีบนคอมพิวเตอร์ แผ่น DVD-RAM (DVD-Random Access Memory) เป็นดิสก์แบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม สามารถบันทึกซ้ำได้เช่นเดียวกับ DVD-R, DVD+R/RW การบันทึกข้อมูลจะเป็นแบบฮาร์ดดิสก์ ซึ่งจะต้องมีไดร์ฟชนิดพิเศษในการอ่านและเขียนข้อมูลจะใช้งานผ่านไดร์ฟดีวีดีปกติไม่ได้ แต่ข้อดีของดีวีดีชนิดนี้ก็คือสามารถบันทึกข้อมูลซ้ำได้มากกว่า 100,000 ครั้งทำให้มันถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่มากขึ้น เช่น กล้อง Digital
ประเภทของแผ่นดีวีดี ดีวีดีมีให้เลือกใช้งานหลายความจุ ซึ่งแต่ละแบบมีเทคนิคในการเก็บข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ปัจจุบันแบ่งเป็น 4 รูปแบบตามความจุดังนี้1. Single-Side, Single Layer หรือ DVD5 เป็นแผ่นที่ทำการจัดเก็บภาพได้เพียงชั้นเดียวและหน้าเดียว โดยสามารถบันทึกข้อมูลได้ 4.7 กิกะไบต์ DVD5 จะแบ่งใช้วัสดุ 2 แผ่น ประกบกัน จะใช้งานเพียงแค่ส่วนล่างเพียงแค่แผ่นเดียวในการบันทึกข้อมูลและ บันทึกลงไปเพียงแค่ชั้นเดียว แผ่นรูปแบบนี้ใช้งานแพร่หลายมากที่สุด2. Single-Side, Dual Layer : หรือ DVD9 จะคล้ายกับ DVD5คือการบันทึก ข้อมูลลงในหน้าเดียว แต่จะบันทึกข้อมูลไว้ 2 ชั้นกระบวนการผลิตจะเป็นวัสดุแผ่นเดียวบันทึก ข้อมูลได้ประมาณ 8.5 กิโลไบต์ จึงเรียกว่า DVD9 โดยทั่วไป DVD9 จะใช้บันทึกข้อมูลที่ต้องการรายละเอียดมากๆ เช่น ภาพยนตร์ที่ต้องการคุณภาพของภาพสูงๆ เรื่องยาวๆ ซึ่งจะบรรจุข้อมูลเสียงไว้อีกชั้นหนึ่ง3. Double-Sided, Single Layer : หรือ DVD10 สามารถบันทึกข้อมูลลงไปในแผ่นได้ทั้งสองหน้า และในแต่ละหน้าก็จะสามารถบันทึกข้อมูลได้เพียง 1 ชั้น แผ่นแบบนี้สามารถบันทึกข้อมูลได้เป็น 2 เท่าของ DVD5 คือสามารถบันทึกข้อมูลได้ 9.4 กิกะไบต์4. Double-Sided, Dual Layer : หรือ DVD18 สามารถบันทึกข้อมูลลงไปในแผ่นได้ทั้งสองด้าน และแต่ละด้านสามารถบันทึกได้มากถึงสองชั้น ซึ่งแผ่นชนิดนี้สามารถบรรจุข้อมูลได้ถึง 17 กิกะไบต์ นำไปบันทึกข้อมูลขนาดใหญ่มาก เช่น ภาพยนตร์ความยาวมากๆ
เปรียบเทียบดีวีดีทั้ง 4 ประเภท Format ความจุ เวลาโดยประมาณที่บันทึกได้1. Single-Side, Single Layer หรือ DVD5 4.7 GB 2 ชั่วโมง2. Single-Side, Dual Layer : หรือ DVD9 8.5 GB 4 ชั่วโมง3. Double-Sided, Single Layer : หรือ DVD10 9.4 GB 4.5 ชั่วโมง4. Double-Sided, Dual Layer : หรือ DVD18 17 GB มากกว่า 8 ชั่วโมง
วิธีสังเกตุดูแผ่น DVD อย่างง่ายๆDVD 5 มักใช้วัสดุสีเงิน ความหนาของแผ่นจะไม่มาก DVD 9 เนื้อแผ่นมักเห็นเป็นสีทอง วงรอบในของแผ่นด้านข้อมูล อาจจะมีตัวหนังสือเล็กๆ เช่น side A, side B หรือ side 1, side 2

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

GSMA ชี้ไทยทุ่ม 4 พันล.เหรียญ บริการบรอดแบนด์ไร้สายใน 3 ปี
โดย ผู้จัดการออนไลน์
22 ตุลาคม 2551 10:56 น.

สมาคมจีเอสเอ็มเอโลก (GSMA) วอน กทช.สร้างความมั่นใจในกระบวนการออกใบอนุญาต 3G ได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งการจัดสรรคลื่นความถี่ในช่วง 2.1GHz ให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละรายอย่างมีศักยภาพเพียงพอในการให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายแก่สาธารณชน โดยไร้ความเสี่ยงจากสัญญาณรบกวน ชี้ผู้ประกอบการไทยพร้อมลงทุนกว่า 4 พันล้านเหรียญ นายริคาร์โด้ ทาวาเรส รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการวางนโยบายสาธารณะ สมาคมจีเอสเอ็มเอโลก (GSMA) กล่าวว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของไทยเดินหน้าลงทุนด้วยงบประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเปิดให้บริการบรอดแบนด์ไร้สาย (HSPA) ภายใน 3 ปีนี้ หลังจากที่รัฐบาลมีมติให้สัมปทานคลื่นความถี่ใหม่ และอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เดิมในการให้บริการโทรศัพท์มือถือระบบ 3G ได้ สมาคมจีเอสเอ็มเอโลก (GSMA) พยายามกระตุ้นรัฐบาลไทยในการดำเนินการออกใบอนุญาต 3G ให้เร็วที่สุดเพื่อที่ว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากบริการ 3G ได้อย่างเต็มที่จากการให้บริการบรอดแบนด์ไร้สาย เพราะบริการดังกล่าวจะช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา เปิดโอกาสในการหางาน ด้านเกษตรกรรม และด้านอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย การเปิดให้บริการ 3G ที่พัฒนาด้วยระบบ HSPA จะขยายการใช้บริการบรอดแบนด์ในประเทศไทยให้แพร่หลายมากขึ้น เพราะมีเพียง 2.2% ของครัวเรือนทั้งหมด (ข้อมูลจาก GlobalComms) ที่มีการใช้งานบรอดแบนด์ ซึ่งถือว่าล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านในด้านนี้

“การออกใบอนุญาตบนคลื่นความถี่ 2.1GHz จะช่วยให้ประเทศไทยลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีระหว่างชุมชนเมืองและชนบท รวมถึงลดช่องว่างระหว่างผู้รับบริการไทยและผู้รับบริการในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ในขณะที่คลื่นความถี่นี้จะตอบสนองความต้องการในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ระหว่างนั้นรัฐบาลไทยควรจะเริ่มวางแผนการใช้คลื่นความถี่ในช่วง 2.5GHz สำหรับบริการบรอดแบนด์ไร้สาย โดยใช้โครงสร้างที่สามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลายเพื่อแบ่งแยกการใช้งานแบนด์วิดท์ระหว่างผู้ใช้งานได้หลายราย สมาคมจีเอสเอ็มเอโลก (GSMA) วอนสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ผู้กำกับดูแลในการออกกฎเกณฑ์ระดับชาติ ในการสร้างความแน่ใจในกระบวนการออกใบอนุญาตได้อย่างเป็นธรรม และมั่นใจว่าคลื่นความถี่ในช่วง 2.1GHz ได้ถูกจัดสรรให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละรายอย่างมีศักยภาพเพียงพอในการให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายแก่สาธารณชน โดยไร้ความเสี่ยงจากสัญญาณรบกวน สำหรับสมาคมจีเอสเอ็มเอโลก (GSMA) เป็นกลุ่มองค์กรทางการค้าระดับโลกด้านอุตสาหกรรมไร้สาย เป็นตัวแทนกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่าย GSM มากกว่า 750 รายใน 218 ประเทศทั่วโลก สมาชิก GSMA เป็นตัวแทน GSM กว่า 3 พันล้านราย และการเชื่อมต่อ 3GSM ซึ่งมากกว่า 86% ของการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระดับโลก นอกจากนี้ ผู้ผลิตสินค้าและผู้จัดจำหน่ายกว่า 200 รายให้การสนับสนุนแนวความคิดของสมาคม เป้าหมายแรกของ GSMA คือ การสร้างความมั่นใจบริการไร้สายและโทรศัพท์มือถือให้ทำงานเชื่อมต่อได้ทั่วโลก และเข้าถึงได้ง่าย ด้วยการเพิ่มคุณค่าการใช้งานให้แก่กลุ่มผู้ใช้บริการ รวมถึงเศรษฐกิจระดับชาติ ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่กลุ่มผู้ให้บริการ ผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายด้วย

http://www.manager.co.th/Telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9510000125367

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

แผนดีแทค หวัง 3G พลิกเป็นเบอร์ 1
Positioning Magazine กันยายน 2551

3G บนคลื่น 800 MHz เป็นโครงการใหม่ล่าสุดที่ทำให้ดีแทคตื่นเต้น และมีความหวัง มีการพูดประโยคเดียวกันตั้งแต่ซีอีเก่า ซีอีโอใหม่ จนถึงระดับผู้บริหาร และพนักงาน ว่า คือโอกาสสำคัญที่จะพลิกฐานะตัวเองจากการเป็นเบอร์ 2 มาโดยตลอด มาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดโทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้นครั้งนี้ดีแทคจึงมีแผนจริงจังและเต็มที่มากที่สุดกับ 3G โดยอาจไม่จำเป็นต้องรอคลื่น 2.1 GHz ความหวังของดีแทคไม่ได้มาลอยๆ เพราะทุกอย่างมีการจัดทำแผนอย่างชัดเจน ตั้งแต่การเปลี่ยนตัวซีอีโอ จาก “ซิคเว่ เบรคเก้” มาเป็น “ทอเร่ จอห์นเซ่น” ที่ “ซิคเว่” ซึ่งขึ้นไปเป็นซีอีโอของเทเลนอร์ เอเชีย เลือกด้วยตัวเอง เพราะจุดแข็งของ “ทอเร่” ที่สำคัญคือความเชี่ยวชาญในการวางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะประสบการณ์ 3G ในมาเลเซีย และที่สำคัญ “ทอเร่” ยังเป็นนักประสานที่ดี และเข้ากันได้กับสไตล์ของดีแทค ที่มีการทำงานอย่างมีชีวิตชีวา “ทอเร่” เองก็มั่นใจ ถึงกับพูดอย่างชัดเจนแม้จะเป็นการพบกับสื่อมวลชนไทยครั้งแรกระหว่างการแถลงข่าวเปิดตัวว่า 3G จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้ดีแทคสามารถขึ้นเป็นอันดับ 1 ชนะเอไอเอสได้ ซึ่ง “ทอเร่” ยังเชื่อมั่นในแผนที่ “ซิคเว่” ได้วางไว้มานานกว่า 1 ปี ก่อนหน้านี้ “ซิคเว่” ใช้เกม Short Cut เลือกเทกโอเวอร์ บริษัทที่สามารถสร้างคอนเทนต์ และ Application เพื่อตอบรับกับ 3G ได้ 3 บริษัทคือ เพย์สบาย ครีเอ้ และแฟตเรดิโอ ซึ่ง “ซิคเว่” บอกชัดเจนว่า นี่คือการทำให้ดีแทคโตด้านคอนเทนต์เร็วที่สุด นอกจากนี้ “ซิคเว่” ยังตั้งทีมงานใหม่ในดีแทค ใช้ชื่อแผนกว่า “Next Dtac” มี “อมฤต ศุขะวณิช” เป็นผู้ดูแลทีมทั้งหมด โดย “อมฤต” เติบโตมาจากสายการเงินในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านลงทุนโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งเป็นความตั้งใจของ “ซิคเว่” ที่เขาบอกว่า “เชื่อว่าคนนอกที่ไม่เคยทำธุรกิจโทรคมนาคม จะสามารถคิดนอกกรอบได้ เพราะ 3G คือธุรกิจในอนาคต” สำหรับดีแทคแล้ว ในฐานะมวยรองมาโดยตลอด “ธนา เธียรอัจฉริยะ” ก็เชื่อเช่นเดียวกับ “ซิคเว่” และกำลังวิ่งเต็มที่กับ 3G 3 แผนกรุยทางดีแทค “ธนา” บอกว่าเขาเชื่ออย่างยิ่งเมื่อ 3G มาแล้วจะทำให้คนใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 50-60% ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญของประเทศได้ เพราะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยพัฒนาหรือไม่ เพราะเมื่ออินเทอร์เน็ตขยายแล้วในระดับนานาประเทศถือว่าเป็นช่องทางที่สามารถสื่อสารความรู้ให้เข้าถึงประชาชนได้ คนก็จะมีความรู้มากขึ้น เมื่อมีโครงข่ายที่ติด Speed แล้ว อุปกรณ์ต่อเชื่อมก็สำคัญและมีแนวโน้มลดลง จึงชัดเจนว่า เมื่อดีแทคเปิดบริการ 3G แล้วจะเป็นคู่แข่งกับทรูออนไลน์ ทีโอที และกลุ่มไอเอสพีในตลาดบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตมากกว่า ซึ่งหมายความว่าดีแทคได้ขยายธุรกิจจากเดิมที่มีเพียงโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ขณะนี้ดีแทควางแผนธุรกิจไว้แล้ว 3 ส่วนคือ 1. เตรียมวางเครือข่ายสถานีรับส่งสัญญาณ ในระยะแรก เน้นในพื้นที่ชุมชนหนาแน่น แหล่งท่องเที่ยว และธุรกิจ แบ่งเป็นในภูเก็ต 59 สถานี ชลบุรี 156 สถานี กรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,005 สถานี รวม 1,220 สถานี งบลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท 2. ให้บริษัทลูก 3 บริษัท ที่ดีแทคไปร่วมทุนนำเสนอคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ คือ 1."เพย์สบาย" ดีแทคคือหุ้น 98% พัฒนา Application สำหรับ Payment Solution ลักษณะแบบอีเบย์บริการอยู่ 2."ครีเอ้" ดีแทคถือหุ้น 51% พัฒนาลูกเล่นบริการต่าง ๆ เช่น ล่าสุดมีบริการ Playground ที่ให้ถ่ายรูปและสามารถอัพโหลดขึ้น เว็บ Social Networking อย่าง Hi5 ได้ทันที 3."แฟตเรดิโอ" ดีแทคถือหุ้น 51%มีคอนเทนต์เพลง และศิลปิน Indy ที่เข้ากับกลุ่มวัยรุ่นได้อย่างดี นอกจากนี้ยังเตรียมพร้อมคอนเทนต์อื่นๆ คือหาพันธมิตรธุรกิจเพื่อดึงคอนเทนต์ที่น่าสนใจมาให้บริการ เช่น การดาวน์โหลดเพลง กับค่ายแกรมมี่ บริการเอทีเอ็ม ซิมกับเคแบงก์ 3. การเตรียมบุคคลากรฝ่ายต่างๆ โดยต้องทำความเข้าใจร่วมกัน ว่าเรากำลังพูดเรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะในฝ่ายการตลาดที่ต้องคิดแผนการตลาด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงทำความเข้าใจร่วมกันเท่านั้น ยังไม่ได้สรุปเรื่องชื่อแบรนด์ หรือแผนใดๆ แต่สิ่งที่ทำให้ดีแทคต้องคิดหนักคือ จากเดิมที่เคยมีประสบการณ์การเป็นมวยรองมาโดยตลอด เมื่อคิดเป็นผู้นำตลาด จะทำได้หรือไม่ หรือได้มากเพียงใด หวัง “ไอโฟน” กรุยทาง “ดีแทค” ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับ “แอปเปิล” โดยหวังเป็นตัวแทนจำหน่าย “ไอโฟน” ที่สเปกเครื่องสามารถใช้กับ 3G ในคลื่น 850 ที่ดีแทคจะพัฒนาเครือข่ายได้ อย่างไรก็ตาม “ธนา” บอกว่าทุกบริษัทในไทยไม่ว่าจะเป็นเอไอเอส หรือทรู ก็มีโอกาสเหมือนกัน โดยเฉพาะเอไอเอส ที่มีข้อได้เปรียบจาก “สิงเทล” หรือสิงคโปร์เทเลคอม ที่ถือหุ้นในเอไอเอส เพราะ “สิงเทล” ได้สิทธิในการจำหน่ายไอโฟนในหลายประเทศที่สิงเทลไปถือหุ้นอยู่ อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่สามารถสรุปข้อตกลงได้ แต่ก็มีรายงานข่าวออกมาแล้วว่า ณ เดือนกันยายน “ดีแทค”กำลังเจรจากับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อขออนุญาตนำเครื่องไอโฟนเข้ามา 300 เครื่อง โดยดีแทคหวังใช้กลยุทธ์มาเปิดตัวบริการ 3G ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยลูกค้าดีแทคที่เป็นกลุ่มนำร่องใช้บริการ 3G โดยใช้เครื่องไอโฟนทั้ง 300 เครื่อง หากเครื่องมีปัญหา และในไทยยังไม่ตัวแทนจำหน่าย ดีแทคจะเป็นผู้ประสานงานในการรับส่งซ่อมในต่างประเทศให้ทั้งหมด แต่ระหว่างที่ยังไม่สรุปว่า “ดีแทค” จะได้ไอโฟนตามแผนหรือไม่ ณ วันนี้แผนการทำตลาดของดีแทคยังไม่ต่างจากสิ่งที่เอไอเอสทำอยู่มากนัก คือแผนการเสนอแพ็กเกจราคาสำหรับใช้สื่อสารข้อมูล แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคืออาจเจรจากับพันธมิตรเน็ตบุ๊ก เพื่อเสนอโปรโมชั่นพิเศษ แต่สิ่งที่ต่างแน่นอนคือการคิดชื่อแบรนด์ที่ต่างจากหลักการคิดของเอไอเอส เพราะเอไอเอสคิดแบบ Functional ให้เห็นคุณสมบัติของเทคนิคและการใช้งาน แต่ของดีแทคจะเน้น Emotional มากกว่า อย่างที่ผ่านมา Happy และ Feel Good นอกจากนี้ดีแทคยังลงทุนระบบคอลล์เซ็นเตอร์อีกประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อรักษาฐานลูกค้าเมื่อมี 3 G เกิดขึ้น นอกจากระบบซอฟท์แวร์ แล้วเตรียมเพิ่มพนักงานในทีมไฮเทค ของคอลล์เซ็นเตอร์ เป็นประมาณ 200 คน จากปัจจุบันมี 30 คน เพื่อให้บริการลูกค้าที่ต้องการปรึกษาการใช้งานอุปกรณ์ไอทีที่ เช่น ไอโฟน โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ แบล็กเบอร์รี่ และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ณ วันนี้ สิ่งที่ “ธนา” เชื่อมั่นคือบุคลากรของดีแทค ที่เต็มไปด้วย Passion พร้อมกับมั่นใจว่าในที่สุดแล้ว 3G จะทำให้ “ดีแทค” เป็น The Most Admire Brand ในใจของลูกค้าได้ Next Dtac สำหรับ 3G “อมฤต ศุขวณิช” ในฐานะหัวหน้าทีมของ Next Dtac บอกว่า มีงานมากมายที่ดีแทคต้องทำ เพราะขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มติดตั้งสถานีรับส่งสัญญาณ แต่เป้าหมายที่ต้องไปถึงคือการเปิดบริการให้ได้ภายในกลางปี 2552 และจะถึงกลุ่มเป้าหมายใหญ่ทั้งหมดภายใน 3 ปี ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะโลกของอินเทอร์เน็ตมีการพัฒนาไปมาก จนทำให้คอนเทนต์ต่างๆ เป็นที่ต้องการ เมื่อคอนเทนต์มีมาก ก็ทำให้ความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นด้วย แน่นอน “คอนเทนต์” ที่ดีแทคสร้างและพัฒนาเองก็มีความสำคัญ สิ่งที่เขามองเห็นคือ เขาเชื่อว่าโมบายมันนี่จะเกิดขึ้น เพราะ Application สำหรับธุรกรรมทางการเงินจะพัฒนา อีคอมเมิร์ชที่เคยมีจะฟื้นตัว ซึ่งดีแทคได้เตรียมบริษัทลูกคือเพย์สบายรองรับไว้ ด้วยเป้าหมายให้เป็น Payment Gateway ในโลกออนไลน์ หรือเทียบชั้นกับ eBay จากเดิมที่เพย์สบายจะเน้นเฉพาะการใช้โมบายแบงกิ้งเท่านั้น คอนเทนต์ที่สำคัญที่จะทำให้ 3 G ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าคือคอนเทนต์ด้านบันเทิง ซึ่งขณะนี้ดีแทคมีพันธมิตรและบริษัทลูกคือแฟตเรดิโอ รวมไปถึงความบันเทิงจาก Application ต่างๆ อย่างบริการเพลย์กราวด์ สำหรับเว็บ Social Networking ภายใต้บริษัทครีเอ้ นี่คืออีกหนึ่งจังหวะของดีแทค ที่ “อมฤต” บอกว่า 3G สำหรับดีแทคเวลานี้ คือบริการใหม่ที่ถูกที่และถูกเวลา

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

ราคาที่ดิน

http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/26/news_298038.php
26 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00:00
เปิดราคาที่ดิน 10 ทำเลกรุงเทพฯ "รุ่ง" หรือ "ร่วง"
ราคาที่ดินเกาะแนวรถไฟฟ้าพุ่งกระฉูด AREA เผยตลอด 3 ปีขึ้นมาแล้วเฉลี่ยสูงสุด 60% สวนทางราคาที่ดินชานเมืองร่วงหนักตามการเมือง เศรษฐกิจ
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA (บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอลเตท แอฟแฟร์ส) เปิดเผยว่า AREA ได้ทำการสำรวจการปรับตัวของราคาที่ดินประจำปี 2550 โดยขอนำเสนอราคาที่ดิน 10 ทำเลเด่นในกรุงเทพฯ ที่น่าสนใจ ดังนี้
1. ถนนแจ้งวัฒนะ (ใกล้บริเวณศูนย์ราชการแห่งใหม่)
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 34,000 - 100,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 120,000 บาท
ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 10% - 20%
2. ถนนวิภาวดี - รังสิต (ถนนพหลโยธิน - สี่แยกรัชโยธิน)
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 60,000 - 160,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 200,000 - 250,000 บาท
ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 25% - 35%
3. ถนนเกษตร - นวมินทร์ (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม - ถนนนวมินทร์)
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 10,000 - 30,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 50,000 - 60,000 บาท
ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 70% - 100%
4. ถนนพญาไท
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 210,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 250,000 - 300,000 บาท
ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 25% - 35%
5. ถนนสุขุมวิท (ซอยสุขุมวิท 1 - ซอยสุขุมวิท 21)
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 170,000 - 200,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 200,000 - 300,000 บาท
ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 35%
6. ถนนสุขุมวิท 77 (ถนนอ่อนนุช - เขตสวนหลวง)
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 11,000 - 85,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 82,000 - 120,000 บาท
ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 10% - 20%
7. ถนนร่มเกล้า
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 10,000 - 21,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 20,000 - 25,000 บาท
ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 5% - 10%
8. ถนนพระราม 3 (ถนนนราธิวาสฯ - สี่แยกถนนตก)
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 80,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 100,000 - 150,000 บาท
ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 50%
9. ถนนราชพฤกษ์
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 45,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 50,000 - 80,000 บาท
ราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 44%
10. ถนนบางขุนเทียนชายทะเล
ราคาประเมินราชการ ตารางวาละ 15,000 - 34,000 บาท
ราคาตลาด ตารางวาละ 7,500 - 10,000 บาท
ราคาตลาดต่ำกว่าราคาประเมินประมาณ 100%
จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าทำเลเกาะแนวรถไฟฟ้าต่างปรับตัวสูงขึ้น โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมาราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าปรับตัวมาแล้วเฉลี่ย 45% - 60% รวมถึง การที่มีกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในกรุงเทพฯ ส่งผลให้ราคาที่ดินกลางเมืองปรับตัวสูงขึ้นสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจ และสวนทางกับภาพรวมการปรับตัวของราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ซึ่งมีแนวโน้มลดลงเพราะการเมืองและเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะในย่านชานเมือง ดังจะเห็นได้ว่า ที่ดินบริเวณ ราคาตลาดต่ำกว่าราคาประเมินประมาณ 100% แต่เพราะราคาที่ดินแนวรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงกว่าทั้งตลาด ทำให้ภาพรวมการเติบโตของราคาที่ดินกรุงเทพฯ ในปีนี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.5% จากที่ควรจะชะลอตัวลง
"ทำเลทอง" กับราคาที่ดิน
นายวสันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาที่ดินรอบแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส พบว่า ราคาที่ดินโดยรอบเพิ่มสูงขึ้นมาก เช่น พื้นที่แถวพหลโยธินช่วงต้นที่ปัจจุบันประเมินไว้ ณ ตารางวาละ 300,000 บาท นับว่าเพิ่มขึ้นถึง 76% ในช่วงปี 2541-2551 เป็นต้น
ส่วนบริเวณที่รถไฟฟ้ากำลังจะถึง ก็ปรากฎว่าราคาเพิ่มขึ้นมาก เช่น ถนนกรุงธนบุรี ราคาปัจจุบันตารางวาละ 250,000 บาท เพิ่มจากปี 2541 ถึง 56% หรือพื้นที่แถวแบริ่งก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือช่วงบริเวณบางใหญ่ซิตี้ ราคาก็เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 55,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 90% การมีระบบขนส่งมวลชนจึงส่งผลดีต่อราคาที่ดินอย่างเด่นชัด
อาจสรุปได้ว่าทำเลเด่นๆ ที่จะดีในอนาคตเพราะระบบขนส่งมวลชน ได้แก่ ทิศเหนือ ประกอบด้วย พหลโยธินแถวเสนานิคม บริเวณสะพานใหม่ ทิศตะวันออก ประกอบด้วย สุขุมวิทแถวซอยแบริ่ง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย บางใหญ่ซิตี้ รัตนาธิเบศร์ เตาปูน
ส่วนทำเลภายนอกอื่นๆ ที่เติบโตดีแต่ไม่เกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชน ได้แก่ ศูนย์คมนาคมคตากสิน และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ
ส่วนบริเวณถนนอ่อนนุช-บางนา และศรีนครรินทร์-ซีคอนสแควร์นั้น มีราคาเพิ่มขึ้นมาก ก็เพราะผลพวงจากการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในบริเวณใกล้เคียง ทำให้ย่านนี้เติบโตต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีถนนพระราม 3 ซึ่งมีระบบถนนและทางด่วนที่ดี และอยู่ใกล้สีลม จึงมีโอกาสกลายเป็น "สีลมแห่งที่ 2" ได้อย่างแท้จริงในอนาคต และพื้นที่นี้ยังมีที่ว่างอีกมากมายในการพัฒนา

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551



การล่มสลายของเลแมน บราเดอร์สและเอไอจี
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

22 กันยายน พ.ศ. 2551 00:10:00

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การล้มละลายของวาณิชธนกิจชั้นนำของสหรัฐ เลแมน บราเดอร์ส พร้อมกับการเข้ายึดกิจการของอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) โดยรัฐบาลสหรัฐ และความเสี่ยงที่บริษัทเงินทุนวอชิงตันมิวชวล อาจจะถูกปิดตัวลง ล้วนแต่เป็นการสะท้อนว่า ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐนั้นมีความรุนแรงและแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางเกินความคาดหมายของทางการสหรัฐเป็นอย่างมาก ทำให้เชื่อได้ว่าจะยังมีปัญหาในอนาคตอีกมากไปจนถึงกลางปีหน้า และจะเป็นภาระที่ท้าทายประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่อย่างมาก แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ผลกระทบโดยตรงจะไม่มีมากนัก เพราะมีสถาบันการเงินที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินสหรัฐน้อยมาก อาทิเช่น กรณีเลแมนนั้นมีธุรกรรมร่วมกับสถาบันการเงินไทยเพียง 4,000 ล้านบาท และแม้จะมีการลงทุนและปล่อยกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอีก 50,000 ล้านบาท แต่ก็เป็นสินทรัพย์ที่น่าจะหาผู้ซื้อมาทดแทนได้โดยง่าย

ในส่วนของเอไอจีสหรัฐกับบริษัทประกันภัยเอไอเอในประเทศไทย ก็เป็นนิติบุคคลที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเอไอจีถือหุ้นเอไอเอส่วนหนึ่งจึงมีส่วนเพียงการได้รับเงินปันผลจากเอไอเอ และในส่วนของธุรกิจการประกันภัยในประเทศไทยก็เป็นธุรกิจที่มั่นคงและมีเงินทุนเกินกว่าเกณฑ์ของทางการอยู่มาก ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐก็ได้ยอมปล่อยกู้ให้กับเอไอจีแล้ว 85,000 ล้านดอลลาร์ เป็นเวลา 2 ปี และรัฐบาลได้เข้าไปควบคุมกิจการเอไอจี เพื่อขายสินทรัพย์อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อชดใช้หนี้สินและความเสียหาย จึงจะทำให้ธุรกิจหลัก คือ การประกันภัยไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนแต่อย่างใด

แต่ประเทศไทยย่อมจะได้รับผลกระทบในทางอ้อมใน 2 ด้าน คือ การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังลามมาที่เศรษฐกิจยุโรป เศรษฐกิจญี่ปุ่นและเศรษฐกิจเอเชียโดยรวม โดย เมอร์ริล ลินช์ เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวประมาณ 2% ในไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ในขณะที่เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นอาจขยายตัวเพียง 1.0-1.5% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า สำหรับเอเชียนั้นเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ในระดับ 7-8% โดยมีจีนเป็นแกนนำ แต่เศรษฐกิจจีนเองก็เสี่ยงที่อาจจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดเอาไว้เดิมที่ 9-10% (โดยอาจขยายตัว 8-9%) ทำให้ธนาคารกลางของจีนรีบลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงไป 0.27% ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนมิได้คาดการณ์มาก่อน การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกย่อมจะส่งผลต่อการขยายตัวของการส่งออกของไทยตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกของไทยน่าจะขยายตัวสูงถึง 23% (เมื่อคำนวณเป็นเงินดอลลาร์) แต่ในปีหน้า คงจะขยายตัวได้เพียง 10-15%

ผลกระทบทางอ้อมอีกด้านหนึ่ง คือ การปรับลดลงของสภาพคล่องทางการเงินของโลก ทั้งนี้ เพราะในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินต่างๆ พัฒนาตราสารทางการเงินประเภทต่างๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก โดยมิได้ควบคุมความเสี่ยง เพราะเชื่อว่าสถาบันการเงินและนักลงทุนสามารถดูแลและกระจายความเสี่ยงกันเองได้ การเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ และหลายประเทศในยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ (อาทิเช่น อังกฤษ สเปน อิตาลี ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและแอฟริกาใต้) เป็นพื้นฐานให้สถาบันการเงินออกตราสารและอนุพันธ์ประเภทต่างๆ มามากมาย คิดเป็นมูลค่าหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ แต่เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์เริ่มปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง (ราคาบ้านในสหรัฐลดลง 15%) ก็ทำให้ตราสารและอนุพันธ์ต่างๆ ที่อาศัยอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและประเมินว่าเป็นตราสารและอนุพันธ์ที่มีคุณภาพสูงระดับเอ 3 ตัว หรือเทียบเท่ากับตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐกลายเป็นตราสารและอนุพันธ์ด้อยคุณภาพ ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ เนื่องจากไม่มีผู้ต้องการซื้อ

ดังนั้น สถาบันการเงินต่างๆ ที่ลงทุนในตราสารและอนุพันธ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น เลแมนและเอไอจีจึงมีปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทำให้สถาบันการเงินอื่นๆ ไม่กล้าทำธุรกรรมร่วมหรือปล่อยกู้ให้ จนประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ทุนไม่พอจนบางบริษัทต้องเข้าสู่สภาวะล้มละลาย หรือบางบริษัทก็ต้องหาผู้มาซื้อกิจการ อาทิเช่น เมอร์ริล ลินช์ ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจชั้นนำเช่นเดียวกับเลแมน ซึ่งไหวตัวทัน รีบเจรจากับแบงก์ออฟอเมริกาให้เข้าควบรวมกิจการของเมอร์ริล ลินช์ ทั้งหมดเมื่อวันที่ 15 กันยายน ซึ่งปัญหาการลดลงของสภาพคล่องดังกล่าว ทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต้องร่วมกันอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินโลกเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐนั้นจะยังปะทุขึ้นมาอีกในอนาคต และจะเป็นภาระอย่างใหญ่หลวงกับธนาคารกลางสหรัฐและรัฐบาลสหรัฐ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คือ การจะต้องเข้าไปเพิ่มทุนให้กับแฟนนี เม และเฟรดดี แมค สถาบันปล่อยกู้อสังหาริมทรัพย์ที่รัฐบาลสนับสนุนให้ปล่อยกู้และค้ำประกันเงินกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์มากถึง 5.2 ล้านล้านดอลลาร์ เพราะเมื่อราคาบ้านในสหรัฐปรับลดลง 15% (และอาจปรับลดลงอีก 10%) ก็เชื่อได้ว่าแฟนนีและเฟรดดีจะต้องได้รับความเสียหายจากปัญหาหนี้เสียอีกมาก สมมติว่าทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้งสองเสียหาย 5% ก็หมายความว่ารัฐบาลจะต้องเพิ่มทุนเพื่อชดใช้ความเสียหายกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ เพราะทุนของแฟนนีกับเฟรดดีนั้น ขณะนี้ อาจลดลงเหลือไม่ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์

สรุปได้ว่าปัญหาหลักของสถาบันการเงินที่เผชิญกับวิกฤติทางการเงิน ทำให้ต้องล้มละลายเป็นเพราะสถาบันการเงินดังกล่าว ดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง โดยลงทุนอย่างขาดความระมัดระวังและกู้เงินมาลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยมีทุนของตนอยู่เพียงเล็กน้อย เพราะมั่นใจเกินไปและอยากได้กำไรสูง จะเห็นได้ว่าบริษัทแบร์สเติร์นส์ เลแมน เอไอจี และเมอร์ริล ลินช์นั้น ล้วนแต่มีสินทรัพย์ต่อทุนประมาณ 20-30 เท่า หรือลงทุน 1 บาท และกู้เงินมา 29 บาท เพื่อใช้ในการลงทุน ทำให้เมื่อมีปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ ทุนก็จะหมดลงได้อย่างรวดเร็ว และเกิดปัญหาสภาพคล่องได้โดยง่าย ยังมีสถาบันการเงินของสหรัฐที่มีลักษณะเช่นนี้อยู่อีก จึงไม่ควรแปลกใจหากมีสถาบันการเงินของสหรัฐล้มละลายอีกหลายแห่งใน 6-12 เดือนข้างหน้า

http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/22/news_296068.php

เลแมน บราเดอร์ เมื่อยักษ์ล้ม 

วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีข่าวไหนดังไปกว่าข่าว เลแมน บราเดอร์ส วาณิชธนกิจขนาดใหญ่อันดับสี่ของโลก ยื่นขอเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย และเอไอจี กลุ่มสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง และรัฐบาลของสหรัฐต้องให้เงินกู้ฉุกเฉิน 85,000 ล้านดอลลาร์ ระยะเวลา 2 ปี อัตราดอกเบี้ยประมาณ 11.4% ต่อปี โดยแลกกับการให้รัฐบาลเข้าไปถือหุ้น 79.9%

ทำไม่รัฐบาลสหรัฐ ต้องเข้ามาอุ้มเอไอจี ในขณะที่ไม่อุ้มเลแมน รัฐให้เหตุผลว่า เพราะเอไอจีเกี่ยวพันกับตลาดการเงินมาก นักวิเคราะห์กล่าวว่า ไม่มีธนาคารใหญ่ขนาดใหญ่รายใด ที่ไม่มีธุรกรรมกับเอไอจี

นอกจากนี้ เอไอจียังเป็นบริษัทประกันที่มีขนาดของทรัพย์สินใหญ่ที่สุดในสหรัฐ โดยมีทรัพย์สินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ มีพนักงานกว่า 116,000 คนใน 130 ประเทศทั่วโลก สรุปคือเกี่ยวข้องกับทั้งสถาบันการเงิน และประชาชนจำนวนมาก และจะเป็นปัญหาต่อระบบสถาบันการเงินทั่วโลก ในขณะที่เลแมน เกี่ยวกับสถาบันการเงินที่ทำธุรกรรมกัน และประชาชน เฉพาะผู้ที่เป็นผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน

สภาพของระบบสถาบันการเงินของสหรัฐอเมริกาในตอนนี้ไม่แตกต่างอะไรกับเมืองไทยเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ผู้ลงทุนและผู้เอาประกันต่างก็ตื่นตระหนกตกใจ กลัวว่าเงินลงทุนหรือเงินประกันที่อยู่กับสถาบันการเงินเหล่านี้จะสูญไป หากรัฐไม่เข้าไปอุ้ม ผลร้ายต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็จะยิ่งขยายวงกว้างขึ้น

ก่อนหน้าที่รัฐบาลสหรัฐจะตัดสินใจเข้าไปอุ้มเอไอจี J.P. Morgan Chase และ Goldman Sachs ได้ตกลงจะหาเงิน 75,000 ล้านดอลลาร์มาให้ เอไอจีแล้ว แต่พอตลาดการเงินเกิดตึงขึ้นมา ทั้งสองบริษัทก็รู้ว่าไม่สามารถจะระดมเงินมาให้เอไอจีได้ทัน รัฐบาลจึงต้องเข้ามาอุ้มเอไอจีแทน

การเข้ามาอุ้มเอไอจีของรัฐบาลสหรัฐ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรว่า นำเงินภาษีของประชาชนไปช่วยบริษัทเอกชน แต่ประธานาธิบดีบุชก็กล่าวยืนยันในวันพฤหัสบดีว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบสถาบันการเงิน ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ทรัพย์สินของเอไอจีไม่ได้เลวร้าย ทรัพย์สินดีๆ ยังมีอยู่มากมาย แต่ปัญหาเกิดขึ้นเหมือนที่เกิดในไทยเมื่อ 11 ปีก่อนคือการขาดสภาพคล่อง ทำให้กองทุนฟื้นฟูต้องเข้ามาอัดฉีดสภาพคล่องให้ แลกกับทรัพย์สินจำนวนมาก

ที่เอไอจีขาดสภาพคล่องก็เนื่องจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ลดอันดับความน่าเชื่อถือลงเนื่องจากเอไอจีมีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับหนี้ซับไพร์ม และมีการเข้าไปประกันสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ผ่านธุรกรรม Credit Default Swap จึงทำให้ขาดทุน ทำให้เอไอจีต้องหาเงิน 14,500 ล้านดอลลาร์ ในช่วงข้ามคืนเพื่อจ่ายคืนผู้เกี่ยวข้องและเจ้าหนี้ เนื่องจากสัญญากู้ หรือธุรกรรม ที่ทำไว้บางสัญญา มีข้อกำหนดเกี่ยวกับเงื่อนไขอันดับความน่าเชื่อถือ เมื่ออันดับตกก็ต้องคืนหนี้หรือยกเลิกธุรกรรมก่อนกำหนด

ว่ากันว่าความร้ายแรงของปัญหานี้คล้ายกับสมัย Great Depression ที่ดิฉันเคยเขียนถึงเมื่อ 2-3 เดือนก่อน หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ที่เคยหวังกันว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะฟื้นตัวในปี 2010 ก็อาจจะยากขึ้น

ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินอันเกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาหนี้เกรดสองหรือ ซับไพร์ม แล้ว เหตุการณ์ก็เลวร้ายลงเรื่อยๆ หลายๆ อย่างเกิดจากธุรกรรมใหม่ๆ ที่วาณิชธนากรคิดขึ้น เช่นกรณีการนำหนี้มากองรวมกันแล้วจัดกลุ่มใหม่ตามความเสี่ยงแล้วนำออกขาย แบบ ซีดีโอ (Collateralized Debt Obligation) ที่มีบางส่วนเป็นสินเชื่อซับไพร์ม และมาครั้งนี้ เกิดจาก Credit Default Swap

Credit Default Swap คือการแลกเปลี่ยนความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ โดยผู้ออกตราสารจะเป็นผู้จ่ายเงินต้นคืนให้กับผู้ซื้อประกันความเสี่ยงนี้ตามหน้าตั๋ว ในกรณีที่ผู้ออกตราสารไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ ประมาณว่าตลาดนี้มีขนาด 62 ล้านล้านดอลลาร์ เริ่มขึ้นประมาณสิบปีเศษ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยธนาคารไม่ให้เสียหายจากหนี้เสีย โดยมีบุคคลที่สามเข้ามาสอดรับความเสี่ยงนี้ เช่น เอไอจีและเลแมน และภายหลังก็มีการซื้อขายสัญญา Credit Default Swap โดยไม่ต้องมีตราสารหนี้หนุนหลัง

ตลาดของ Credit Default Swap เป็นตลาดที่ผู้ซื้อผู้ขายตกลงกันเอง หรือที่เรียกว่า โอทีซี (Over-The-Counter: OTC) ดังนั้นจึงประมาณยากว่า มีธุรกรรมค้างอยู่จำนวนเท่าใด เท่าที่ทราบจากของเอไอจีที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ เอไอจีมีการขายประกันให้กับผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีมูลค่าประมาณ 441,000 ล้านดอลลาร์ และมีส่วนที่เป็นสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับซับไพร์มประมาณ 57,800 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ใช่ว่าทั้งหมดจะกลายเป็นศูนย์นะคะ

สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงเวลาของยักษ์ล้มอย่างแท้จริง เพราะการล้มละลายของเลแมนครั้งนี้เป็นการล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา เลแมนบราเดอร์ส ซึ่งก่อตั้งมา 158 ปี มีพนักงานทั่วโลกรวม 25,000 คน ต้องทยอยขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชี

http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/22/news_27275525.php?news_id=27275525